สนามบินฮ่องกง ให้บริการตามปกติอีกครั้งแล้ว หลังปิดจุด Check-in หนีการชุมนุม

ประเด็นน่าสนใจ

  • ฮ่องกงเปิดจุด Check-in ในสนามบินแล้ว
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง แนะคนไทยประสานสายการบินใกล้ชิดป้องตกเครื่อง
  • หากคนไทยในฮ่องกงอยากได้รับความช่วยเหลือ สามารถโทรไปได้ที่ (+852) 6821 1545 หรือ (+852) 6821 1546

จากรณีที่วานนี้ (13 ส.ค. 2562) สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง ได้แจ้งผ่านเพจเฟซบุ๊กของสถานกงสุลฯ ว่า ทางการฮ่องกงได้สั่งระงับขั้นตอนการ Check-in ของทุกสายการบินเป็นการชั่วคราว เนื่องมาจากสถานการณ์ชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้อยู่ขณะนี้นั้น

วันนี้ (14 ส.ค. 2562) สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง ได้โพสต์แจ้งอีกครั้งว่า สนามบินฮ่งกงได้กลับมาเปิดให้บริการตรงจุด Check-in อีกครั้งแล้ว ในการนี้ สถานกงสุลใหญ่ฯ ขอแนะนำให้คนไทยทุกคนประสานทางสายการบินอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบสถานะของเที่ยวบิน

และโปรดเผื่อเวลาในการเดินทางไปที่ท่าอากาศยานและการ check-in เนื่องจากมีผู้โดยสารตกค้างเป็นจำนวนมาก และขอให้ผู้โดยสารทุกท่านติดตามข่าวสารและประกาศของการท่าอากาศยานฮ่องกงอย่างใกล้ชิดที่ https://www.hongkongairport.com/en/

หากต้องการความช่วยเหลืออื่นๆ สามารถติดต่อสถานกงสุลใหญ่ฯ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน (+852) 6821 1545 หรือ (+852) 6821 1546

“ถาวร” บี้ ท่าอากาศยานนครฯ เร่งรัดงานก่อสร้าง ทำไม่ได้ ผอ.ต้องรับผิดชอบ

วันที่ 13 ส.ค.62 เวลา 15.00 น. นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรงคมนาคม และคณะ ได้เดินทางมาตรวจติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างอาคารสนามบินนครศรีธรรมราชหลังใหม่ วงเงิน 1,800 ล้านบาท การก่อสร้างคันทางป้องกันน้ำท่วมสนามบิน และการขยายอาคารผู้โดยสารขาออก ซึ่งพบความล่าช้ากว่ากำหนดทุกส่วนงาน

โดยนายถาวรฯ และคณะได้เข้าตรวจพื้นที่ก่อสร้างคันทางป้องกันน้ำท่วม ดูความก้าวหน้าการขยายอาคารผู้โดยสารขาออก และพื้นที่ก่อสร้างขยายอาคารหลังใหม่ มีหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน รับผิดชอบงานโครงสร้างพื้นฐานและด้านเศรษฐกิจ

ผู้อำนวยการท่ากาศยานนครศรีธรรมราช พร้อมเจ้าหน้าที่กรมท่าอากาศยานให้การต้อนรับและให้ข้อมูล ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบ รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตัวแทนชาวบ้าน และชาวบ้านในพื้นที่ร่วมให้ข้อมูลประกอบด้วย

นายถาวรฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ให้เร่งรัดงานและการเบิกจ่ายที่ล่าช้า รวมถึงการต่อสัญญาต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกรมท่าอากาศยาน ส่วนการร้องเรียนโครงการก่อสร้างอาคารสนามบินวงเงิน 1,800 ล้านต้องให้จบโดยเร็วที่สุด

เพราะกระทบต่อการเดินทางของพี่น้องประชาชน เพราะวันนี้จำนวนผู้โดยสารมากเกินกว่าที่สนามบินรองรับได้ และในการก่อสร้างคันทางที่เหลือพื้นที่ 10% ให้เสร็จทันก่อนฝนมาปีนี้ ยืนยันว่า ปีนี้น้ำไม่ท่วมสนามบินแน่นอน หากทำไม่ได้และป้องกันน้ำท่วมไม่ได้ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานต้องรับผิดชอบ”

รพ.เมตตาฯ เผย ควรตรวจตา! อย่างสม่ำเสมอ

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ดวงตาเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีความสำคัญ การมีดวงตา สายตาที่ปกติทำให้ประกอบภารกิจประจำวันทั้งเรื่องส่วนตัวและการงานได้อย่างครบถ้วน มีชีวิตที่เป็นสุข สุขภาพจิตดี ครอบครัวมีความสุข

อย่างไรก็ตามพบว่าโรคตาหลายชนิดมักเกิดจากโรคซึ่งรักษาได้หากมารับการรักษาตั้งแต่แรกเริ่ม ดังนั้นการตรวจตาจึงเป็นสิ่งจำเป็น แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ได้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น ได้รับการวินิจฉัยโรคตาที่ไม่มีอาการเตือนได้แต่เนิ่น ๆ เพื่อการรักษาที่เหมาะสม

แพทย์หญิงสายจินต์ อิสีประดิฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้มีอาการผิดปกติทางตา ควรไปพบจักษุแพทย์ทันทีที่มีอาการ สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการผิดปกติ ได้แก่ กลุ่มคนปกติกับกลุ่มคนที่มีปัจจัยเสี่ยงควรได้รับการตรวจเช่นกัน ในกลุ่มคนปกติ คือ เด็กแรกเกิด กุมารแพทย์จะตรวจร่างกายเป็นประจำ ช่วงอายุ แรกเกิดถึง 5 ปี ควรได้รับการตรวจดวงตา สายตา ภาวะตาเข  และป้องกันภาวะตาขี้เกียจ หากตรวจพบการรักษาจะได้ผลดี 

ช่วงอายุ  6 – 20 ปี เป็นช่วงวัยเรียนชั้นประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย มักมีภาวะสายตาผิดปกติอาจสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ซึ่งควรได้รับการแก้ไข ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี เป็นวัยเรียนต่อกับวัยทำงาน อาจไม่พบโรคตามากนักนอกจากมีอาชีพที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ช่วงอายุ 30 – 39 ปี เป็นวัยสายตาเริ่มเปลี่ยนแปลงควรได้รับการตรวจสัก 2 ครั้ง

ส่วนช่วงอายุ 40 – 65 ปี เป็นวัยเริ่มเข้าสู่ผู้สูงอายุ อาจพบโรคตาได้ควรได้รับการตรวจ 1-2 ปีต่อครั้ง และอายุ 65 ปีขึ้นไป มักมีโรคตาที่เสื่อมตามวัยควรตรวจตาปีละครั้ง  กลุ่มคนที่มีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจตาอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำ ได้แก่

1.เด็กเกิดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม หรืออายุครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์

2.ผู้มีปัจจัยเสี่ยงของโรคต้อหิน เช่น สายตาสั้นมาก มีประวัติต้อหินในครอบครัว เคยได้รับการผ่าตัดตามาก่อน

3.ผู้เป็นเบาหวาน  

4.ผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อจอตาฉีกขาดและหลุดลอก ได้แก่ เคยได้รับอุบัติเหตุทางตา สายตาสั้นมาก มีประวัติโรคนี้ในครอบครัว

5.ผู้มีโรคทางกายที่ต้องใช้ยาบางตัวต่อเนื่อง เช่น ยารักษาวัณโรค ยารักษาโรคข้อ เป็นต้น