พิพิธภัณฑ์ทหารใต้ทะเลในจอร์แดน

ประเด็นน่าสนใจ

  • เมืองทางชายฝั่งของจอร์แดนสร้างพิพิธภัณฑ์ทหารใต้ทะเลแห่งแรกของประเทศ
  • การสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นมา ก็เพื่อหวังจะกระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมสำหรับสัตว์ทะเล

เขตเศรษฐกิจพิเศษของเมืองอะคาบา เมืองทางชายฝั่งของจอร์แดน สร้างพิพิธภัณฑ์ทหารใต้ทะเลแห่งแรกของประเทศ ด้วยการนำรถถัง, รถพยาบาล และเฮลิคอปเตอร์มาปล่อยให้จมลงสู่ใต้ท้องทะเล

เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้มีส่วนรับผิดชอบในการส่งเสริมธุรกิจและการท่องเที่ยวของเมือง โดยหวังว่าพิพิธภัณฑ์ทหารใต้ทะเลจะช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมสำหรับสัตว์ทะเล ซึ่งจะกระตุ้นให้ผู้คนมาดำน้ำในพื้นที่มากขึ้น

เครื่องจักรและยานพาหนะทางทหารทั้งหมด 19 คันถูกปล่อยจมลงใต้ทะเล หลังการวางแผนและกำหนดบริเวณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระบวนการนี้เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลในพื้นที่ โดยยานพาหนะบางส่วนจมอยู่ที่ระดับความลึก 15 ถึง 30 เมตร

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นการดำเนินการล่าสุดในจุดดำน้ำของพื้นที่ โดยเมื่อปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่ปล่อยเครื่องบินซี-130 เฮอร์คิวลิส ลงสู่ใต้ทะเล รวมถึงรถถังและซากเรือ ซึ่งถูกปล่อยจมในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 สิ่งนี้กลายมาเป็นจุดดำน้ำยอดนิยม ซึ่งเต็มไปด้วยแนวปะการังและสัตว์ทะเลที่อุดมสมบูรณ์ โดยนายซามี อัล-อัซรัต ผู้ฝึกสอนดำน้ำท้องถิ่น หวังว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและส่งเสริมธุรกิจมากขึ้น

บิ๊กป้อม เผยคืบหน้าเหตุระเบิดกรุงเทพ ปัดตอบเรื่อง มาสเตอร์มายด์

ประเด็นน่าสนใจ

  • บิ๊กป้อมแจงความคืบหน้าเหตุระเบิดต่อที่ประชุม ครม.
  • เผยขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนหาหลักฐาน ยันเป็นฝีมือของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้
  • ขอประชาชนอย่าวิตก ฝ่ายความมั่นคงพร้อมดูแลปลอดภัยประชาชน

วันนี้ (6 ส.ค. 2562) พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าถึงความคืบหน้าเหตุระเบิดในพื้นที่กรุงเทพ เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2562 ที่ผ่านมา ว่า ตนได้ชี้แจงต่อที่ประชุมไปว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบสวนหาความเชื่อมโยง

รวมถึงพยานหลักฐานมาประกอบ และเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกำลังตรวจสอบอยู่ว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง เพราะการก่อเหตุลักษณะนี้มีการเตรียมการกันมาเป็นอย่างดี

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่ม มาสเตอร์มายด์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่นั้น ตนเชื่อว่าต้องมีแน่นอน เพราะถ้าไม่มีคนเหล่านี้พวกเขาจะมาอย่างไร แต่ยังไม่ยืนยันว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มการเมืองหรือไม่

อย่างไรก็ตามจากเหตุที่เกิดขึ้นขอประชาชนอย่าวิตกกังวล เพราะฝ่ายความมั่นคงได้มีการบูรณาการ ทุกภาคส่วนในการดูแลความปลอดภัยประชาชน อีกทั้งเชื่อมั่นว่า กลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ ไม่ได้มีแนวคิดที่จะขยายพื้นที่การก่อเหตุ ซึ่งจะขึ้นมาเป็นงาน ๆ ไป รวมถึงนอกจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไม่มีที่อื่นต้องเป็นห่วง

ย้อนไทม์ไลน์ แคชเมียร์-จัมมู ในวันที่อินเดียยกเลิก “สถานะการปกครองตนเอง”

ประเด็นน่าสนใจ

  • รัฐบาลอินเดียประกาศยึดสิทธิพิเศษ จากแคว้นแคชเมียร์-จัมมู
  • ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนหลายล้านคน และสิทธิต่างๆ ที่เคยมี
  • แคชเมียร์-จัมมู จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย

รัฐบาลอินเดีย โดยนายนเรนทรา โมติ ได้ประกาศยกเลิกสถานะให้การเป็นเขตพื้นที่ปกครองตนเองของแคว้นแคชเมียร์ – จัมมู เรียบร้อย โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา แคว้นแคชเมียร์และจัมมูนั้นได้รับสิทธิในการปกครองตนเองมาตั้งแต่ราวปี 2492 ผ่านรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 370 ( Article 370 ) ของอินเดีย ที่เปิดทางให้อำนาจในการปกครองพิเศษแก่แคว้นแคชเมียร์

นอกจากนี้ อินเดีย ยังได้แยก ลาดักห์ ขึ้นเป็นดินแดนสหาภาพ หรือ Union Territory แห่งใหม่อีกด้วย ทันทีหลังจากการประกาศยกเลิกสถานะดังกล่าว รัฐบาลอินเดียก็ได้เข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าวทันที โดยอาศัยกำลังทหารกว่า 5 หมื่นนาย ที่ส่งเข้าไปก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งตัดการสื่อสารของทั้งแคชเมียร์-จัมมู นอกจากนี้ยังได้ประกาศ สั่งห้ามมิให้มีการชุมนุมประท้วงอีกด้วย

สิ่งที่พลเมืองของแคชเมียร์-จัมมู เสียไปหลังจากการยกเลิกสถานะดังกล่าว

จากเดิมที่ดินแดนของแคว้นแคชเมียร์ – จัมมู จะมีสถานะเหมือนเป็นรัฐอิสระที่มีความสามารถในการปกครองตนเอง มีธงชาติเป็นของตัวเอง ทำให้สิทธิ์ต่างๆ หมดไปในทันที จากเดิมที่เคยเป็นพลเมืองที่ถือ 2 สัญชาติ ก็ถูกยกเลิกไป, ด้านการเงิน-เศรษฐกิจก็จะมีการเข้ามาดูแลโดยรัฐบาลอินเดีย, ธงชาติแคชเมียร์ก็จะต้องเปลี่ยนเป็นติดธงชาติอินเดียแทน

>> ร้อนระอุ ! ประท้วงเดือด ปมอินเดียปลดสถานะพิเศษ ‘แคชเมียร์’

สถานการณ์ หลังการยกเลิกมาตรา 35 A ใน Article 370

แน่นอนว่า ผลกระทบแรกที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้อินเดียต้องใช้กองกำลังทหารจำนวนกว่า 5 หมื่นนายเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ทางอินเดียได้มีการส่งกองกำลังเข้าไปเตรียมพร้อมไว้ก่อนหน้าการประกาศยกเลิก เพื่อมิให้มีการชุมนุมประท้วง

ทางการของอินเดียได้มีคำสั่งแนะนำให้นักท่องเที่ยวเดินทางออกจากแคว้นแคชเมียร์ โดยจำนวนของนักท่องเที่ยว ประชาชน ผู้ใช้แรงงาน และนักแสวงบุญ ราว 2 แสนคน จำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่ดังกล่าว

ทางด้านฝ่ายค้านของอินเดีย ก็ได้ออกมาคัดค้านการกระทำดังกล่าวของฝ่ายรัฐบาลอินเดียว่า จะกลายเป็นชนวนเหตุของการเกิดสงครามขึ้นในแคว้นแคชเมียร์ได้ ซึ่งผู้นำฝ่ายค้านของอินเดียได้กล่าวว่า นายโมดิ ได้ทำลายรัฐธรรมนูญของอินเดียไปเรียบร้อยแล้ว

ทางด้านประชาชนของอินเดียจำนวนไม่น้อย ต่างไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวของรัฐบาล เนื่องจากกังวลว่า จะเป็นชนวนเหตุให้เกิดความไม่สงบในหลายพื้นที่ เนื่องจากอินเดียมีข้อพิพาทกับปากีสถาน ซึ่งมีพื้นที่อยู่ติดกับพื้นที่ของแคว้นแคชเมียร์ – จัมมู นี้ด้วย เปรียบเสมือนการเปิดศึกสองด้าน หากดินแดนแคชเมียร์เกิดจราจลขึ้น

ไทม์ไลน์ แคชเมียร์-จัมมู

สรุปไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ที่มาที่ไปของแคว้นแคชเมียร์ จนถึงปัจจุบันที่

ค.ศ. 1585 – 1751

เป็นดินแดนในการปกครองของ จักรวรรดิโมกุล

ค.ศ. 1751 – 1820

ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิซิกข์

ค.ศ. 1946

ชาวซิกข์พ่ายแพ้สงครามให้แก่อังฤกษ ในยุคล่าอาณานิจม ราชาแห่งซัมมูจึงได้เข้ามครอบครองพื้นที่ในแถบนี้ โดยมีสถานะเป็นรัฐพื้นเมืองของอังกฤษ

ค.ศ. 1947

อังกฤษให้เอกราชแก่อินเดีย และปากีสถาน จึงเป็นจุดกำเนิดให้เกิดการแย่งชิงพื้นที่กันระหว่าง ปากีสถาน-อินเดีย เนื่องจากหลังจากอังกฤษให้อิสรภาพแก่ดินแดนในแถบนี้ อินเดีย-ปากีสถานได้แยกออกไปก่อตั้งประเทศ ซึ่งหมายมั่นปั้นมือว่าจะควบรวมพื้นที่ของแคชเมีย-จัมมู เข้ามาผนวกด้วย มหาราชาฮารี ซิงห์ผู้ปกครองแคชเมียร์ – จัมมู ยืนยันไม่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทั้งสองประเทศ

ซึ่งในการตัดสินใจดังกล่าว ทำให้เกิดการลุกฮือของชาวมุสลิม ซึ่งสนับสนุนให้ไปรวมกับปากีสถาน เนื่องจากนับถือศาสนาเดียวกัน ทางมหาราชาฮารี ซิงห์ นั้นนับถือศาสนาฮินดู จึงเลือกขอความช่วยเหลือกับอินเดีย อินเดียก็ยินดีมาช่วยเหลือโดยแลกกับการที่แคชเมีย-จัมมูเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสระแห่งหนึ่งของอินเดีย

ค.ศ. 1948

มีข้อตกลงในการยุติการสู้รบในพื้นที่ดังกล่าว แต่ก็ทำได้เพียงหยุดยิงยังไม่สามารถนำข้อตกลงระหว่างทั้งสองประเทศได้

ค.ศ. 1965 -1972

อินเดีย-ปากีสถานต่อสู้กันอีกครั้ง ในเรื่องของสิทธิ์เหนือดินแดนแคชเมียร์ กันเป็นระยะๆ

ค.ศ. 1984

กองทัพอินเดียยึดพื้นที่ Siachen Glacier ไว้ได้ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลและอยู่บนเทือกเขาสูง

ค.ศ. 1999

เกิดกลุ่มผู้ก่อการร้ายเข้ามาก่อเหตุ โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า ปากีสถานเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มดังกล่าวอยู่ เข้ายึดตำแหน่งบนพื้นที่แถบภูเขาคาร์กิล ก่อนอินเดียจะบุกยึดคืนไป

ค.ศ. 2015

พรรค BJP ของอินเดีย ได้เอ่ยถึงการที่รัฐบาลอินเดียมีส่วนร่วมกับการบริหารงานของแคชเมียร์โดยผ่านทางรัฐมนตรีท้องถิ่นของแคชเมียร์

ก.ย. 2016

อินเดียได้เปิดการโจมตีปากีสถานในพื้นที่ของแคชเมียร์ที่ปากีสถานถือครองอยู่ โดยปฏิบัติการนี้ว่า \”surgical strikes\”

พ.ย. 2016

เกิดเหตุทหารอินเดียถูกลอบสังหาร 7 นายบริเวณใกล้ฐานทัพ ชายแดนติดกับปากีสถาน

ก.พ. 2019

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย ขับรถบรรทุกระเบิดพุ่งชนขบวนตำรวจของอินเดีย ทำให้จนท.เสียชีวิตมากกว่า 40 นาย

หลังจากนั้นไม่นาน อินเดียประกาศจะทำการเปลี่ยนทางน้ำในแม่น้ำ Ravi และ Beas ที่ไหลไปสู่ปากีสถาน คาดว่าเพื่อเป็นการตอบโต้เหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่า ปากีสถานอยู่เบื้องหลัง

2 ส.ค. 2019

มีการแจ้งให้นักท่องเที่ยวออกจาก Amarnath Yatra โบสถ์ของศาสนาฮินดูออกจากพื้นที่

3 ส.ค. 2019

ทางการอินเดียสั่งให้ระงับการเข้าไปยังพื้นที่ Machail Yatra และมีการให้อพยพนักแสวงบุญกว่า 5 พันคนออกจากพื้นที่ดังกล่าว ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

4 ส.ค. 2019

นาย Omar Abdullah หนึ่งในกลุ่มผู้นำ และนักการเมืองที่อยู่ในแคว้นแคชเมียร์-จัมมู ถูกกักบริเวณให้อยู่ภายในบ้าน ซึ่งในรายงานระบุว่า ยังมีผู้นำ-ผู้มีอิทธิพลของแคว้นแคชเมียร์-จัมมูหลายรายถูกกักบริเวณด้วยเช่นกัน

5 ส.ค. 2019

อินเดียประกาศยกเลิกมาตรา 370 – 35เอ ถอนสิทธิการปกครองพิเศษของแคชเมียร์-จัมมู