ชาวบ้านด่านช้าง ร้องนายกฯ ขอสิทธิที่ดินทำกิน เขตอุทยานแห่งชาติพุเตย

ประเด็นน่าสนใจ

  • ชาวบ้านอ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอสิทธิ์ที่ดินทำกิน เขตอุทยานแห่งชาติพุเตย
  • ก่อนหน้านี้มีเอกชนเข้าเช่าพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมจากกรมป่าไม้กว่า 1 หมื่นไร่
  • เมื่อสัญญาเช่าหมดลง กลับมีคนเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่

ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนทำเนียบรัฐบาล กลุ่มสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในนามกลุ่มสมัชชาเกษตรกรรายย่อยนพื้นที่ จ.สุพรรณบุรีประมาณ 100 คน นำโดย นายนิสัน เพ็ญอยู่ ประธานศูนย์สาธิตวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรเครือข่ายสมัชชาเกษตรกรรายย่อย จ.สุพรรณบุรี พร้อมนายราช บุกลอ อายุ 45 ปี 29/1 ม.6 ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ยื่นหนังสือถึง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินสัมปทาน เขตอุทยานแห่งชาติพุเตย  ปัจจุบันสมาชิกประสบปัญหาไม่มีที่ดินทำกิน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่เขตสัมปทานป่าไม้เสื่อมโทรม อุทยานแห่งชาติพุเตย อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

โดยพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมประมาณหมื่นกว่าไร่ ได้มีเอกชนขอเช่าจากกรมป่าไม้เพื่อปลูกป่า ต่อมาสัญญาเช่าได้หมดลง เมื่อ 10 ก.ค 2561 นายราชได้ทำการอุทธรณ์ ซึ่งระหว่างอยู่ในช่วงการอุทธรณ์นี้ ได้มีบุคคลเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนดังกล่าว โดยยังไม่ได้มีการจัดสรรของรัฐ

ทั้งนี้ กลุ่มสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เดินทางต่อเพื่อไป กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ กทม. เพื่อติดตามทวงถามความคืบหน้า ในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของสมาชิกฯ กรณีขอสิทธิใช้ประโยชน์ในพื้นที่เขตป่าเสื่อมโทรม อุทยานแห่งชาติเขาพุเตย อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

เกิดน้ำป่าไหลหลาก ในหลายจังหวัด ทางภาคเหนือและอีสาน

ประเด็นน่าสนใจ

  • สถานการณ์ ฝนที่ตกหนัก ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและอีสาน ระดับน้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • เส้นทางหลวงหมายเลข 21 สายเก่า น้ำไหลบ่าไม่สามารถสัญจรผ่านได้

สถานการณ์ ฝนที่ตกหนัก ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและอีสาน ระดับน้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7 ช่วยกันขนย้ายพืชผลทางการเกษตร ออกจากไร่ของชาวบ้านสบสอย ตำบลปางหมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน

หลังเกิดฝนตกหนัก ทำให้น้ำป่าไหลหลากลงแม่น้ำปาย และแม่น้ำสอย เข้าท่วมพื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 150 ไร่ พร้อมกับแจ้งประชาชนในพื้นที่ ริมแม่น้ำปาย และ แม่น้ำสายต่าง ๆ เตรียมรับมือน้ำป่าที่ยังอาจเกิดขึ้นอีกในระยะนี้

ส่วนที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ฝนตกหนักทำให้น้ำป่าหลากเข้าท่วมถนน และพื้นที่เกษตร ในตำบลซับสมอทอด อำเภอบึงสามพัน ทำให้มีรถยนต์ขัดข้องหลายคัน

ขณะที่เส้นทางหลวงหมายเลข 21 สายเก่า น้ำไหลบ่าไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ยังมีบ้านถูกน้ำท่วมขัง หลายสิบหลังคาเรือน ส่วนใหญ่ไม่สามารถเก็บสิ่งมีค่าได้ทัน เนื่องจากน้ำมาเร็วและไหลเชี่ยว

ที่จังหวัดยโสธร ภาพมุมสูงเผยให้เห็นระดับน้ำในลำเซบายช่วงที่ไหลผ่านตำบลเชียงเพ็ง อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และ ไหลเชี่ยวแรง

น้ำยังล้นตลิ่งท่วมพื้นที่นาข้าวตามแนวลุ่มน้ำเซบายกว่า 50 ไร่ ลึกกว่า 1 เมตร ตอนนี้ชาวนาเริ่มประสบปัญหาน้ำท่วมนาอย่างหนักทางจังหวัดต้องเฝ้าระวังแม่น้ำอย่างต่อเนื่อง

ส่วนที่กาฬสินธุ์ หลังฝนตกลงมาติดต่อกันหลายวัน ถนนบางสายน้ำขึ้นสูงไม่สามารถผ่านไปมาได้โดยเฉพาะถนนสาย ดงหลวง – เขาวง จ. กาฬสินธุ์ ระดับน้ำสูงถึง 1.20 เมตรในขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำป้ายเตือน ติดประกาศห้ามมิให้รถผ่าน และ นำเรือท้องแบนอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

ส่วนที่มุกดาหารก็ได้รับผลประทบแล้วเช่นกัน โดยจังหวัดประกาศพื้นที่ตำบลพังแดง อำเภอดงหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยพบมีหมู่บ้านที่ประสบปัญหาอุทกภัย 3 หมู่บ้าน โดยได้สั่งการให้ ปภ.จังหวัด เร่งให้ความช่วยเหลือ

ส่วนที่นครพนมระดับน้ำโขง ภาพมุมสูงเผยให้เห็นระดับแม่น้ำโขงช่วงไหลผ่านจังหวัดนครพนม เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยวันนี้อยู่ที่ 8 เมตร ห่างจากจุดวิกฤตประมาณ 5 เมตร หลังเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ติดต่อกันหลายวัน ขณะที่อำเภอนาแก ซึ่งเกิดฝนตกหนักที่สุดในรอบ 10 ปี ปริมาณฝนเฉลี่ยสูง 130 มิลลิเมตร

ทำให้มวลน้ำจากเทือกเขาภูพานน้อยไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนกว่า 100 หลังคาเรือน และ พื้นที่การเกษตรกรเสียหายกว่า 100 ไร่

เบื้องต้นนายอำเภอนาแกได้ประสานทหารหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 22 นำเครื่องจักรขนาดใหญ่เร่งเปิดทางน้ำที่เอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชน พร้อมสั่งเฝ้าระวังระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากยังมีฝนตกในพื้นที่ต่อเนื่อง

นายกฯ ตุ้ย แจง ปรากฏการณ์น้ำทะเลเขียวที่บางแสน

ประเด็นน่าสนใจ

  • ชาวบ้านวิตกหลังน้ำทะเลบางแสนมีสีเขียว แถมส่งกลิ่นเหม็น
  • นายกเทศมนตรีแจง เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเรียกว่า แพลงก์ตอนบลูม
  • ยันไม่เป็นอันตราย คาด 1 – 2 วัน สถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

จากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังปรากฎภาพน้ำทะเลที่บางแสนกลายเป็นสีเขียวกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง พร้อมส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง จนเกิดข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับทะเลบางแสนนั้น

ล่าสุด นายณรงค์ชัย คุณปลื้ม หรือ ตุ้ย นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข จ.ชลบุรี ได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า น้ำทะเลบริเวณชายหาดบางแสนมีสีเขียวเข้ม และมีกลิ่นเหม็นค่อนข้างแรงนั้น เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี หรือ แพลงก์ตอนบลูม จะเกิดขึ้นประมาณ 4 ครั้งต่อปี คือ

เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม กรกฏาคม และสิงหาคม ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบหรือได้รับอันตรายแต่อย่างใด ทั้งนี้ คาดว่าอีก 1 – 2 วัน สถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

จากเหตุการณ์ที่พบน้ำทะเลบริเวณชายหาดบางแสนมีสีเขียวเข้ม และมีกลิ่นค่อนข้างแรง ในช่วงตั้งแต่วันจันทร์ที่ 19 ส.ค. 62 ที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี หรือ แพลงก์ตอนบลูม (red tide)

เกิดจากสาหร่ายเซลล์เดียวหรือแพลงก์ตอนพืช เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนทำให้สีของน้ำทะเลเปลี่ยนไปจากสีปกติ ซึ่งในครั้งนี้เปลี่ยนไปเป็นสีเขียวเข้ม เนื่องจากสีของสารสี(คลอโรฟิลล์เหมือนในพืช)ที่อยู่ในเซลล์นั่นเอง และอาจพบสีอื่นๆ ได้ เช่น สีแดง สีน้ำตาล และสีเหลือง เป็นต้น

ในอดีตชาวประมงที่พบเห็นจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ขี้ปลาวาฬ” ปรากฏการณ์ครั้งนี้เกิดจากแพลงก์ตอนพืช สกุล Noctiluca มีลักษณะทรงกลม ภายในเซลล์มีสีเขียว ขนาดประมาณ 0.5 – 0.7 มิลลิเมตร สามารถมองเห็นเป็นเม็ดกลมๆ สีเขียวด้วยตาเปล่า ในบริเวณผิวหน้าน้ำ

แพลงก์ตอนพืชสกุลนี้ไม่เป็นอันตรายเนื่องจากไม่สร้างสารพิษ แต่การที่น้ำทะเลมีกลิ่นค่อนข้างแรงเนื่องจากภายในเซลล์มีสารแอมโมเนียค่อนข้างมาก เมื่อเซลล์แตกจากคลื่นหรือเซลล์ตายลงจะมีการปลดปล่อยแอมโมเนียออกสู่บรรยากาศและส่งกลิ่นเหม็นนั่นเอง

และการที่พบสัตว์น้ำขนาดเล็กตายและพบซากบริเวณชายหาดในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี เนื่องจากพอแพลงก์ตอนพืชตายลงซากจะถูกแบคทีเรียใช้ออกซิเจนในน้ำในการย่อยสลายซาก จึงทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลงส่งผลให้สัตว์น้ำขนาดเล็กขาดออกซิเจนและตายลง

ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีปกติจะเกิดขึ้นทุกปีในระยะ 3 – 5 ปี ที่ผ่านสามารถพบเห็นได้ประจำ ปีละประมาณ 2 – 3 ครั้ง ระยะเวลาในการเกิดจากพบเห็นต่อเนื่อง 3 – 5 วัน โดยมักพบในช่วงหลังฝนตก เนื่องจากมีการชะล้างสารอาหารลงสู่น้ำทะเลชายฝั่ง

และมีอุณหภูมิ ความเค็ม และความเข้มแสงที่เหมาะสมจึงทำให้แพลงก์ตอนพืชเพิ่มจำนวน(เติบโตอย่างรวดเร็ว) และเมื่อสารอาหารลดลงก็จะพบเซลล์ลดลงและปรากฏการณ์นี้จะหายไป

นอกจากนี้การขึ้นลงของน้ำทะเลและกระแสลมในช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงพัดลมทิศทางเข้าสู่ฝั่ง เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้มวลของแพลงก์ตอนพืชถูกพัดเข้าสู่ฝั่งในบริเวณชายฝั่งบางแสน ในปี 2562 ที่ผ่านมาบริเวณชายหาดบางแสน พบการเกิดน้ำทะเลเปลี่ยนสีมาแล้วประมาณ 4 ครั้ง คือ

เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม กรกฏาคม และสิงหาคม(ครั้งนี้) จากการติดตามและตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆ สามารถคาดการณ์ได้ว่าปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีครั้งนี้ที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงปลายของการบลูมแล้ว จำนวนเซลล์เริ่มลดลง คาดว่าอีก 1 – 2 วัน สถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ