อิหร่านติดธงชาติบนเรือบรรทุกน้ำมันที่ยึดไปจากอังกฤษ

ประเด็นน่าสนใจ

  • สื่ออิหร่าน เผยคลิปแสดงให้เห็นว่า มีการแขวนธงชาติบนเรือ สเตนา อิมเพโร
  • เรือสเตนา อิมเพโร  เป็นบรรทุกน้ำมันของอังกฤษที่อิหร่านยึดไว้พร้อมลูกเรือ 23 คน
  • รัฐบาลอังกฤษ ตลอดจนชาติมหาอำนาจของโลกพากันเรียกร้องให้อิหร่าน ปล่อยตัวลูกเรือทั้งหมด และคืนเรือลำนี้แก่อังกฤษ

วันที่ 22 ก.ค.62 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าหลังกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน ส่งทีมคอมมานโดบุกยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Stena Impero (สเตนา อิมเพโร) ที่ติดธงชาติอังกฤษ ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และได้ควบคุมตัวลูกเรือ 23 คน ในช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา

หลังเกิดการบุกยึดดังกล่าว รัฐบาลอังกฤษ ตลอดจนชาติมหาอำนาจใหญ่ของโลกได้ออกมาเรียกร้องให้อิหร่านคืนเรือบรรทุกน้ำมันคืนให้แก่อังกฤษ พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านปล่อยตัว 23 ลูกเรือในทันที

ทั้งนี้สถานีโทรทัศน์ สื่อกระบอกเสียงของอิหร่านได้เผยแพร่คลิปวิดีโอ แสดงให้เห็น สถานการณ์ของเรือน้ำมันสเตนา อิมเพโร ที่ตกอยู่ในการควบคุมของอิหร่าน แขวนธงชาติอิหร่าน ขณะที่ทหารอิหร่านหลายนายได้เดินตรวจตราอยู่ที่ดาดฟ้าของเรือ และมีทหารอิหร่านขับเรือลาดตระเวนรอบเรืออย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าเรือสเตนา อิมเพโร ถูกบังคับให้นำมาจอดที่บริเวณท่าเรือ เมืองบันดาร์ อับบาส ทางภาคใต้ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อิหร่านคนหนึ่งได้ยืนยันว่าลูกเรือ 23 คน บนเรือสเตนา อิมเพโร ยังคงปลอดภัย มีสุขภาพแข็งแรงดี โดยลูกเรือ 23 คนที่ถูกกุมตัวไว้ เป็นลูกเรือชาวอินเดีย 18 คน รวมทั้งกัปตัน 1 คน ขณะที่มีลูกเรือชาวรัสเซีย 3 คน, ลัตเวีย 1 คน และฟิลิปปินส์ 1 คน

ที่มา www.thesun.co.uk

สทนช. เตรียมแผนลดการระบายน้ำหลายเขื่อนหลักแก้ปัญหาภัยแล้ง

ประเด็นน่าสนใจ

  • สทนช. เตรียมปรับแผนลดการระบายน้ำหลายเขื่อนหลักแก้ปัญหาภัยแล้ง
  • การลดแผนการระบายน้ำ เพื่อเร่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ปีหน้า
  • ทั้งนี้ฤดูฝนในปีนี้ มีน้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมา จึงทำให้ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกของเกษตรกร

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 38,665 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 47 และมีศักยภาพน้ำบาดาล 1,228 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ถือว่ามีปริมาณน้ำต้นทุนมากกว่าปี 2558 จำนวน 2,293 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ฤดูฝนนี้มีน้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมาสาเหตุเกิดจาก 3 ปัจจัย คือ ปริมาณฝนตกช่วงฤดูฝนปี 2561 น้อยกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 10–17 มีการส่งน้ำให้กับพื้นที่เกษตรที่เพาะปลูกเกินแผนในฤดูแล้งปี 2561/62

โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพาะปลูกเกินแผน 1.2 ล้านไร่ ทำให้ต้องจัดสรรน้ำมากกว่าแผนร้อยละ 20 หรือประมาณ 1,528 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีปริมาณฝนตกจริงน้อยกว่าที่คาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ประมาณร้อยละ 30-40 ในภาคเหนือ ภาคกลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ต้องจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำให้พื้นที่การเกษตรมากกว่าแผนจนหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบเกิดภัยแล้ง

คาดการณ์ฝนจะตกประมาณเดือนสิงหาคมถึงกันยายนแต่ตกน้อย บริเวณชายขอบกระทบให้น้ำเติมอ่างเก็บน้ำภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนไม่ดี เช่นเดียวกับช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมฝนตกน้อยและเสี่ยงขาดแคลนน้ำ จึงให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรวางแผนขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงทั้งเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนหลักและพื้นที่เกษตรกรรม ที่สำคัญให้ปรับลดแผนการระบายน้ำจากเขื่อนลง คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนอุบลรัตน์ เพื่อให้สามารถส่งน้ำช่วงฤดูฝนนี้ได้ เพียงพอเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศแหล่งน้ำได้รวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 3,200 ล้านลูกบาศก์เมตรในช่วงฤดูแล้ง

เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำบริเวณแม่น้ำโขง ว่า เขื่อนไซยะบุรี ของ สปป.ลาว ได้ระบายน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าตามปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำโขงเริ่มเพิ่มขึ้น ประกอบกับ เขื่อนจิ่งหง ของจีน ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำในแม่น้ำโขง เนื่องจากท้ายน้ำแม่น้ำโขงได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ที่สำคัญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงพบปริมาณฝนตกตั้งแต่จีน เมียนมา และสปป.ลาว ลดลงถึงร้อยละ 50 มีลักษณะคล้ายกับประเทศไทยประสบอยู่ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าแม่น้ำโขงเพียงร้อยละ 11 เท่านั้น จึงเป็นหนึ่งปัจจัยทำให้เกิดสถานการณ์น้ำโขงลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ที่น่าเป็นห่วงยังมีลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงจะเกิดปริมาณน้ำไหลเร็วเกินไป เพราะถูกดึงโดยแม่น้ำโขงเป็นผลให้ลำน้ำสาขาไม่สามารถกักเก็บน้ำได้

ที่มา Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

สหรัฐ เผชิญคลื่นความร้อน บางพื้นที่อุณหภูมิแตะ 50 องศาฯ

ประเด็นน่าสนใจ

  • หลายพื้นที่ของสหรัฐกำลังเผชิญคลื่นความร้อนอย่างหนัก
  • เมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา ร้อนจัด สามารถอบขนมปังได้ หากเอาไว้ในรถ

สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า ขณะนี้ที่สหรัฐอเมริกา หลายพื้นที่ได้เผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนอย่างหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกและตะวันตกของประเทศ ที่มีอุณหภูมิบางจุดพุ่งสูงเกือบแตะ 50 องศาเซลเซียส สร้างผลกระทบในการใช้ชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก

โดยทวิตเตอร์ @NWSOmaha ซึ่งเป็นของศูนย์พยากรณ์อากาศในเมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา เผยว่า จากสภาพอากาศที่ร้อนดังกล่าว สามารถทำให้ขนมปังสามารถอบจนสุกได้ หากมีการนำไปไว้ในรถที่จอดอยู่กลางแจ้งประมาณ 4 ชั่วโมง แม้ว่ามันจะไม่สุกดีแต่ก็สามารถรับประทานได้ เพราะอุณหภูมิในรถพุ่งสูงแตะ 85 องศาเซลเซียส

ดังนั้นหากไม่อยากให้รถเกิดความเสียหายจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดดังกล่าว เจ้าของรถควรตรวจสอบให้ดี อย่าทิ้งวัตถุอันตรายจำนวนพวกของไวไฟ หรือวัตถุก่อนระเบิดไว้ในรถ เพราะมันอาจส่งผลก่อให้เกิดความเสียหายได้

ซึ่งนอกจากข้อความเตือนดังกล่าวแล้ว ทวิตเตอร์ดังกล่าวยังมีการเผยแพร่ภาพกิ๊ฟหนีบผมพลาสติกที่ถูกความร้อนหลอมละลายติดกับรถจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด หลังมันถูกหนีบติดไว้กับมือจับตรงเบาะหลังไม่ได้นำออกไปนอกรถด้วยนั่นเอง

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนส่งต่อและเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก เพื่อเตือนภัยและให้ระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากภาวะคลื่นความร้อนสูง ขณะเดียวกันก็มีบางส่วนขอทดลองอบขนมปังบ้าง แต่ก็ไม่เป็นผลเหมือนกับภาพที่ได้เผยแพร่ไป ทั้งๆ อุณหภูมิขณะนั้นร้อนแตะถึง 70 องศาเซลเซียสก็ตาม