สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ ผุดการออม รองรับสังคมสูงวัย

ประเด็นน่าสนใจ

  • สช. ผุดนโยบายการออมรองรับสังคมสูงวัย
  • การออมวิธีหนึ่งคือธนาคารต้นไม้

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ผุดนโยบายการออมรองรับสังคมสูงวัย ด้วย “ธนาคารต้นไม้” จากข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) คาดการณ์ว่า คนไทยมีอายุเฉลี่ยที่ 75.3 ปี และมีความเป็นไปได้ว่าคนไทยที่เกิดในปี 2559 จะมีอายุยืนเฉลี่ยถึง 80-98 ปี หรือเกือบ 100 ปี

เมื่อภาวะที่ต้องดูแลผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นมาก แต่กำลังแรงงานลดลง ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เมื่อเราพูดถึง ‘สังคมสูงวัย’ จึงไม่ได้หมายถึงเรื่องของ ‘ผู้สูงอายุ’ เพียงเท่านั้น แต่หมายถึงภาพรวมของทั้งสังคมที่จะมีผู้สูงอายุจำนวนมาก เด็กเกิดน้อย และคนวัยทำงานกำลังลดน้อยถอยลงด้วยเช่นกัน

การเตรียมความพร้อมสำหรับสังคมสูงวัยจึงเกี่ยวพันกับคนทั้งหมด และเป็นเรื่องใหญ่โตกว่าการตอบคำถามเพียงว่าจะดูแลคนแก่กันอย่างไร หากพิจารณาเฉพาะระดับปัจเจก เราจินตนาการชีวิตสูงวัยของตัวเองออกหรือไม่

หากเราเป็นหนึ่งในผู้มีอายุยืนยาว เรามีลูกหลานหรือไม่ หากมี เขาจะเลี้ยงดูเราไหม เรามีเงินเก็บอยู่เท่าไร เพียงพอสำหรับการอยู่โดยไม่ทำงานกี่ปี หากเจ็บป่วยยามชรา มีภาวะติดเตียงจะอยู่อย่างไร ฯลฯ

คำถามเหล่านี้ไม่ได้สร้างความหนักใจให้เพียงตัวเราเพียงลำพัง แต่มันเป็นคำถามมหาชน เพราะปัจจุบันแม้ประเทศไทยจะมีสวัสดิการ ‘เบี้ยผู้สูงอายุ’ 600-1,000 บาทต่อเดือน แต่ทุกคนรู้ดีว่ามันไม่เพียงพอสำหรับดำรงชีวิตทั้งหมด หากไม่มีจุดพึ่งพิงอื่น

“การออม” เป็นประเด็นหนึ่งที่มีการหารือและนำเสนอนโยบายที่น่าสนใจ ซึ่งการออมนอกจากการให้กองทุนการออมแห่งชาติขับเคลื่อนให้มากยิ่งขึ้นแล้ว ยังมีนวัตกรรมที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้และกำลังจะได้รับการผลักดันให้ไปได้ไกลขึ้นอีก นั่นคือ “ธนาคารต้นไม้”

การปลูกไม้ยืนต้นที่มีค่าทางเศรษฐกิจนั้น หลายชุมชนทำกันมานานมากแล้ว ระยะเวลาที่ยาวนานเปรียบได้กับการค่อยๆ สะสมเงินในธนาคาร และจะได้เงินก้อนนั้นเมื่อตัดไม้หลังการปลูกไป20 ปี มีการคำนวณว่า ไม้ตะเคียนใหญ่อายุ 20 ปีขึ้นไป ขายได้ราคานับแสนบาท

แต่ปัญหาใหญ่ที่ผ่านมาคือ ปลูกแล้วตัดไม่ได้ เพราะไม้หายากไม้มีค่าเหล่านั้น เช่น พะยูง ประดู่ มะค่า ตะเคียน ฯลฯ ต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่เวลาตัดแม้จะปลูกในพื้นที่ตัวเอง สร้างความยุ่งยากในการพิสูจน์และได้รับอนุญาต หลายปีที่ผ่านมาจึงมีความพยายามในการแก้กฎหมายให้ประชาชนสามารถตัดไม้เหล่านี้ได้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตน

กระทั่งปลายปี 2561 จึงมีการแก้ไขกฎหมายป่าไม้เปิดทางเรื่องนี้ได้สำเร็จ รัฐบาลหวังให้การทำธนาคารป่าไม้นี้ขยายผลออกไปกว้างขวางเพื่อตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจประชาชนและเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งประเทศไทย (ธ.ก.ส.) สร้างระบบรองรับเศรษฐกิจรูปแบบใหม่นี้โดยกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการใช้ต้นไม้มาเป็นหลักทรัพย์กู้ยืมเงิน

อย่างไรก็ตาม โจทย์ของเรื่องนี้ก็ยังมีหลายชั้นสำหรับผู้สนใจ เช่น เราจะเลือกปลูกอะไร ราคาไม้จะผันผวนเพียงไหน ต้องปลูกอย่างไร ใช้เวลาเท่าไร พื้นที่เท่าไร ขายอย่างไร ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ความรู้ที่คนจำนวนมากไม่ต้องการใช้เวลานับทศวรรษในการลองผิดลองถูก

มติของสมัชชาเฉพาะประเด็นว่าด้วยนโยบายรองรับสังคมสูงวัยจึงมีข้อเสนอถึงมหาวิทยาลัย กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับภาคเอกชนให้พัฒนาองค์ความรู้ ออกแบบระบบการจัดการความรู้และการสืบค้นข้อมูลอัตโนมัติที่เกี่ยวข้องกับการปลูก การดูแล การขาย ข้อมูลราคา ของไม้เหล่านี้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการวางแผนลงทุนปลูกไม้ยืนต้นสำหรับประชาชนที่สนใจ

นอกจากนี้ยังขอให้หน่วยงานรัฐ เอกชน ประชาสังคม ร่วมกันจัดตั้งองค์กรส่งเสริมการปลูกไม้เพื่อการออมเพื่อส่งเสริมอย่างครบวงจรและเป็นระบบ ให้เกษตรกรลงทุนปลูกและดูแลไม้ยืนต้นในพื้นที่กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล รวมถึงดูแลรักษาไม้ยืนต้นในพื้นที่สาธารณะ องค์กรนี้จะทำให้ระบบการรับรองไม้ยืนต้นสามารถนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ได้กับสถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงการใช้ในการประกันตัว การลงทะเบียนเรียน ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะในการจัดตั้งกองทุนป่าไม้ที่จะทำหน้าที่ระดมทุนจากประชาชน เพื่อเช่าหรือขอใช้พื้นที่สาธารณะของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อนำมาปลูกไม้ยืนต้น แล้วจัดสรรแบ่งผลประโยชน์ให้รัฐเมื่อถึงเวลาตัด ฯลฯ

เรียกว่าเป็นการพยายามขยาย “ธนาคารต้นไม้” ให้ครบวงจร มีระบบการจัดการที่สามารถขยายการดำเนินการได้ในภาพรวมทั้งประเทศ รองรับสังคมสูงวัยที่คนไทยยังคงมีการออมต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สูงอายุจำนวนมาก นอกจากไม่มีเงินออมยังเป็นหนี้สินอีกด้วย มีงานศึกษาพบว่า เกษตรกรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีหนี้สินโดยเฉลี่ยประมาณ 25,000 บาทต่อครัวเรือน และเมื่อเข้าสู่อายุ 80 ปี

เกษตรกรไทยก็ยังมีหนี้สินโดยเฉลี่ย 10,000 บาทต่อครัวเรือน เวทีสมัชชาเฉพาะประเด็นฯ จึงมีมติให้กระทรวงการคลังศึกษาสถานภาพและแนวทางในการลดภาระหนี้ เช่น การลดหย่อนหนี้ของผู้สูงอายุเพื่อลดความยากลำบากในการดำเนินชีวิตสำหรับผู้สูงอายุด้วย

นี่เป็นส่วนหนึ่งของมิติทางเศรษฐกิจที่ต้องเตรียมรับมือก่อนที่คนจำนวนมากจะเคลื่อนเข้าสู่การเป็นผู้สูงวัยและสังคมทั้งสังคมต้องดูแลผู้สูงวัยจำนวนมาก โจทย์หลักคือ ทำอย่างไรให้เกิดการออมในทุกมิติ ทุกทางที่เป็นไปได้ และเหมาะสมกับผู้คนในพื้นที่ต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นการออมผ่านอสังหาริมทรัพย์ ปศุสัตว์ สิ่งของสะสม รวมถึงสร้างมาตรการอื่นๆ ที่จะส่งเสริมให้ผู้สูงวัยทั้งปัจจุบันและอนาคตมีสถานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นส่วนสำคัญในการสร้างชีวิตที่ดีในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิต

เผยแล้ว! สาว 17 เสียชีวิต ไม่เกี่ยวกับเห็บ-หมัด จากหมา-แมว

ประเด็นน่าสนใจ

  • แพทย์เผยแล้วสาเหตุนักเรียนสาวชั้น ม.5 เสียชีวิต
  • ยันไม่เกี่ยวกับถูกเห็บแมวกัด แต่เป็นเพราะป่วยดรคพุ่มพวง
  • ทางการแพทย์ยังไม่พบผู้เสียชีวิต จากหมัดแมวและหมัดหมา

จากกรณีที่นักเรียนสาว ชั้น ม.5 ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ของจังหวัดเพชรบูรณ์ เสียชีวิต โดยคาดการว่าสาเหตุน่าจะมาจากเห็บ-หมัด จากแมวกัดจนติดเชื้อในกระแสเลือด เนื่องจากผู้ตายชอบคลุกคลีกับสัตว์ชนิดดังกล่าวนั้น

วันนี้ (6 ส.ค. 2562) นายแพทย์ชัยวัฒน์ ทองไหม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริง ว่า

ผู้เสียชีวิต คือ นางสาวสุนิสา ธรรมโม มีโรคประจำตัวแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) หรือ โรคพุ่มพวง ซึ่งน้องมิวเกิดอาการกำเริบ อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อ จึงทำให้อาการกำเริบรุนแรงขึ้นจนทำให้อวัยวะภายในล้มเหลว ไม่ได้เกิดจากตามที่มีกระแสข่าวว่า เกิดจากหมัดแมวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ผู้เสียชีวิตได้เคยมีประวัติถูกแมวข่วนจึงเกรงว่าจะเป็นโรคกลัวน้ำ จึงได้มาฉีดวัคซีนจนครบเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันตัวโรคนี้ไม่มี และไม่เกี่ยวกับการเสียชีวิตในครั้งนี้

จึงสรุปได้ว่าการเสียชีวิตของน้องมิว เกิดจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) หรือโรคพุ่มพวงกำเริบอย่างรุนแรง มีการติดเชื้อร่วมด้วย ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวและอักเสบเฉียบพลัน สำหรับโรคไข้เลือดออกนั้น แพทย์จากโรงพยาบาลได้ทำการตรวจหาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารักษาคือวันที่ 31 ก.ค. 2562 ซึ่งก็ไม่พบเชื้อแต่อย่างใด

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวอีกว่าหมัดแมวและหมัดหมานั้น ทางการแพทย์ยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากสองชนิดนี้ จะมีก็แค่แพ้เป็นผื่นคันลักษณะเดียวกับถูกยุงกัด ซึ่งบางคนก็แพ้เป็นผื่นคัน แต่บางคนก็อาจจะไม่เป็นอะไร ที่ผ่านมาจะมีเพียงแต่หมัดหนูที่เป็นพาหะของโรคไข้กาฬโรค ในสมัยโบราณซึ่งในปัจจุบันไม่มีแล้ว

เรียกคืนเต้านมเทียมซิลิโคนนาเทรล หลังพบเสี่ยงมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ประเด็นน่าสนใจ

  • อย. แจ้งมีการเรียกคืนผลิตภัณฑ์เต้านมเทียมซิลิโคนชนิดผิวขรุขระ (BIOCELL®) ชื่อทางการค้านาเทรล (NATRELLE)
  • เนื่องจากพบความเสี่ยงในการเกิด มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่สัมพันธ์กับการเสริมเต้านมเทียม
  • แนะผู้รับการศัลยกรรมติดตามการเปลี่ยนแปลงบริเวณรอบเต้านมเทียม หากพบความผิดปกติ ให้ปรึกษาแพทย์ทันที

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับข้อมูลจาก บริษัท แอลเลอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท นีโอฟาร์ม จำกัด แจ้งขอเรียกคืนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์เต้านมเทียมซิลิโคนชนิดผิวขรุขระ (BIOCELL®) ชื่อทางการค้า นาเทรล (NATRELLE) โดยสมัครใจในทุกรุ่นการผลิตที่ยังไม่ได้ฝังในร่างกาย

เนื่องจากพบความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่สัมพันธ์กับการเสริมเต้านมเทียม(breast implant-associated anaplastic large cell lymphoma: BIA-ALCL) ที่อาจจะนำไปสู่การเสียชีวิต ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผลิตโดย Allergan Costa Rica S.R.L ประเทศคอสตาริกา และเจ้าของผลิตภัณฑ์คือ Allergan Plc สหรัฐอเมริกา

โดยผลิตภัณฑ์ที่เรียกคืนของบริษัท แอลเลอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด ได้แก่ 1.  เต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกาย นาเทรล รุ่นเอสที – 410 เอ็มเอฟ เลขที่ใบรับแจ้งรายการละเอียด จน. 5/2560 2. เต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกายนาเทรล รุ่น 120 เลขที่ใบรับแจ้งฯ จน. 36/2561 3. เต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกาย นาเทรล รุ่น เอสที-410 เอ็มเอ็ม เลขที่ใบรับแจ้งฯ จน. 4/2562

ในส่วนของบริษัท นีโอฟาร์ม จำกัด ผลิตภัณฑ์ที่เรียกคืน ได้แก่

1. เต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกาย นาเทรล รุ่น 110 เลขที่ใบรับแจ้งฯ จน. 79/2553
2. เต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกาย นาเทรล รุ่น 120 เลขที่ใบรับแจ้งฯ จน. 106/2553
3. เต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกาย นาเทรล รุ่น ST-410 MF เลขที่ใบรับแจ้งฯ จน. 2/2554
4. เต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกาย นาเทรล รุ่น ST-410 MM เลขที่ใบรับแจ้งฯ จน. 3/2554

ทั้งนี้ ไม่รวมผลิตภัณฑ์เต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกาย ชนิดผิวขรุขระ (MICROCELL®) ชื่อทางการค้า CUI MHP และ CUI MLP และผลิตภัณฑ์เต้านมเทียมซิลิโคนใช้ฝังในร่างกาย ชนิดผิวเรียบ (Smooth) ชื่อทางการค้า CUI SLD และ CUI SHD

รศ.นพ.ศิรชัย จินดารักษ์ นายกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า BIA – ALCL เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin’s lymphoma ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เต้านมเทียมฝังในร่างกายที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั่วไปที่พบเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่มะเร็งเต้านมที่เกิดจากเนื้อเยื่อของเต้านม แม้ว่า BIA-ALCL เป็นมะเร็งที่มีอุบัติการณ์การเกิดต่ำ

แต่อาจร้ายแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี มีโอกาสหายขาดได้ด้วยการผ่าตัดโดยไม่ต้องใช้ยาเคมีบำบัด

ศ.คลินิก นพ.อภิรักษ์ ช่วงสุวนิช นายกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนการทำศัลยกรรมเต้านม ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ วัสดุที่ใช้ บริษัทผู้ผลิต รุ่นการผลิต รวมทั้งเปรียบเทียบประโยชน์และความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด สำหรับผู้ที่ศัลยกรรมแล้ว ควรตรวจสอบว่าตนเองฝังเต้านมเทียมที่เรียกคืนนี้หรือไม่ พร้อมทั้งควรติดตามการเปลี่ยนแปลงบริเวณรอบเต้านมเทียมของตนเอง รวมทั้งบริเวณรักแร้จนถึงกระดูกไหปลาร้าอย่างสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติ เช่น เจ็บ บวม เต้านมขยายขึ้นอย่างผิดปกติ ให้ปรึกษาแพทย์ทันที ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้นำเต้านมเทียมออก หากไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ