สถานการณ์น้ำในจังหวัดแพร่ สุ่มเสี่ยง น้ำยมล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่ม

ประเด็นน่าสนใจ

  • สถานการณ์น้ำในจังหวัดแพร่ สุ่มเสี่ยง น้ำยมล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่ม
  • ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งเตือนประชาชนระมัดระวังจากปริมาณน้ำยมอาจเอ่อล้นตลิ่ง

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า จากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่จังหวัดแพร่ และทางตอนบนของแม่น้ำยมและแม่น้ำสาขาสำคัญ ในช่วงวันที่ 16-17 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำยม มีระดับที่สูงขึ้น โดยจุดวัดระดับน้ำ Y1C บ้านน้ำโค้ง ตำบลป่าแมต อำเภอเมืองแพร่ แม่น้ำยมยังมีระดับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชั้วโมงละ 3-5 เซนติเมตร

โดยเวลา 13.00 น. วันนี้(18 สิงหาคม 2562 ) วัดได้ 7.55 เมตร จากสถิติระดับน้ำยม ณ จัดวัดน้ำบ้านน้ำโค้งหากขึ้นถึงระดับ 7.80 เมตร จะไหลเข้าท่อบริเวณประตูศรีชุมหน้าศาลจังหวัดแพร่ ซึ่งทางเทศบาลเมืองแพร่จะได้ปิดประตูน้ำ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบออกกรณีมีฝนตกหนักในเขตพื้นที่ด้านในกำแพงเมืองเก่า และระดับ 7.90 เมตร จะไหลเข้าซอยด้านหลังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่

ขณะเดียวกันที่จุดวัดระดับน้ำ Y20 ห้วยสัก อำเภอสอง จังหวัดแพร่มีระดับที่ลดลง อย่างต่อเนื่อง จะมีผลต่อตัวเมืองแพร่ตัวแปรสำคัญคือแม่น้ำสาขาของแม่น้ำยมเช่นแม่น้ำแม่หล่าย แม่น้ำแม่คำมี และหากมีฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอสอง หนองม่วงไข่ ก็อาจจะทำให้ระดับน้ำในตัวเมืองสูงขึ้นเช่นกัน

ทางนายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่กล่าวว่า หากปริมาณน้ำมาถึงในตัวเมืองก็จะเข้ายังบ้านเรือนที่อาศัยอยู่ที่ต่ำริมตลิ่งแม่น้ำยม ในตัวเมืองก็จะเข้าหมู่บ้านหลังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่ และบริเวณบ้านร้องขี้ปลา ตำบลป่าแมต อำเภอเมืองแพร่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ต่ำ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้มีการแจ้งเตือนประชาชนแล้ว อย่างไรก็ตามประชาชนที่อาศัยอยู่ริมตลิ่ง ได้มีการเตรียมพร้อม เพราะมีประสบการณ์เกือบทุกปี

ทั้งนี้ที่บ้านสบสาย หมู่ที่ 6 ตำบลสบสาย อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ น้ำยมได้ไหลเข้าพื้นที่การเกษตรริมตลิ่งที่ลุ่มต่ำซึ่งเกษตรกรปลูกข้าวโพด ประมาณ 300 ไร่ นายพยุงศักดิ์ พลลุน นายอำเภอสูงเม่น ได้นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การช่วยเหลือเกษตรกรโดยจัดหาเรือท้องแบน สำหรับช่วยเก็บข้าวโพดที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำยมไหลเข้าท่วม พร้อมแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยที่ลุ่มแม่น้ำยม ได้ติดตามสถานการณ์การแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้ระมัดระวัง เก็บทรัพย์สินและสัตว์เลี้ยงขึ้นสู่ที่สูงด้วย

ที่มา สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่

ปภ.ประสาน 12 จังหวัด เฝ้าระวัง รับมือน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม

ประเด็นน่าสนใจ

  • เตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวัง รับมือน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ในช่วงวันที่ 17 – 20 ส.ค.นี้
  • ขอให้ประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ติดตามสภาพอากาศและปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ พบว่า ในช่วง 1 – 2 วันที่ผ่านมา

ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกต่อเนื่องและกรมทรัพยากรธรณีประกาศให้เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ในช่วงวันที่ 17 – 20 สิงหาคมนี้ ดังนั้น ปภ. จึงได้ประสานศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต

และจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัย 12 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก นครนายก ตราด ระนอง พังงา และตรัง เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ในช่วงวันที่ 17 – 20 สิงหาคมนี้

โดยสั่งการให้ศูนย์ ปภ.เขต ในพื้นที่ร่วมกับจังหวัดติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน ระดับน้ำและแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์เข้าประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ และวาตภัย ใน 13 จังหวัด ได้แก่ สตูล ตราด ปัตตานี กาญจนบุรี อุดรธานี ตรัง นครนายก แม่ฮ่องสอน น่าน เชียงใหม่ แพร่ พะเยา และระนอง สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 10 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 3 จังหวัด คือ ในจังหวัดแพร่ พะเยา และระนอง

ซึ่งปัจจุบันระดับน้ำลดลง ทั้งนี้ ปภ. ได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและจัดทำบัญชีความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังต่อไป

ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้โดยด่วนทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

จุรินทร์ เคาะโครงการประกันรายได้ข้าว! ช่วยชาวนาทั่วประเทศ

ประเด็นน่าสนใจ

  • จุรินทร์ เคาะโครงการประกันรายได้ข้าวช่วยชาวนาทั่วประเทศ การประชุม 3 ฝ่ายมีความเห็นร่วมกันว่า เห็นชอบโครงการประกันรายได้ข้าว ในข้าว 5 ประเภท
  • สำหรับมาตรการคู่ขนานจะดำเนินการด้านการผลิตโดยลดต้นทุนการผลิต

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงหลังการประชุม 3 ฝ่าย โดยกระทรวงพาณิชย์ ตัวแทนผู้ประกอบการและตัวแทนเกษตรกรโดยสมาคมชาวนา และผู้เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์

โดยมีความเห็นร่วมกันว่า เห็นชอบโครงการประกันรายได้ข้าว ในข้าว 5 ประเภทได้แก่

1) ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 หมื่นบาท ความชื้น 15% โดยประกันรายได้ให้ไม่เกินละ 30 ตัน/ครัวเรือน หรือไม่เกิน 40 ไร่

2) คือข้าวเหนียว ประกันที่ตันละ12,000 บาท ไม่เกิน 16 ตัน หรือไม่เกิน 40 ไร่

3)ข้าวหอมมะลิ 15,000 บาท ที่ไม่เกิน 40 ไร่ หรือ 14 ตัน

4) ข้าวหอมนอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ไม่เกิน 40 ไร่ หรือไม่เกิน 16 ตัน

5)ข้าวหอมปทุม ไม่เกิน 11,000 บาท ไม่เกิน 40 ไร่ หรือไม่เกิน 25 ตัน

นายจุรินทร์ กล่าวว่า จะเริ่มดำเนินการโดยเข้าที่ประชุม หารือ นบข.(คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ) ก่อนเพื่อกำหนดเวลาต่อไป

งบประมาณการเบื้องต้นจะหารือในที่ประชุม นบข. โดยให้เกษตรกรชาวนา ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหลัง รายงานแจ้งว่า หลักเกณฑ์กลางในการอ้างอิงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์อ้างอิงโดยประกาศราคาอ้างอิงทุก 15 วัน

ส่วนการใช้สิทธิ์และการจ่ายเงินนั้น เกษตรกรทำสัญญากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์โดยโครงการจ่ายตรงผ่านบัญชีการกำกับดูแลมีการตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลแก้ไขปัญหาและกรรมการนโยบายบริหารข้าวระดับจังหวัด

ทางด้านมาตรการคู่ขนานจะดำเนินการด้านการผลิตโดยลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าเก็บเกี่ยว การส่งเสริมระบบการเกษตรแปลงใหญ่หรือนาแปลงใหญ่ การส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี และโครงการประกันภัยพืชผล เช่นโครงการประกันภัยข้าวนาปี

มาตรการประหยัดตลาด คือ การตลาดนำการผลิตการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์และข้าว GAP หรือข้าวที่ผ่านมาตรฐานการเพาะปลูก และการส่งเสริมการผลิตข้าวตลาดเฉพาะ

ส่วนมาตรการระยะยาว คือ การพัฒนาชาวนาให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมการผลิตข้าว

ส่วนมาตรการด้านการตลาดนั้น งานเร่งด่วนคือการปรับสมดุลโดยการให้สินเชื่อชะลอการขาย การใช้สินเชื่อโดยสถาบันเกษตรกรหรือการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก การปรับปรุงทางด้านยุทธศาสตร์ข้าวไทย และการรักษาตลาดส่งออก ทั้งตลาดเดิม ตลาดเก่า (อิรัก) และขยายตลาดใหม่