‘นิวยอร์กไทมส์’ ตีข่าวไทย ไทยสุดเหลื่อมล้ำ คนจนมีสิทธิตายบนถนนอย่างไร้ค่า

ประเด็นน่าสนใจ

  • ’นิวยอร์กไทมส์’ สื่อในสหรัฐฯ ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำ และมีความไม่ปลอดภัยบนท้องถนน คนจนมีสิทธิประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตบนท้องถนนมากกว่าคนรวย
  • สื่อดังชี้ว่า ส่วนใหญ่คนที่ฐานะไม่ดี มีความสามารถซื้อได้เพียงรถจักรยานยนต์เป็นพาหนะความปลอดภัยจึงต่ำ
  • ผู้ที่มีอำนาจ มีฐานะ มักจะไม่ถูกดำเนินคดีเมื่อทำผิดกฎจราจร รวมถึงมีการกล่าวถึงปัญหาการติดสินบน

‘นิวยอร์กไทมส์’ หนังสือพิมพ์รายวันที่ตีพิมพ์ในนครนิวยอร์กและจัดจำหน่ายไปทั่วโลก ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ และอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย

นิวยอร์กไทมส์ ตีแผ่บทความระบุว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สังคมมีความไม่เท่าเทียมกันมากที่สุดในโลก คนที่มีฐานะยากจน มีแนวโน้มจะเสียชีวิตจากอุบัตเหตุมากกว่าคนที่มีฐานะดี

นอกจากนี้ จากสถิติ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนเป็น อันดับ 2 ของโลก รวมถึงถนนในประเทศไทย ยังคงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ของอันดับถนนที่อันตรายที่สุดโดยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุกว่า 20,000 รายต่อปี ซึ่งนิวยอร์กไทมส์ชี้ว่า ประเทศไทยจำเป็นจำต้องกำหนดกฎหมายที่ทำให้ประชาชนปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการยกกรณีของ ธนาคารเครดิตสวิส ธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติและ บริษัท ผู้ให้บริการทางการเงิน เผยผลสำรวจว่าประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก

  • ยกกรณีที่เกิดขึ้นจริง !!

นิวยอร์กไทมส์ได้มีการยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2561 จากกรณีของ นางอรทัย จันทร์หอม ที่ถูกร้อยตำรวจเอกนิกร หอมจำปา รองสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจภูธรตาลสุม ช่วยราชการสถานีตำรวจภูธรม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เมาแล้วขับรถชนจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ซึ่งหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตรวจ ได้วัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายของร้อยตำรวจเอกนิกร วัดได้ 187 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตามพ.ร.บ จราจรทางบก กำหนดไว้ว่า ผู้ที่อายุเกิน 20 ปี หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่า ‘เมาสุรา’

แม้จะมีการออกมาร้องเรียนถึงคดีนี้ที่ไม่มีความคืบหน้า แต่กระนั้นร้อยตำรวจเอกนิกรก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เนื่องจากศาลไม่ได้มีการตัดสินลงโทษผู่ก่อเหตุแต่อย่างใด

  • ประเด็นทางการเมือง ?

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงประเด็นทางการเมือง ที่ในปัจจุบัน ประเทศถูกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย และรัฐบาลก็ไม่ได้ตระหนักถึงช่องว่าง หรือความเหลื่อมล้ำทางสังคมเท่าที่ควร

ทั้งนี้รัฐบาลมีการปรับปรุงความปลอดภัยทางถนนเพียงไม่กี่แห่ง โดยมีการระบุถึงตัวเลขมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนนที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยมีการเสียชีวิตทางถนนลดลง 7% ในปี 2018 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 22,491 คนเทียบกับในปี 2015 ที่มีผู้เสียชีวิต 24,237 คน

  • คนจนมีเงินซื้อได้แค่รถจักรยานยนต์ ?

ทั้งนี้มีการระบุถึง การซื่อยานพาหนะในประเทศไทย ที่ประชาชนที่มีฐานะยากจนจะมีเงินซื้อได้เพียงรถจักรยานยนต์เพียงบ้านละ 1 คันเท่านั้น ไม่สามารถเทียบได้กับรถเอสยูวีปรับอากาศที่คนมีฐานะเท่านั้นที่จะซื้อได้ ซึ่งมีความปลอดภัยที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนรท้องถนนส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ หรือคนเดินเท้าเสียเป็นส่วนใหญ่นอกจากนี้ประเทศไทยยังถูกวิจารณ์ถึงพฤติกรรมการใช้รถจักรยานยนต์บนทางเท้า และการตั้งแผงขายสินค้าบนฟุตปาธ ที่ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา

ทว่าผู้ที่มีฐานะร่ำรวย หรือผู้ที่มีอำนาจ มีตำแหน่ง หน้าที่ก็อาจจะไม่ได้รับโทษใด ๆ แม้จะกระทำผิดกฎหมาย เช่น การขับรถเร็ว การเมาแล้วขับ

  • กฎหมายอ่อนแอ พ่วงด้วยปัญหาการทุจริต

หลายครั้งที่ทางการไทย กล่าวถึงสาเหตุของการเสียชีวิตบนท้องถนนที่มักเกิดจากการขับรถ ด้วยความเร็ว การเมาเหล้าขับ การไม่สวมหมวกกันน็อค เป็นส่วนใหญ่ แม้ผู้ขับขี่จะฝ่าฝืนกฎ แต่การลงโทษยังคงเป็นเพียงการปรับเงินเพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ยังมีปัญหาการติดสินบน ซึ่งนิวยอร์กไทมส์ อ้างตัวเลขรายได้ของตำรวจจราจรในไทย ที่มีราว ๆ 3,000 คนในกรุงเทพฯ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ต่อเดือนกว่า 600 ดอลลาร์ หรือราว 18,000 บาท

  • นิวยอร์กไทมส์ จวก วัฒนธรรม สบาย สบาย ของไทย

ในบทความนี้ ในสื่อดังชี้ด้วยว่า แนวคิดที่เน้นความ สบาย ๆ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ประเทศไทยเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับท่องเที่ยวในวันหยุด แต่ไม่ได้เป็นทัศนคติที่เป็นประโยชน์ในการมาตรฐานความปลอดภัยแห่งชาติ

องค์การอนามัยโลก เผยสถิติในปี 2559 ระบุว่ามีคนไทย 32.7 คนจาก 100,000 คนเสียชีวิตบนท้องถนน จากการเปรียบเทียบอัตราการตายบนท้องถนนในสหรัฐอเมริกาที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพียง 12.4 จาก 100,000 คน ขณะที่สถิติในยุโรปจะมีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นตัวเลขหลักหน่วย

นาย Tairjing จากมูลนิธิ Don’t Drive Drunk กล่าวว่า “ไม่มีพรรคการเมืองไหนในไทยตั้งใจแก้ไขปัญหานี้จริง ๆ ผู้นำประเทศก็ไม่ทำอะไรเลย” พวกเขาแค่สัญญาว่าจะลดจำนวนผู้เสียชีวิตบนท้องถนนลงครึ่งหนึ่ง แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ก็ตาม

ที่มา www.nytimes.com

รวบแล้ว!! หนุ่มขโมยอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวราง ยันไม่ได้ก่อวินาศกรรม

ประเด็นน่าสนใจ

  • เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาขโมยอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวราง ได้แล้วภายหลังเกิดเหตุขบวนรถไฟสายใต้ ขบวนรถธรรมดาที่ 255 (ธนบุรี – หลังสวน) ตกราง
  • เบื้องต้นผู้ต้องหา ยืนยันเว่าไม่ได้การวางแผนที่จะก่อวินาศกรรม แต่เป็นการขโมยเพื่อนำไปแลกเงินเท่านั้น

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าจากกรณีขบวนรถไฟสายใต้ ขบวนรถธรรมดาที่ 255 (ธนบุรี – หลังสวน) เกิดเหตุตกรางบริเวณหลัก กม. 204/9-10 ระหว่างสถานีห้วยทรายใต้ – หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนเป็นเหตุให้ขบวนรถกีดขวางการเดินรถในเส้นทางสายใต้ แต่ไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เมื่อวันที่ 19 ส.ค.62 ที่ผ่านมา

โดยขณะนี้ได้รับรายงานจาก บช.ภ.7 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบสวนสอบสวนพิสูจน์ทราบและขยายผลถึงผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้ทำการจับกุมตัว นายสมปอง คล้ายคลึง ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเพชรบุรี ในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นันไป หรือ รับของโจร และทำให้รางรถไฟหรือรางรถรางหลุด หลวงหรือเคลื่อนจากที่” อายุความ 15 ปี

ซึ่งนายสมปอง ได้นำแผ่นเหล็กและหมุดยึดรางรถไฟมาขายให้ร้านรับซื้อของเก่า รวมทั้งเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลไปถึงเจ้าของร้านรับซื้อของเก่าที่คนร้ายได้นำมาขายให้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจยึดเหล็กของกลาง หมุดยึดกับรางรถไฟจำนวนหลายรายการ และจะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมต่อไป

อีกทั้งจากการสืบสวนสอบสวนในเบื้องต้นนั้น นายสมปอง รับว่าตนไม่ได้การวางแผนที่จะก่อวินาศกรรมตามที่มีการชี้นำหรือปรากฎในสื่อสังคมโซเซียลแต่อย่างใด โดยตนได้ก่อเหตุลักเอาแผ่นเหล็กและหมุดยึดรางรถไฟเพื่อจะนำไปจำหน่ายให้กับร้านรับซื้อของเก่าแลกกับเงิน แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ตัดประเด็นอื่นทื้งไป และจะทำการสืบสวนสอบสวนและขยายผล ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ขอบคุณ : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ศาลฎีกาพิพากษาคุก 7 ปี ‘ศุภชัย ศรีศุภอักษร’ ทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น

ประเด็นน่าสนใจ

  • ในปี 2556 นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นได้ให้เจ้าหน้าที่เบิกเงินสดของสหกรณ์เข้าบัญชึบุคคลที่ 3 จำนวน 22,132,000บาท
  • นายศุภชัย ถูกดำเนินคดีฐานยักยอกทรัพย์ จำเลยได้ให้การรับสารภาพในปี 2559 ศาลชั้นต้น พิพากษาให้นาย นายศุภชัยจำคุก 32 ปี
  • ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุกนายศุภชัย 14 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลย 7 ปี
  • สุดท้ายในวันนี้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์จำคุกจำเลย 7 ปี

ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาฎีกา คดีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร วัย 62 ปีอดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ในฐานะจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2558

ทั้งนี้คำพิพากษาฎีการะบุว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.- 8 ต.ค. 2556 จำเลย ซึ่งเป็นประธานกรรมการสหกรณ์ยูเนียนคลองจั่น ได้ให้เจ้าหน้าที่บัญชีเบิกเงินสดของสหกรณ์ผู้เสียหายหลายครั้งรวม 8 โดยเป็นจำนวนเงินครั้ง ๆ ละ 184,000-6,000,000 บาท รวม 22,132,000บาท เข้าบัญชีของจำเลยหรือบุคคลที่ 3

ทั้งนี้จำเลยให้การปฏิเสธวันที่ จนกระทั่งวันที่ 8 มี.ค. 2559 จำเลยได้ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคแรก, 353, 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง จำคุกกระทงละ 3-5 ปี รวมจำคุก 32 ปี

และเนื่องจากคำให้การจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยไว้ 16 ปี ไม่รอลงอาญา จำเลยยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 353, 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง กระทงละ 1-2ปี รวมจำคุก 14ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลย 7 ปี

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เบิกตัวนายศุภชัยจำเลยที่ถูกคุมขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาล ศาลฎีกาพิจารณาแล้วพบว่าฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์จำคุกจำเลย 7 ปี