ศาลให้ประกัน ‘เจ้าสัวเปรมชัย’ 2 แสนบาท คดีปืนเถื่อน

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลให้ประกันตัว นายเปรมชัย กรรณสูตร ในวงเงิน 2แสนบาท
  • ก่อนหน้านี้ ศาลได้สั่งจำคุกนายเปรมชัยเป็นเวลา 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญา
  • นายเปรมชัยเป็นจำเลย ในความผิดฐาน มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากกรณีศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษา คดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายเปรมชัย กรรณสูตร อายุ 65 ปี ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย ในความผิดฐาน มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนฯ พ.ศ.2490 โดยศาลตัดสินจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา คงจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

ทั้งนี้นายเปรมชัย ได้มอบอำนาจให้ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอลงอาญาโดยระบุว่า

  1. จำเลยจะขออุปสมบท(บวช)ที่วัดบวรนิเวศหรือวัดอื่นเป็นเวลา15วันเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
  2. จำเลยจะบริจาคเงินส่วนตัว 3 ล้านบาท เพื่อเป็นการสาธารณประโยชน์
  3. จำเลยจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาวุธปืนอีกตลอดชีวิต

ล่าสุด ทนายความนายเปรมชัย ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ 500,000 บาท ขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ต้องหาประกันตัวไป โดยตีราคาประกัน 200,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใดๆ

ล่าสุด ทนายความนายเปรมชัย ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ 500,000 บาท ขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ต้องหาประกันตัวไป โดยตีราคาประกัน 200,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใดๆ

สำหรับ “นายเปรมชัย” นั้นยังมีคดีที่ถูกอัยการฟ้องร่วมกับภรรยา และแม่บ้านเป็นจำเลยในคดีครอบครองงาช้างแอฟริกา 2 คู่ด้วย ซึ่งศาลอาญานัดฟังคำพิพากษางาช้าง ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ เวลา 09.00 น.

เทเลเฮลท์เข้าถึงหมอ ไม่ต้องรอไปโรงพยาบาล

Telehealth เข้าถึงการรักษาพยาบาลเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจาก กสทช.

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และประสบปัญหาแพทย์ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทาง ทำให้แพทย์ต้องทำงานหนักเพราะมีจำนวนคนไข้ในกลุ่มสังคมผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น และสำหรับประชาชนชนบทนั้นเมื่อเจ็บป่วยหรือไม่สบาย การเดินทางไปโรงพยาบาล นับเป็นปัญหา เพราะการเดินทางนั้นไม่ได้สะดวกสบายอีกทั้งยังเกิดภาระทั้งค่าใช้จ่าย เสียเวลาเนื่องจากการเดินทางที่ยากลำบากและห่างไกล รวมไปถึงหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานเกินกำลังเพราะคนไข้ที่ล้นมือ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลเหล่านั้นขาดการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างทันท่วงที โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจึงเป็นโรงพยาบาลที่ช่วยแบ่งเบาภาระจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเครื่องมือ และบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ ทำให้การวินิจฉัยและการรักษาโรคบางโรคจำเป็นต้องส่งตัวเข้าไปตรวจรักษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่พร้อมกว่า ซึ่งวนไปสู่ปัญหาเดิมที่ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล

         ภายใต้โครงการ ประยุกต์ใช้บริการทางการแพทย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชนบท (Telehealth)  โดยความร่วมมือของ สำนักงานกสทช. กับ กระทรวงสาธารณสุข ได้นำเทคโนโลยีโทรคมนาคม เข้ามาช่วยในการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ ด้วยการนำอุปกรณ์ตรวจวัด มาเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ณ จุดให้บริการ เช่น เครื่องวัดความดันตา เครื่องตรวจต้อ ข้อมูลจะถูกส่งผ่านอินเทอร์เน็ตเข้าระบบ Cloud และส่งไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญปลายทางแพทย์จะทำการวิเคราะห์อาการ และให้คำปรึกษาผ่านระบบ Teleconference หากพบว่ามีความผิดปกติร้ายแรง แพทย์ก็จะสามารถนำผู้ป่วยเข้าระบบการรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยคัดกรองโรคฉุกเฉินออกจากโรคไม่ฉุกเฉิน ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้โรงพยาบาลขนาดเล็กระดับตำบล สามารถให้บริการทางการแพทย์ได้ใกล้เคียงโรงพยาบาลขนาดใหญ่เป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยมีจังหวัดนำร่องบริการทางการแพทย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี และสงขลา

          ระยะแรก สำนักงาน กสทช. ร่วมกับ สาธารณสุขดำเนินการนำร่องใน 4 โรคหลักผ่านบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ในโครงการฯ ได้แก่ โรคตา โรคผิวหนัง โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงตลอดระยะเวลาสัญญา 5 ปี ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงการรักษาให้กับประชาชนในพื้นที่ชนบท และลดเวลา ลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้พลังงาน ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ เพิ่มเวลาการใช้ชีวิต เพิ่มประสิทธิภาพโรงพยาบาลขนาดเล็ก เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน

อธิบดีกรมการค้าภายใน แจงข้าวเหนียวขาดแคลน คุมเข้มห้ามค้ากำไรเกินควร

ประเด็นน่าสนใจ

  • ข้าวเหนียวมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก
  • เหตุข้าวเหนียวขาดแคลน มีหลายปัจจัย ทั้งจากปัญหาภัยแล้ง ช่วงรอยต่อของฤดูกาล ข้าวเก่าเหลือน้อย ข้าวใหม่ก็ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว และภาครัฐได้ระบายข้าวในสต็อกหมด
  • พาณิชย์ติดตามสถานการณ์ข้าวเหนียวอย่างใกล้ชิด คุมเข้มห้ามค้ากำไรเกินควร เชื่อปลายเดือน ต.ค.สถานการณ์จะคลี่คลาย

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากที่มีกระแสข่าวชาวภาคเหนือเรียกร้องภาครัฐควบคุมราคาข้าวเหนียว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในชี้แจงว่า ปัจจุบันสถานการณ์ข้าวเหนียวโดยรวมตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2561 ถึง ส.ค. 2562 ราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งราคาข้าวเปลือกเหนียว และราคาข้าวสารเหนียว โดยราคาข้าวเปลือกเหนียว ปี 2561 เฉลี่ยอยู่ที่ 9,549 บาท/ตัน และทยอยปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 13,900 – 17,600 บาท/ตัน ณ วันที่ 16 ส.ค. 2562 โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 59.90% (ณ 16 ส.ค. 2561 ราคา 9,000 – 10,700 บาท/ตัน)

ส่วนราคาข้าวสารเหนียว ปี 2561 เฉลี่ยอยู่ที่ 19,610 บาท/ตัน และทยอยปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 38,500 – 38,600 บาท/ตัน ณ วันที่ 16 ส.ค. 2562 โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 98.20% (ณ 16 ส.ค. 2561 ราคา 19,400 – 19,500 บาท/ตัน) สำหรับพื้นที่เป้าหมายปลูกข้าวเหนียวปี 2562/63 จำนวน 16.172 ล้านไร่

คาดการณ์ปริมาณผลผลิต ปี 2562/63 อยู่ที่ 6.142 ล้านตัน แต่ทั้งนี้ จากภาวะภัยแล้งก่อให้เกิดความเสียหายกว่า 6 แสนไร่ ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิต ทำให้ผลผลิตลดลง และส่งผลให้การส่งออกลดลง

โดยช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. 2562 มีปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 61,370 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ 119,671 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ทั้งนี้ การส่งออกโดยรวมจะมีปริมาณไม่มากปีละประมาณ 2 แสนตัน โดยผลผลิตข้าวเหนียวส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ข้าวเหนียวมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก มีหลายปัจจัย ทั้งจากปัญหาภัยแล้ง ที่ส่งผลกระทบให้ผลผลิตข้าวเหนียวทั้งนาปีและนาปรังที่ผ่านมามีปริมาณน้อยกว่าทุกปี ประกอบกับเป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาล ข้าวเก่าเหลือน้อย ข้าวใหม่ก็ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว และภาครัฐได้ระบายข้าวในสต็อกหมด ส่งผลให้ช่วงนี้ข้าวเหนียวขาดแคลนอย่างมาก

ชาวนาก็เก็บไว้บริโภคเอง เนื่องจากคาดว่าผลผลิตจะมีปริมาณน้อยมาก ถ้าไม่จำเป็นจะไม่นำออกขาย ด้านผู้ประกอบการโรงสีก็ต้องการรับซื้อข้าวเพื่อเก็บไว้ในสต๊อกและแปรรูป เพื่อจำหน่าย ซึ่งผลผลิตที่ขาดแคลนทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดการจำหน่าย

แต่หากมีสินค้าก็ต้องจำกัดโควต้าให้ผู้รับซื้อ เพื่อปันส่วนของสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการและกระจายได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือน ต.ค. – พ.ย. 2562 ผลผลิตข้าวนาปีฤดูกาลใหม่ปี 2562/63 จะเริ่มออกสู่ตลาด ราคาข้าวเหนียวน่าจะปรับตัวลดลง ซึ่งคาดว่าสถานการณ์ทั้งในด้านราคาและปริมาณผลผลิตที่ขาดแคลนจะค่อยๆ คลี่คลายลง

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดการเก็งกำไร และค้ากำไรเกินควร รวมทั้งจะกำกับดูแลไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้า และตั้งราคาสูงโดยไม่สอดคล้องกับต้นทุน

โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงสีให้จำหน่ายสินค้าในราคาสอดคล้องกับต้นทุนไม่เอาเปรียบผู้ซื้อและผู้บริโภค รวมถึงหากจำเป็นจะดำเนินการตรวจสอบสต็อกสินค้า โดยหากพบการกระทำความผิด เช่น มีการกักตุนสินค้า หรือตั้งราคาสูงเกินสมควร ขอให้แจ้งได้ที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป