ย้อนรอยประเทศต่างๆ กับวิธีรับมือเหตุกราดยิง

ประเด็นน่าสนใจ

  • หลายประเทศทั่วโลกเผชิญเหตุกราดยิงและความรุนแรงจากอาวุธปืน พร้อมออกมาตรการรับมือที่แตกต่างกันไป
  • สหรัฐฯ เป็นประเทศที่เผชิญเหตุกราดยิงบ่อยครั้ง
  • อังกฤษ เป็นประเทศที่มีกฎหมายครอบครองอาวุธปืนเข้มงวดที่สุดในโลก

นอกจากสหรัฐฯ ที่เผชิญเหตุกราดยิงบ่อยครั้ง ยังมีหลายประเทศที่ประสบกับเหตุการณ์รุนแรงจากอาวุธปืน โดย CNN รายงานว่า แต่ละประเทศต่างก็ดำเนินการอย่างจริงจังและเข้มงวด เพื่อรับมือเหตุที่เกิดขึ้น

ที่นิวซีแลนด์ รัฐสภาลงคะแนนเสียงสั่งห้ามครอบครองอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติแบบทหาร ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังเกิดเหตุกราดยิงในเมืองไครสต์เชิร์ช ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 50 ราย และมีโครงการรับซื้อปืนคืนโดยจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ครอบครอง

ส่วนที่ออสเตรเลีย เคยเหตุกราดยิงขึ้นที่จุดท่องเที่ยวยอดนิยมในรัฐแทสมาเนีย เมื่อปี 2539 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 35 ราย โดยหลังจากนั้นเพียง 12 วัน นายจอห์น โฮเวิร์ด นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ประกาศการปฏิรูปกฎหมายควบคุมอาวุธปืนครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงห้ามครอบครองปืนไรเฟิลลำกล้องยาวและปืนลูกซอง, เข้มงวดเรื่องการออกใบอนุญาตครอบครองปืน และจัดตั้งโครงการรับซื้อปืนคืน

สำหรับอังกฤษ เป็นประเทศที่มีกฎหมายครอบครองอาวุธปืนเข้มงวดที่สุดในโลก โดยหลังเกิดเหตุกราดยิงเมื่อปี 2530 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 16 ราย อังกฤษออกคำสั่งห้ามครอบครองอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติและปืนลูกซองแบบปั๊ม อีก 9 ปีต่อมา อังกฤษออกกฎหมายห้ามครอบครองปืนพกทุกประเภท หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน ซึ่งมีเด็กเสียชีวิต 16 ราย

ด้านฟินแลนด์ หลังเกิดเหตุกราดยิง 2 ครั้ง ในปี 2550 และปี 2551 รัฐบาลได้ออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนใหม่ ซึ่งหากใครต้องการใบอนุญาตครอบครองปืนพก ต้องแสดงให้เห็นว่าเป็นสมาชิกชมรมปืนเป็นเวลา 1 ปี และเข้ารับการตรวจโดยแพทย์และตำรวจ

ขณะที่เยอรมนี หลังเหตุกราดยิงที่เมืองวินเนนเด็น เมื่อปี 2552 มีผู้เสียชีวิต 15 ราย รัฐบาลรับมือด้วยการให้ผู้ครอบครองอาวุธปืนอย่างถูกกฎหมาย 5 ล้าน 5 แสนคน ต้องจดทะเบียนปืน

“ฮุนได” เปิดตัวรถหลังคาโซลาร์เซลล์คันแรก

ประเด็นน่าสนใจ

  • “ฮุนได” เปิดตัวรถยนต์ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์คันแรกของบริษัท
  • ผู้ผลิตคาดแผง ‘โซลาร์เซลล์’ผลิตพลังงานได้ถึง ร้อยละ 60 ต่อวันจากการชาร์จแบตเตอรี่
  • ฮุนไดยังวางแผนจะติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์กับรถรุ่นอื่นต่อไป

“ฮุนได” ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้ เปิดตัว “Sonata Hybrid” รถยนต์คันแรกที่ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา
บริษัทคาดว่า แผงพลังงานแสงอาทิตย์นี้จะผลิตพลังงานมากถึงร้อยละ 60 จากการชาร์จแบตเตอรี่ในแต่ละวัน และช่วยให้เกิดการขับขี่โดยปราศจากการปล่อยมลพิษคิดเป็นระยะทางถึง 1 พัน 300 กิโลเมตรต่อปี

แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคารถจะสะสมพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งในขณะที่รถวิ่งและจอดนิ่ง โดยแผงนี้เป็นเพียงแค่แหล่งพลังงานในการขับขี่สำรอง ไม่ใช่แหล่งพลังงานหลักของรถ

ขณะนี้ Sonata Hybrid ที่มาพร้อมกับแผงพลังงานแสงอาทิตย์มีวางจำหน่ายแค่ในเกาหลีใต้ และจะวางขายในอเมริกาเหนือเร็วๆ นี้ แต่ยังไม่มีกำหนดวางขายในยุโรป

ฮุนไดยังวางแผนจะติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์กับรถรุ่นอื่นๆ ของบริษัทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รวมถึงจะพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้สามารถติดตั้งพื้นผิวหลังคาประเภทอื่นของรถยนต์ด้วย

เศร้าใจ! พังกำแพงเก่าแก่ วัดไชยฯ ขุดวางสายไฟส่องสว่างใหม่

ประเด็นน่าสนใจ

  • กำแพงเก่าวัดไชยวัฒนาราม ถูกทุบทำลายเพื่อวางระบบไฟส่องสว่างใหม่
  • คนไม่เห็นด้วย ก่อนตั้งคำถามทำไมไม่ใช้วิธีอื่น
  • จนท. กรมศิลป์ฯ แจงจำเป็น จึงเลือกกำแพงที่พึ่งบูรณะ ยันไม่กระทบฐานด้านล่าง

เพจ นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั้น ได้มีการเผยแพร่ภาพสุดเศร้าใจ เมื่อพบว่ากำแพงดินเก่าแก่ภายในวัดไชยวัฒนาราม จ.อยุธยา ถูกทำลายเพื่อเปิดทางในการวางสายเคเบิ้ล-สายไฟฟ้าลงดินในการติดตั้งไฟส่งสว่างโบราณสถานที่สำคัญใหม่ ตามมาตรการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

วัดไชยวัฒนาราม

โดยผู้โพสต์ได้ระบุข้อมูลว่า #กรมศิลป์ฯไปไหน!!! เกิดอะไรขึ้นครับกับวิธีการฝังและเดินสายเคเบิล #วัดไชยวัฒนาราม พวกออเจ้ารู้หรือไม่ว่า

👉ทำไม ถึงเลือกที่จะทุบ-ทำลายกำแพงวัด
👉ทำไมช่างรับเหมาถึงไม่เลือกที่จะสกัดอิฐออกทีละก้อน หรือ
👉ทำไมไม่เจาะอุโมงค์ลอดใต้กำแพง

คนคุมงานกรมศิลปากรหายไปไหน ไกด์ตอบลูกค้าไม่ได้ เห็นทีแรกก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น #นี่หรือคือวิธีการทำงานของประเทศไทย ทำไมไม่เคารพโบราณสถานบ้าง ทำลายโบราณสถาน ตอบลูกค้าไม่ได้จริงๆ งง….ใครตอบคำถามนี้ทีครับ

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างรู้สึกเศร้าสลดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวด้วย

ก่อนที่เวลาต่อมานาย วีระศักดิ์ แสนสะอาด นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กไขข้อสงสัยในการทำลายกำแพงดังกล่าว ว่า

การดำเนินการดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่และนักโบราณคดีดูแลตลอดเวลาที่อยู่หน้างาน มีการวางแผนแนวสายไฟให้กระทบโบราณสถานให้น้อยที่สุด ในภาพ จำเป็นต้องวางแนวสายไฟเข้าด้านในโบราณสถาน จึงตัดสินใจรื้อแนวกำแพงที่พึ่งก่อบูรณะอายุไม่เกิน 30 ปี โดยไม่กระทบหลักฐานเดิม และเสร็จแล้วจะเร่งบูรณะฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด