ตี๋ลาย กอไผ่ โจ๋ชื่อดังเมืองพัทยาเสียชีวิตแล้ว หลังดวลปืนกับอริหน้าผับ

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดเหตุกลุ่มวัยรุ่นยิงกันที่หน้าสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา
  • เหตุการณ์นี้ทำให้มีคนบาดเจ็บสาหัส 2 ราย 1 ในนั้นคือ ตี๋ลาย กอไผ่ ขาโจ๋ชื่อดังในพื้นที่
  • แพทย์เร่งช่วยเหลือยื้อชีวิตตี๋ลาย กอไผ่ แต่ไม่รอดเสียชีวิตเวลาต่อมา สาเหตุจากมีแผลฉกรรจ์หลายจุด

จากเหตุการกลุ่มวัยรุ่นสองกลุ่มได้เปิดฉากใช้อาวุธปืนยิงใส่กันบริเวณสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี จนส่งผลทำให้มีผู้บาดเจ็บไปจำนวนหลายราย โดย 1 ในนั้นมี ตี๋ลาย กอไผ่ หรือนายอนุวัฒน์ สุขสำราญ อายุ 37 ปี

ซึ่งเป็นวัยรุ่นขาใหญ่ในพื้นที่รวมอยู่ด้วยนั้น ล่าสุดรายงานข่าวได้แจ้งว่า ตี๋ลาย กอไผ่ ได้เสียชีวิตแล้วหลังแพทย์พยายามยื้อช่วยชีวิตแต่ไม่ไหว เพราะผู้ตายถูกยิงหลายนัดแถมมีบาดแผลจากการถูกยิงด้วย

สำหรับเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงคืนวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา สืบเนื่องจากทางฝั่งผู้ตายและการ์ดของผับดังกล่าวได้มีเรื่องเขม่นกันก่อน จากนั้นผู้ตายได้เปิดฉากใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มการ์ด แต่เนื่องด้วยมีกระสุนที่น้อยกว่าทำให้ฝั่งการ์ดรัวกระสุนจำนวนหลุายนัดก่อนจะเจาะร่างผู้ตายและเพื่อนดังกล่าว

ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเล็งตรวจสอบหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด และเก็บหลักฐานโดยละเอียดแล้ว เพื่อเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุ ซึ่งก็คือกลุ่มคนดูแลความปลอดภัยของสถานบันเทิงดังกล่าวมาสอบสวนก่อนจะแจ้งข้อหาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ศาลรธน. ไม่รับคำร้อง ปมนายกฯ ถวายสัตย์ แจงไม่มีอยู่ในอำนาจ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมนายกฯ ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องขอให้พิจารณาแล้ว
  • ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วไม่รับคำร้องดังกล่าว โโยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องการเมือง

รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณากรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่าด้วย การถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี

ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 อันเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรมนูญ เป็นอันใช้บังคับมิได้ตามรัฐธรมนูญ มาตรา 5 วรรค 1 จึงเข้าข่ายเป็นการกระทำ ที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียน

ซึ่งจากการพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้ว จึงมีมติไม่รับคำร้องในกรณีดังกล่าว โดยให้ความเห็นว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมืองของคณะรัฐมนตรี

ในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (1) ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้

ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคสาม และมาตรา 47 (1)

เผยแล้ว หนุ่มขับรถปาดหน้าต่อยนายช่าง ยันไม่ใช่ลูกตำรวจ แค่อ้างชื่อเบ่งบารมี

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดเหตุการณ์หนุ่มกร่างขับรถปาดหน้าทำร้ายคู่กรณี ก่อนจะกร่างอ้างเป็นลูกนายตำรวจอวดบารมี
  • สตช. ตรวจสอบแล้ว ชายคนดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวกับตำรวจแต่อย่าง
  • เบื้องต้นได้สอบปากคำทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ขระนี้รอผลตรวจร่างกายก่อนดำเนินคดีตามกฎหมาย

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงคลิปภาพที่มีการลงสื่อโซเชียลมีเดีย กรณี “โจ๋สุดกร่างอ้างเป็นลูก ตร.ใหญ่ขับรถปาดหน้า ชกต่อยนายช่าง” ว่า

ได้รับรายงานจาก สน.ลำผักชี ถึงกรณีนี้ว่า เมื่อวันที่ (7 ก.ย. 62) เวลาประมาณ 07.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สน.ลำผักชี ได้เชิญตัวคู่กรณี เหตุทำร้ายร่างกายบริเวณสถานีโรงไฟฟ้าหนองจอก ตามที่ปรากฎในคลิปบนโลกโซเชียลมีเดีย มาพบพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

โดยในเบื้องต้นพนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมส่งตัวไปพบแพทย์เพื่อตรวจบาดแผล ,ตรวจสารเสพติด, ตรวจวัดแอลกฮอลล์ และอยู่ระหว่างรอผลจากแพทย์ เพื่อนำมาประกอบสำนวนการสอบสวนและดำเนินการในส่วนเกี่ยวข้องต่อไป

รวมทั้งในประเด็นที่มีฝ่ายอ้างว่าเป็นลูกของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่นั้น จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีญาติเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า คงต้องให้เวลากับพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และรอผลการตรวจพิสูจน์มาประกอบคดี

เมื่อการสอบสวนจนสิ้นกระแสความแล้วพบว่าความผิดเกิดจากฝ่ายใด ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนขั้นตอนของกฎหมาย ด้วยความโปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จะไม่มีการช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาด