นายจ้างเมินขึ้นทะเบียนประกันสังคม ระวัง! มีโทษเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย

ประเด็นน่าสนใจ

  • ประกันสังคมได้ดำเนินการกับนายจ้างที่ไม่ได้แจ้งขึ้นทะเบียนและแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด
  • กฎหมาย ได้กำหนดให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างทำงานในสถานประกอบการตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน
  • นายจ้างเมินขึ้นทะเบียนประกันสังคม ระวัง! มีโทษเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการดำเนินงานติดตามนายจ้างให้ดำเนินการแจ้งขึ้นทะเบียนและแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ว่า

สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการกับนายจ้างที่ไม่ได้แจ้งขึ้นทะเบียนและแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยกฎหมาย ได้กำหนดให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างทำงานในสถานประกอบการตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03)

โดยนายจ้างที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบได้ที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำหรับนายจ้างที่มีสำนักงานใหญ่ในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นแบบขึ้นทะเบียนได้ที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ โดยนายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน

กรณีที่มีลูกจ้างลาออกจากงาน ให้นายจ้างยื่นแบบแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (สปส. 6-09) พร้อมระบุสาเหตุการออกจากงาน หรือกรณีที่ผู้ประกันตนเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง ให้นายจ้างยื่นแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตน (สปส.6-10) ภายในวันที่ 15 ของเดือน ถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง ทั้งนี้ นายจ้างสามารถทำธุรกรรมงานทะเบียนผู้ประกันตนได้ที่เว็บไซต์ www.sso.go.th ตามเงื่อนไขที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า จากการดำเนินการติดตามให้สถานประกอบการมาปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าว ในช่วงระหว่างเดือน ม.ค. – พ.ค. 62 ที่ผ่านมา พบสถานประกอบการละเลยการแจ้งขึ้นทะเบียนและแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 จำนวน 111,820 แห่ง

ผู้ประกันตนจำนวน 467,004 ราย แบ่งเป็นสถานประกอบการที่ไม่ใช่ส่วนราชการ จำนวน 105,009 แห่ง ผู้ประกันตนจำนวน 445,554 ราย และสถานประกอบการที่เป็นส่วนราชการ จำนวน 6,811 แห่ง ผู้ประกันตนจำนวน 21,450 ราย

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้มีการออกหนังสือเชิญพบ หากพบว่านายจ้างมีเจตนา ให้ดำเนินการปรับหรือเปรียบเทียบปรับตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตามขอความร่วมมือให้นายจ้างปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์สูงสุด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สาขา/จังหวัด/ทั่วประเทศ หรือที่สายด่วน 1506 ให้บริการไม่เว้นวันหยุดราชการตลอด 24 ชั่วโมง

สุดยื้อ “มาเรียม” พะยูนกำพร้า ช็อก เสียชีวิตแล้ว

วานนี้ (16 สิงหาคม 2562) ตลอดทั้งวันตั้งแต่เวลา 08:00 – 19:00น. จนท.เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบงร่วมกับทีมสัตวแพทย์ จิตอาสา ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น ทำการเฝ้าระวังลูกพะยูน(น้องมาเรียม) ในบ่อผ้าใบ โดยทำการสูบน้ำจากทะเลลงบ่อผ้าใบถ่ายน้ำออกจากบ่อพร้อมกันเป็นทำการวนน้ำ และต้มน้ำร้อนใส่ในบ่อ เพื่อปรับอุณหภูมิในบ่อให้เหมาะสมกับการดำรงอยู่ของมาเรียม และเอาทรายใส่กระสอบทำทางเดินบริเวณขอบบ่อผ้าใบ เก็บหญ้าทะเลให้น้องมาเรียม และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ทำการเฝ้าระวังตลอดเวลา

ต่อมานายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ได้แจ้งว่า เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2562 เวลาประมาณ 23.00 น. “น้องมาเรียม” ได้เกิดอาการช็อก ทางทีมสัตวแพทย์ จึงเร่งเข้าทำการช่วยเหลือ โดยการหัวใจ อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง กระทั่งเวลา 00.09 น. ของวันที่ 17 มีนาคม 2562 “มาเรียม” พะยูนกำพร้า

จากรายงาน เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จ.ตรัง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่  5 (นครศรีธรรมราช) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2562 ระบุว่า

  • เวลา 01.00 – 07.00 น. จนท.เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น จิตอาสา ทีมสัตวแพทย์ ทำการเฝ้าระวังอาการป่วยของลูกพะยูน(น้องมาเรียม) ในบ่อผ้าใบ โดยทำการสูบน้ำจากทะเลลงบ่อผ้าใบ ถ่ายน้ำออกจากบ่อพร้อมกันเป็นทำการวนน้ำ และต้มน้ำร้อนใส่ในบ่อ เพื่อปรับอุณหภูมิในบ่อให้เหมาะสมกับการดำรงอยู่ของมาเรียม ทีมสัตวแพย์ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ทำการเฝ้าระวังตลอดเวลา
  • หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จ.ตรัง และเจ้าหน้าที่เขตฯ ลิบง ได้ออกตรวจลาดตระเวนและร่วมปรึกษาหารือกับทีมสัตวแพทย์เพื่อรับทราบความคืบหน้าการรักษาอาการป่วยของมาเรียม
  • เวลา 06.00น.- 20.00น. เจ้าหน้าที่เขตฯลิบง ร่วมกับสัตวแพทย์กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช สัตวแพทย์ประจำกลุ่มสัตว์ทะเลหายากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สัตวแพทย์กองทัพเรือ จิตอาสา และกลุ่มพิทักษ์ดุหยง เฝ้าติดตามอาการของลูกพะยูน(มาเรียม) วันนี้อาการมาเรียมทรงตัวทีมแพทย์ต้องเฝ้าดูอาการตลอด 24 ชม. และเจ้าหน้าที่ได้ซ่อมท่อน้ำไว้สูบเข้าบ่อที่โดนคลื่นซัดจนแตกเมื่อคืนจนเสร็จใช้งานได้ตามปกติ
  • สรุปรายงานผลการปฏิบัติงานและประเมินผลการรักษามาเรียม ดังนี้

* สุขภาพทั่วไป น้ำหนัก 31 กิโลกรัม ความยาวลำตัว 121 เซนติเมตร ความยาวรอบอก 75.5 เซนติเมตร พฤติกรรมและการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมมีอาการซึม และการตอบสนองเล็กน้อย

* การตรวจร่างกาย มีภาวะการแห้งน้ำมาก มีอาการเรอและผายลมเป็นระยะ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ พบภาวะติดเชื้อเนื่องจากค่าเม็ดเลือดขาวรวมสูงขึ้น ค่าเคมีเลือดอยู่ในระดับปกติ

* การตรวจร่างกาย อัตราการหายใจเฉลี่ย 4 ครั้ง ต่อนาที อัตราการเต้นของหัวใจ 80 ครั้งต่อนาที การเต้นของหัวใจขณะพักผ่อน 104 ครั้งต่อนาที

ครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้าน

ประเด็นน่าสนใจ

  • นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุม ครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้าน
  • ดูแลภัยแล้ง ดูแลผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ช่วยเหลือค่าครองชีพ
  • เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 20 ส.ค.นี้

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 1/2562 ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน

ภายหลังการประชุม นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้าน คือ ด้านการดูแลภัยแล้ง การดูแลผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และการช่วยเหลือค่าครองชีพ ซึ่งมีทั้งงบประมาณปี 62 และวงเงินสินเชื่อสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ เพื่อให้มีผลทันทีในเดือนสิงหาคม 2562

สำหรับมาตรการที่สำคัญ คือ การช่วยเหลือค่าครองชีพ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งทุกคนที่ถือบัตรฯ จำนวน 14.5 ล้านคน จะได้รับการเติมเงินพิเศษเพิ่มคนละ 500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน ระหว่างสิงหาคม – กันยายนนี้ รวม 1,000 บาท

ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเดือนละ 500 บาทเป็นเวลา 2 เดือนเช่นเดียวกัน กลุ่มสุดท้าย คือเงินเลี้ยงดูบุตรสำหรับผู้ที่ที่ถือบัตรฯ ตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี ได้เดือนละ 300 บาท เป็นเวลา 2 เดือน

ส่วนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ที่ประชุมเห็นชอบให้แจกเงินให้กับผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดนอกเขตภูมิลำเนาจำนวน 1,000 บาท โดยมีอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นจำนวน 10 ล้านคน โดยต้องลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ผ่านแอพพลิเคชันที่กระทรวงการคลังจัดทำขึ้น

และยังให้ผู้ที่ได้สิทธิ์สามารถนำค่าใช้จ่ายจริงจากการเดินทางท่องเที่ยวมาขอคืนเงินได้อีก 15% ของค่าใช้จ่ายที่ไม่เกินวงเงิน 30,000 บาท ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะมีความชัดเจนหลังจากเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว และยังมีการยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน และอินเดีย แต่ต้องหารือกับหน่วยงานเกี่ยวข้องต่อไปว่าจะยกเว้นให้นานเท่าไร

ขณะที่มาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้งปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นเวลา 1 ปี และให้สินเชื่อฉุกเฉินจาก ธ.ก.ส. คนละไม่เกิน 50,000 บาท ปีแรกฟรีดอกเบี้ย รวมวงเงิน 50,000 ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อฟื้นฟูความเสียหายจากผลกระทบภัยแล้งรายละไม่เกิน 5 แสนบาท วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท พร้อมทั้งขยายเวลาชำระหนี้เงินกู้ของ ธ.ก.ส. และช่วยเหลือต้นทุนการผลิตกับชาวนาที่ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 62/63 ให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 3 ล้านคน

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ สำหรับผู้ที่ซื้อเครื่องจักรสามารถนำเงินค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า รวมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายเล็กและกลาง ทั้งการช่วยเหลือผ่านกองทุนของรัฐบาล จากธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ช่วยค้ำประกัน

และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารออมสิน วงเงินรวม 52,000 ล้านบาท สุดท้ายคือการช่วยพักชำระหนี้เงินต้นให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแจงว่ามาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ ได้มีการหารือกับสำนักงบประมาณมาโดยตลอด และคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังสามารถเดินหน้าเติบโต และบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ร้อยละ 3 ทั้งปี

ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ที่ประชุมตั้งเป้าหมายว่าจะดูแลเศรษฐกิจให้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% ในปีนี้ โดยสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประมาณการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้อยู่ระหว่าง 2.7 – 3.2% และมีค่ากลาง 3%

โดยรายละเอียดทั้งหมดจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ขณะที่ ครม. เศรษฐกิจครั้งต่อไปจะหารือในเรื่องของมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ และมาตรการส่งเสริมการส่งออกโดยกระทรวงพาณิชย์ ในปลายเดือนสิงหาคมนี้