ปอท.ออกหมายเรียกเจ้าของบัญชีแอบอ้าง ‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’ รับโอนเงินบริจาค

ประเด็นน่าสนใจ

  • ปอท.ออกหมายเรียกเจ้าของบัญชีและผู้เกี่ยวข้องที่แอบอ้างรับโอนเงินบริจาค บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาสอบในสัปดาห์หน้า
  • เตรียมตั้งข้อหาความผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ และฉ้อโกงประชาชน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 17 ก.ย. ที่ บก.ปอท. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. ในฐานะโฆษก บก.ปอท. เปิดเผยว่า จากกรณี “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” นักแสดงชื่อดัง และอาสาสมัครกู้ภัย ได้ไลฟ์สดเปิดเผยความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ผู้ประสบภัย “น้ำท่วม” ที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผ่านแฟนเพจ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ก่อนประกาศจะนำเงินส่วนตัว 1 ล้านบาท ไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม พร้อมระบุว่า หากใครที่จะร่วมกับตน สามารถโอนเข้าบัญชีได้

ต่อมา มีคนใจบุญ บริจาคเงินช่วยเหลือ กระทั่งยอดเงินทะลุ 100 ล้านบาท และมีเพจดัง Drama-addict ได้ออกมาแจ้งเตือนคนบริจาคพร้อมกับได้เผยภาพเลขบัญชีของ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ นักแสดงผู้ใจบุญหลังเจ้าตัวเปิดรับบริจาคเงินช่วยเหลือน้ำท่วมใน จ.อุบลราชธานี แต่กลับมีมิจฉาชีพอาศัยช่วงวิกฤตปลอมแปลงเลขบัญชีเป็นของตนเองหวังโกยเงินเข้าบัญชี ก่อนถูกชาวเน็ตจับได้ว่าเป็นเลขบัญชีปลอม

และในเวลาต่อมาทางธนาคารออมสิน ได้ออกมาโพสต์ผ่าน GSB Society ว่า หลังจากที่ทางธนาคารได้รับแจ้งข่าวว่า มีการนำภาพและข้อความของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ มาทำการแอบอ้างเพื่อขอบริจาคเงินนั้น ทางธนาคาร ได้ประสานตำรวจในท้องที่ มีการตรวจสอบเลขบัญชี และเชิญเจ้าของบัญชีดังกล่าวมาพบ พร้อมกับทั้งอายัดบัญชีนี้ ทำให้ไม่สามารถฝาก ถอน หรือทำธุรกรรมใด ๆ ได้อีกต่อไป และตอนนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ทาง บก.ปอท.ได้เฝ้าระวังและตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ถ้าผู้กระทำมีเจตนาที่จะให้ประชาชนหลงเชื่อว่าบัญชีที่เขาโพสต์และมีรูปคุณบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ อยู่เป็นบัญชีทีรับบริจาคช่วยน้ำท่วมจริง อันนี้น่าจะเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และยังจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) โดยทุจริตนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันจะทำให้ประชาชนเกิดความเสียหาย มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ละปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ในกรณีข่าวปลอมบัญชีธนาคารรับเงินบริจาคน้ำท่วมของคุณบิณฑ์ มีประชาชนสนใจเป็นจำนวนมาก พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผบก.ปอท.ได้สั่งการมาให้พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอท.เชิญตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งเจ้าของบัญชี ธนาคารออมสิน คนที่โพสต์เฟซบุ๊ก ให้มาพบพนักงานสอสวนในวันที่ 24 ก.ย 62 เวลา 10.00 น. ที่บก.ปอท.

เบื้องต้นจะให้ชี้แจงเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวข้องตามความเป็นจริงก่อน ในส่วนของฝ่ายสืบสวน บก.ปอท.ก็จะทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบในการดำเนินคดีต่อไปฝากเตือนพี่น้องประชาชนว่าการกระทำลักษณะนี้อย่าทำเลย พี่น้องที่ประสบอุทกภัยก็ได้รับความเดือดร้อนยากลำบากพอดูอยู่แล้ว การที่มีคนทีมีจิตอาสาเสียสละลงพื้นที่น้ำท่วมเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมลงพื้นที่เปิดรับบริจาคนำเงินไปช่วยเหลือพี่น้องเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ดี ขออย่าใช้ช่องทางนี้ในการฉกฉวยประโยชน์ซ้ำเติมพี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อนอีกเลย นอกจากมีโทษทางกฎหมายที่ค่อนข้างสูงแล้วยังเป็นเรื่องที่ไม่สมควรกระทำผิดทั้งศีลธรรมและทุกอย่างขอฝากด้วย

สสว. ปลื้ม งาน SME ONE FEST 2019 เงินสะพัดกว่า 34 ล้าน

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. เผยว่า จากการจัดงานแสดงสินค้า SME ONE FEST 2019 ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ วันที่ 9-13 กันยายน 2562 และ ที่ MBK AVENUE วันที่ 12 – 15 กันยายน 2562 ซึ่งจัดขึ้นเป็น 2 ครั้งสุดท้ายของปีนี้

ได้รับกระแสตอบรับจากผู้ประกอบการและประชาชนเป็นอย่างดี เพราะตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มียอดเงินรวมสะพัดกว่า 9,528,417 ล้านบาท

ซึ่งในปีนี้ สสว. ได้จัดงานแสดงสินค้า SME ONE FEST 2019 ทั้งหมด 9 ครั้ง โดยกระจายตัวไปทั่วทุกภูมิภาค ตลอดระยะเวลา 4 เดือน ที่เริ่มโครงการ ตั้งแต่ มิถุนายน-กันยายน เป็นไปอย่างคึกคัก ทำให้มียอดเงินรวมทั้งหมด 34 ล้านบาท

“SME ไทยในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจในเรื่องของการยอมรับสินค้าสู่ตลาดสากล เราจึงได้จัดกิจกรรมงานแสดงสินค้าและจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยคัดเลือกผู้ประกอบการ Sme จากโครงการต่าง ๆ มาเข้าร่วมออกบูธภายในงาน SME ONE FEST 2019 เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดได้” นายสุวรรณชัย กล่าว

สำหรับ ผู้ประกอบการ ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ สามารถสมัครเป็นสมาชิก สสว. เพื่อรับข่าวสารและเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ที่ สสว. เตรียมไว้ให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย ได้ที่ www.sme.go.th หรือสามารถสมัครได้ด้วยตนเองที่ศูนย์ให้บริการข้อมูล SME ครบวงจร ทั้ง 77 จังหวัด ทั่วประเทศไทย

เวฟ สาริน ถามแรงๆ! ภาษีไปไหนหมด ทำไมรัฐบาลต้องขอบริจาค

ประเด็นน่าสนใจ

  • รัฐบาลเปิดรับบริจาค เพื่อระดมความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย
  • ด้านเวฟ สาริน เกิดคำถาม ทำไมรัฐบาลมาขอบริจาค

จากกรณีที่ทางรัฐบาลเปิดเผยออกมาว่า จะมีการจัดรายการ “ร่วมใจ พี่น้องไทย ช่วยภัยน้ำท่วม” ในวันอังคารที่ 17 กันยายนเวลา 19.30 – 22.00 น. เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผ่านกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะไปออกรายการดังกล่าวเพื่อรับบริจาคด้วยตัวเอง

การเปิดรับบริจาคของรัฐบาล ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อย เกิดคำถามและข้อสงสัยขึ้นมาว่า ทางรัฐบาลเองไม่มีเงินสำรองหรือ ถึงได้รับบริจาคเงินช่วยผู้ประสบภัย แม้กระทั่งคนดังในวงการบันเทิงอย่าง เวฟ สาริน ก็สงสัย ซึ่งเจ้าตัวได้โพสต์ภาพข้อความว่า

อันนี้น่าคิด ทำไมรัฐบาลต้องออกมาขอบริจาค คลังไม่มีเงินหรอ หรือแจกให้คนเที่ยวหมดแล้ว กูงง” พร้อมกับแคปชั่นว่า “แล้วภาษีกูไปไหนหมด

View this post on Instagram

แล้วภาษีกูไปไหนหมด

A post shared by WIPHOP (@wave_sarin) on Sep 16, 2019 at 7:04am PDT

ก่อนนหน้านี้ทางด้าน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงถึงมาตรการการช่วยเหลือผู้ประสบภัยไว้แล้วว่า

การบรรเทาความเดือดร้อนต้องมีลำดับขั้นตอน ตั้งแต่การช่วยเหลือเฉพาะหน้าเร่งด่วนเมื่อเกิดภัย เช่น การอพยพ การตั้งศูนย์พักพิง การลำเลียงอาหารและน้ำ การรักษาพยาบาล เป็นต้น เพื่อให้ทุกคนได้รับความปลอดภัย จากนั้นเมื่อสถานการณ์คลี่คลายจะเร่งสำรวจและฟื้นฟูความเสียหายให้ทุกอย่างกลับสู่ปกติ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพกายและใจของผู้ประสบภัยอย่างดีที่สุดด้วย

รัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบทางราชการ เช่น ค่าช่วยเหลือการดำรงชีพเบื้องต้น ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพที่เสียหาย ค่าชดเชยพื้นที่เกษตร ประมง ปศุสัตว์เสียหาย เป็นต้น หากมีผู้เสียชีวิตครอบครัวจะได้รับเงินตามหลักเกณฑ์รายละ 50,000 บาท

ส่วนกรณีบ้านเรือนเสียหายทั้งหลังจะได้เงินช่วยเหลือประมาณ 200,000 บาทต่อหลัง เพื่อใช้เป็นค่าวัสดุก่อสร้าง และบ้านเรือนที่เสียหายบางส่วนจะช่วยเหลือตามความเป็นจริงตั้งแต่ 15,000 – 70,000 บาท

รวมทั้งยังมีการช่วยเหลือจากสถาบันเฉพาะกิจต่าง ๆ เช่น ธ.ก.ส. ธอส.ซึ่งเป็นไปตามหลักปฏิบัติที่ผ่านมา จึงขอให้พี่น้องผู้ประสบภัยมั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งอย่างแน่นอน

สำหรับการบริหารจัดการเงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคนั้น จะดำเนินการอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยทุกจังหวัดจะมีคณะกรรมการเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ เพื่อให้เงินบริจาคและการจัดส่งสิ่งของถึงมือผู้ประสบภัยอย่างถูกต้องทั่วถึง โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยทำงานอย่างรอบคอบรัดกุม และต้องไม่มีการร้องเรียนเรื่องทุจริตอย่างเด็ดขาด