กรมชลฯ เร่งพัฒนาลุ่มน้ำชี เพิ่มความจุแก้มลิง-สร้างอ่างฯใหม่แก้วิกฤตแล้ง

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรมชลประทาน เร่งพัฒนาลุ่มน้ำชี เพิ่มความจุแก้มลิง–สร้างอ่างฯใหม่แก้วิกฤตแล้ง
  • เล็งพัฒนาแก้มลิง 11 แห่ง

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้เร่งแก้ไขปัญหาสภาพน้ำตื้นเขินในลำน้ำชี เนื่องจากฝนตกน้อยกว่าค่าปกติ ด้วยการระบายน้ำจากเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ และเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น 

รวมทั้งเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนมหาสารคามและเขื่อนร้อยเอ็ด ลงสู่ลำน้ำชี เพื่อให้สถานีสูบน้ำสำหรับการประปาที่อยู่ตลอด 2 ข้างลำน้ำชี มีน้ำเพียงพอในการผลิตน้ำประปาและการอุปโภคบริโภค รวมถึงการรักษาระบบนิเวศของลำน้ำด้วย 

ขณะเดียวกันภายในเดือนกันยายนนี้ กรมชลประทานและหน่วยงานทหารพัฒนาจะเร่งดำเนินการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณ 2 ฝั่งลำน้ำชี ให้แล้วเสร็จ 11 แห่ง อาทิ การขุดลอกอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน อ่างเก็บน้ำหนองบ่อ และอ่างเก็บน้ำห้วยเชียงคำ จังหวัดมหาสารคาม เป็นต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำรองรับฝนระลอกใหม่ที่กำลังจะมาถึงให้ได้มากที่สุด โดยใช้เป็นแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ในหน้าแล้งถัดไปด้วย

นอกจากนี้ จากการสำรวจพบว่ายังมีหนองน้ำสาธารณะและแก้มลิง กระจายอยู่สองฝั่งลำน้ำชีอีกมากกว่า 100 แห่ง ที่ยังสามารถพัฒนาเพิ่มความจุให้เต็มศักยภาพได้อีก ซึ่งภายในปี 2565 สำนักงานชลประทานที่ 6 และ 7 จะดำเนินโครงการพัฒนาแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบอีกจำนวน 129 แห่ง 

อย่างไคาดว่าจะสามารถเก็บกักน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพประมาณ 258 ล้าน ลบ.มีพื้นที่รับประโยชน์มากถึง 171,583 ไร่ เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำชีอย่างยั่งยืน

เหตุเรือ 3 ลำล่มในฟิลิปปินส์ ดับ 11 สูญหาย 3

ประเด็นน่าสนใจ

  • เรือโดยสาร3 ลำประสบอุบัติเหตุอับปางลงในทะเลนอกชายฝั่งภาคฟิลิปปินส์
  • เจ้าหน้าที่เผยมีประชาชน11 คนเสียชีวิตและอีก3 คนสูญหาย

           

ผู้บัญชาการตำรวจประจำภูมิภาคกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าผู้รอดชีวิต63 คนถูกนำตัวขึ้นจากทะเลหลังคลื่นขนาดใหญ่พัดกระหน่ำเรือทั้ง3 ลำดังกล่าวในช่องแคบกีมารัส

โดยเรือทั้ง3 ลำเผชิญเหตุบริเวณระหว่างเมืองท่าอิลอยโลและเกาะกีมารัสขณะที่2 เหตุการณ์เกิดขึ้นเกือบจะเวลาเดียวกันช่วงเที่ยงวันส่งผลให้ต้องปิดการให้บริการเรือข้ามฟากชั่วคราวแต่ช่วงบ่ายก็กลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง

ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรือลำที่3 ประสบอุบัติเหตุอับปางซึ่งโฆษกหน่วยยามฝั่งกล่าวว่าระหว่างเกิดเหตุมีกระแสลมแรงและคลื่นสูง

ผู้แสวงบุญชาวไทย เดินทางถึงซาอุฯ แล้วกว่า 7,000 คน

ประเด็นน่าสนใจ

  • ผู้แสวงบุญชาวไทย เดินทางถึงซาอุดีอาระเบีย แล้วกว่า 7,000 คน
  • มีเด็กอายุ 6 ปีร่วมเดินทางในการประกอบพิธีฮัจย์ครั้งนี้ด้วย
  • ขณะนี้มีผู้แสวงบุญที่เสียชีวิตแล้ว 2 คน

เมื่อวันที่ 2 สค.62 ผู้แสวงบุญชาวไทยจำนวน 298 คน ซึ่งออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ได้เดินทางถึงยังสนามบินนานาชาติเมืองเจดดา ประเทศซาอุดีอาระเบียแล้วเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 3 สค.62 ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่สำนักงานกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย นำโดยนายอับดุลร็อบ สะอะ ในฐานะหัวหน้าคณะร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยหนึ่งในจำนวนนี้ มีเด็กอายุ 6 ปีร่วมเดินทางในการประกอบพิธีฮัจย์ครั้งนี้ด้วย จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังนครมักกะฮ์เพื่อเข้าสู่การประกอบพิธีฮัจญ์ในช่วงสัปดาห์หน้าในลำดับต่อไป

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรียุทธนา เจ้าดูรี หัวหน้าสำนักงานกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยจำนวนของผู้แสวงบุญชาวไทย ณ วันที่ 3 สค.62 มีจำนวนผู้แสวงบุญชาวไทยที่ได้ลงทะเบียนจำนวนทั้งสิ้น 8,462 คน ซึ่งเดินทางมาถึงยังประเทศซาอุดีอาระเบียแล้วจำนวน 7,253 คน พำนักอยู่ที่นครมักกะฮ์จำนวน 7,251 คน และยังคงเหลือที่จะเดินทางถึงนครมักกะฮ์อีกจำนวน 1,209 คน ส่วนผู้แสวงบุญที่เสียชีวิตขณะนี้มีจำนวน 2 คน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ จะเป็นเที่ยวบินสุดท้ายของผู้แสวงบุญชาวไทยที่จะเดินทางมาประกอบพิธีฮัจญ์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ประจำปี 2562