อย่างกับในหนัง! เด็กแว้นกระโดดซ้อนท้ายรถเพื่อนหนีตำรวจ ขณะวิ่งอยู่บนถนน

ประเด็นน่าสนใจ

  • เด็กแว้น 2 รายขับรถหนีตำรวจหลังถูกไล่เพราะไม่มีใบขับขี่
  • 1 ใน 2 คนได้กระโดดมาซ้อนท้ายรถเพื่อน ทั้งๆ ที่เวลานั้นกำลังวิ่งอยู่บนถนน
  • โชคดีที่ไม่เกิดอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บ – เสียชีวิต
  • สุดท้ายไม่รอด ถูกตามรวบตัวได้ หลัง จนท. ตรวจสอบหาเจ้าของรถที่ทิ้งไว้

วันนี้ (25 ก.ค. 2562) โลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพสุดระทึก ขณะเกิดเหตุเด็กแว้น 2 รายโชว์เปลี่ยนรถจักรยานยนต์กระทันหันทั้งๆ ที่เวลานั้นพวกเขากำลังขี่อยู่บนถนนด้วยความเร็ว

โดยคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเพจ Thailand Police Story ที่เผยให้เห็นว่าระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังขับไล่จี้เด็กแว้น 2 รายนั้น จู่ๆ 1 ในนั้นเด็กแว้นได้เรียกให้เพื่อนขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาประกบด้านข้าง ก่อนที่เขาจะก้าวขามาซ้อนท้ายรถของเพื่อน ก่อนจะซิ่งหนีไป โดยเหตุเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.นนทบุรี

ขณะที่ผู้โพสต์ได้มีข้อความระบุว่า ดูหนังมากไปหรือเปล่าไอ้น้อง แค่ขอตรวจค้นต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ
ขอบคุณคลิป : ตร.นนทบุรี

ทั้งนี้หลังจากคลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนต่างตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และรู้สึกโชคดีมากที่เหตุการณ์นี้ไม่เกิดอันตรายจนมีคนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก่อนที่เวลาต่อมาจะมีรายงานแจ้งว่า เด็กแว้นคนที่ทิ้งรถถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวได้แล้ว ทราบชื่อคือนายสุริยัน อายุ 22 ปี

โดยเขาให้การว่าในวันเกิดเหตุรถสตาร์ทไม่ติด จึงให้เพื่อนใช้เท้าดันรถมาให้ แต่ระหว่างทางถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเรียกตรวจค้น ด้วยความกลัวที่ไม่มีใบขับขี่ จึงพากันบิดรถหนี ตำรวจจึงขับไล่ตาม และเมื่อเห็นว่าตำรวจจวนจะถึงตัวจึงตัดสินใจกระโดดขึ้นรถเพื่อน และทิ้งรถของตนทิ้งไว้ข้างทางดังกล่าว

ขณะที่ตำรวจเผยว่า การติดตามจับกุมตัวครั้งนี้มาจากการที่ตำรวจตรวจสอบรถที่ถูกทิ้งไว้ข้างทาง เมื่อทราบว่าเจ้าของคือใครจึงเรียกมาสอบสวน จากนั้นได้แจ้งข้อหา ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ความผิดตาม พ.ร.บ.ทางบก ไม่พกใบขับขี่ ไม่สวมหมวกนิรภัย พร้อมทำการเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 900 บาท ก่อนแจ้งให้ผู้ปกครองรับทราบและรับรถจักรยานยนต์กลับไป

‘ฟลายบอร์ดแอร์‘ เหินผ่านช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จพลาดตกทะเล

ประเด็นน่าสนใจ

  • แฟรงกี้ ซาปาต้า นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสใช้ฟลายบอร์ด แอร์เหินฟ้าข้ามช่องแคบอังกฤษไม่สำเร็จ
  • ฟลายบอร์ด แอร์ได้ตกลงสู่
  • ซาปาต้าไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ

เมื่อ 25 ก.ค. 2562 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ความพยายามของแฟรงกี้ ซาปาต้า นักประดิษฐ์หนุ่มชาวฝรั่งเศส ผู้สร้าง ‘ฟลายบอร์ด แอร์’ (Flyboard Air) หรือ hoverboard ชุดพลังไอพ่น ที่สามารถทำให้มนุษย์ที่สวมใส่บินเหินฟ้าได้ ซึ่งเมื่อวันพฤหัสฯที่ 24 ก.ค.ซาปาต้าได้พยายามใช้ฟลายบอร์ด แอร์ เหินข้ามช่องแคบอังกฤษเป็นครั้งแรก

ทั้งนี้ผลของความพยายามครั้งนี้คือล้มเหลว เพราะฟลายบอร์ด แอร์ ได้ตกลงในทะเล ขณะที่ซาปาต้ากำลังพยายามจะนำฟลายบอร์ดลงจอดที่แท่นบนเรือลำหนึ่ง เพื่อเติมน้ำมันขณะบินมาได้ครึ่งทางดยใช้เวลา 10 นาที แต่เจ้าตัวไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ซาปาต้าเปิดเผยว่าตนผิดหวังอย่างมาก เพราะความผิดพลาดทำให้ฟลายบอร์ดตกลงน้ำทะเลที่อยู่ห่างจากเรือไม่เท่าไหร่ ก่อนหน้านี้พวกเขาฝึกซ้อมนำฟลายบอร์ด แอร์ลงจอดบนเรือนับสิบ ๆ ครั้ง ทั้งเป็นที่ทะเลที่คลื่นลมแรงกว่านี้ รวมถึงเรือก็เคลื่อนที่ไปมามากกว่านี้แต่ก็ไม่เคยพลาดมาก่อน โดยชี้ว่าปัญหาไม่ใช่มาจากลม แต่เป็นเพราะคลื่น

ทั้งนี้การเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดเล็ก 5 เครื่องของฟลายบอร์ด แอร์ เป็นขั้นตอนหนึ่งที่ยากที่สุด เพราะแท่นที่จะลงจอดบนเรือนั้นมีขนาดเพียงแค่ 1 ตารางเมต  โดยน้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถแบกมาได้ในแต่ละครั้งอยู่ที่ 42 ลิตร ซึ่งใช้ได้ในระยะทางทางเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของช่องแคบอังกฤษเท่านั้น

ที่มา  www.theverge.com 

ป.ป.ส.ตรวจความคืบหน้า ศูนย์วิจัยเพาะ ‘กัญชง’ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่

ประเด็นน่าสนใจ

  • ป.ป.ส. ลงพื้นที่ติดตามการวิจัยการเพาะปลูก ‘กัญชง’ ที่สถานีเกษตรหลวงปางตะ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่
  • ด้านนักวิจัยเผยหวังว่าทาง อ.ย. จะอนุญาตให้นำเมล็ดของกัญชงมาใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากมองว่าหากนำแต่เส้นใยกัญชงมาแปรรูปอย่างเดียวอาจไม่คุ้มค่า

วันนี้ (25 ก.ค.62) ที่สถานีเกษตรหลวงปางตะ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ได้ลงพื้นที่ติดตามการวิจัยการเพาะปลูก ‘กัญชง’ (Hemp) ศึกษาแปลงงานวิจัยการเพาะปลูกกัญชง โดยนำคณะสื่อมวลชลรวมเข้าตรวจเยี่ยม

โดยนายวาทิน ดำรงเลาหพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบัน​สำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. กล่าวว่า กัญชง เป็นพืชชนิดย่อยของกัญชา ซึ่งถูกจัดอยู่ในยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แต่เนื่องจากเส้นใยของกัญชงมีประโยชน์ มีความเหนียวสามารถนำมาทำเป็นสิ่งทอได้ จึงเป็นช่องทางที่จะผลักดันให้เป็นพืชเศรษฐกิจ

กระทั่งมีประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 12 ได้กำหนดเพิ่มเติมเงื่อนไขของพืชกัญชา ซึ่งได้รับการยกเว้นเปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้ง และผลิตภัณฑ์จากเปลือกแห้ง ไม่ให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้กับการใช้ประโยชน์จากเส้นใยของกัญชง แต่ยังมีการจำกัดพื้นที่ในการเพาะปลูกภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายวาทิน ดำรงเลาหพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบัน​สำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส.

โดยหากดูตามข้อกฎหมายแล้ว สาร CBD ทั้งในกัญชงและกัญชา ไม่ได้ถือว่าผิดกฎหมาย ส่วนสาร THC เป็นตัวที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ซึ่ง ผิดกฎหมาย โดยในกัญชงมีสาร THC ที่ต่ำกว่าเกิน ซึ่งในทางกฎหมายได้มีการผลักดันให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่มีข้อจำกัดว่าสามารถนำเส้นใยของต้นกัญชงมาแปรรูปได้อย่างเดียว โดยนำมาผลิตเป็นสิ่งทอต่างๆ อาทิ หมวก เสื้อผ้า ผ้าห่ม

ทางด้านดร.สริตา ปิ่นมณี นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์กรมหาชน) เปิดเผยว่า ทางเราได้เริ่มวิจับกัญชงมาตั้งแต่ปี 61 โดยมีการรวบรวมพันธุ์กัญชงเฉพาะในประเทศไทย และอยู่ระหว่างการขออนุญาตนำพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาใช้ในการพัฒนาสายพันธุ์ของกัญชง ให้มีสาร CBD สูง แต่สาร THC ต่ำ โดยสามารถนำสาร CBD ในกัญชงไปสกัดเพื่อใช้ทางการแพทย์ได้อย่างเติมประสิทธิภาพ

ดร.สริตา ปิ่นมณี นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์กรมหาชน)

จากการวิจัยพบว่าประโยชน์ของเส้นใยต้นกัญชง มีความเหนียวและสามารถแปรรูปไปเป็นสิ่งทอได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำประโยชน์ของเส้นใยกัญชงต่อยอดในเรื่องของไบโอพลาสติก โดยการดึงจุดเด่นของเส้นใยกัญชงที่เหนียวและแข็งแรงมาทำพลาสติกแบบชีวภาพ รวมทั้งนำมาใช้เป็นฉนวนกันความร้อนในวัสดุก่อสร้างต่างๆได้

และในส่วนของเมล็ดกัญชง จากการวิจัยยังพบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งมีโปรตีนประมาณ 25% และน้ำมันอีกประมาณ 20 % และยังพบอีกว่าในน้ำมันมีสารโอเมก้าสูงถึง 80 % ซึ่งต่างประเทศที่กฎหมายรองรับนั้นนิยมทานสารสกัดจากเมล็ดกัญชงมานานแล้ว โดยแปรรูปออกไปได้ทั้งในแบบแคปซูลหรือแบบผงชงดื่ม

สำหรับในประเทศไทยคาดหวังว่าในเร็วๆนี้ ทาง อ.ย. จะอนุญาตให้มีการนำเมล็ดกัญชงมาใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากหากนำแต่เพียงเส้นใยของกัญชงมาแปรรูปอย่างเดียวนั้น อาจจะยังไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร