นักบินขอแจง เหตุไม่ยอมนำเครื่องบินลงทั้งๆ ที่เครื่องยนต์เกิดไฟไหม้

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดเหตุเครื่องบินแอร์เอเชียเครื่องยนต์ระเบิด ขณะทำการบินจากมัลดีฟส์มายังกรุงเทพ
  • หลังเกิดเหตุนักบินนำเครื่องบินต่อ จนทำให้ผู้โดยสารตกใจ มีบางคนลุกไปพังประตูห้องนักบินเพื่อให้นำเครื่องลง
  • นักบินเผยเป็นไปตามขั้นตอนปฏิบัติ การเผชิญภาวะฉุกเฉินที่ได้รับการฝึกมา
  • เหตุการณ์นี้ทุกคนปลอดภัยไม่มีคนเจ็บ หรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

จากเหตุการณ์ระทึกเครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD178 ที่บินจากมัลดีฟ มายังกรุงเทพฯ เครื่องยนต์เกิดไฟลุกไหม้ แต่นักบินสามารถนำเครื่องบินต่อไปได้ ก่อนจะนำเครื่องลงได้อย่างปลอดภัย แม้ว่าระหว่างที่อยู่กลางอากาศผู้โดยสารพยายามถีบประตูห้องนักบินเพื่อให้นำเครื่องบินลง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมานั้น

เพจ บินแหลก ได้อธิบายถึงการไม่ยอมเอาเครื่องลงของนักบิน ทั้งๆ ที่เกิดไฟไหม้ จนทำให้ผู้โดยสารพากันตื่นตระหนก ว่า เป็นเพราะนักบินสามารถควบคุมเครื่องบินได้ เนื่องจากมีการฝึกมาเป็นอย่างดี

อีกทั้งหน้าจอของเครื่องบินได้บอกหมดทุกอย่างว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนการนำเครื่องบินขึ้นเพื่อไต่ละดับนั้น ก็เป็นไปตามมาตรการหากอยู่ในระดับความสูงที่ปลอดภัยแล้ว จึงเข้าสู่ลำดับขั้นตอนของการรักษาและประคองเครื่องยนต์ต่อไป

ทั้งนี้หากผู้โดยสารประสบกับเหตุการณ์ฉุกเฉินลักษณะนี้ขออย่าตระหนก ให้มีสติใจเย็นและต้องเข้าใจว่า นักบินและลูกเรือทุกคนได้รับการอบรมให้รับมือกับสถานการณ์แบบนี้ได้อยู่แล้ว

ชวนคนไทยวิ่ง วันรำลึกเหยื่อโลก “หยุดซิ่ง…มาวิ่งกันเถอะ”

“หยุดซิ่ง….มาวิ่งกันเถอะ” กลุ่มผู้เสียหายทางถนน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิเมาไม่ขับ สสส. จับมือเครือข่ายความปลอดภัยทางถนน ชวนคนไทยวิ่งวันรำลึกเหยื่อโลก 17 พฤศจิกายนปีนี้ จุดประสงค์เพื่อลดเหยื่อรายใหม่ทางถนนที่มีมากกว่า 60,000 คน ต่อปีทั้งเสียชีวิต และพิการ

ทั้งนี้ กิจกรรม หยุดซิ่ง…มาวิ่งกันเถอะ เกิดขึ้นเพราะผู้เสียหายจากอุบัติเหตุทางถนนในบ้านเรามีความรุนแรงติดอันดับโลก โดยในแต่ละปีประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนกว่า 2 หมื่นคน และอีก 4 หมื่นคนต้องเป็นผู้พิการรายใหม่

ทุกๆ ปีมีผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุกว่า 2 แสนคน ทั้งครอบครัวของผู้เสียชีวิต และพิการ และผู้เสียหายเหล่านี้ ต้องผจญกับการต่อสู้คดี ช่วยตัวเอง แนวโน้มความรุนแรงลดลงน้อยลงมาก ปัญาหาความปลอดภัยบนท้องถนนที่แก้ไขอย่างช้าๆ ทุกคนมีโอกาสเป็นเหยื่อ เป็นเรื่องที่ผู้บริโภค และปรชาชนต้องมาช่วยกันทำงาน ทำให้การเยียวยาความเสียหายรวดเร็วขึ้น

และหาทางเร่งรัดให้มีบริการขนส่งมวยชนที่มีคุณภาพรถ และมีความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อลด และหยุดเหยื่อรายใหม่ และร่วมกันพลักดันจัดตั้งกองทุนผู้เสียหายจกาอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ผู้เสียหายเป็นได้รับการเยียวยาได้มากขึ้น

ทุกๆวันนี้ คนไทยต้องสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยวันละ 60 คน เป็นสถิติการเสียชีวิตที่มากกว่าโรคภัยร้ายแรง ขณะที่ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อนเนื่อง โดยในปี 2559 มีจำนวนราว 1.35 ล้านคน ที่ผ่านมาองค์การสหประชาชาติจึงประกาศให้วันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน เป็นวัน “รำลึกผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” (World Day Of Remembrance for Road Traffic Victims)

ซึ่งมูลนิธิเมาไม่ขับได้จัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงผู้สูญเสียมาโดยตลอด ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ และในปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน จึงกำหนดให้กิจกรรมวิ่งมีขึ้นในวันดังกล่าว เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้สูญเสีย และหยุดผู้สูญเสียรายใหม่จากอุบัติเหตุทางถนน

สำหรับกิจกรรม “หยุดซิ่ง….มาวิ่งกันเถอะ” Run for Road Traffic Victims แบ่งการวิ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ เดิน-วิ่งระยะสั้น Fun Run 5 กิโลเมตร และวิ่งมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2562 เวลา 04.00-10.00 น. ณ สวนสาธารณะ และสวนพฤษชาติศรีนครเขื่อนขันธ์ (สวนบางกระเจ้า) อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรเข้าร่วมกิจกรรมได้ในราคา 500 บาท ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ทางเว็ปไซต์ http://rtv.regist.co และ FB safethaibus หรือสอบถามรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 089-7649153/098-0027388

นายกฯชี้! คดีบิลลี่ อยู่ในขั้นตอนชดเชยเยียวยา ขออย่ากดดันเจ้าหน้าที่

ประเด็นน่าสนใจ

  • นายกรัฐมนตรีชี้ คดีบิลลี่ อยู่ในขั้นตอนชดเชยเยียวยา ขออย่ากดดันเจ้าหน้าที่
  • ยืนยันหากพบผู้เกี่ยวข้องต้อง ดำเนินคดีตามกฎหมายไม่ละเว้น ย้ำไม่ได้เข้าข้างใคร

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุถึงกรณีที่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องรัฐบาลไทยเร่งสอบสวนคดีของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ และนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี พร้อมชดเชยครอบครัวผู้เสียหาย

รวมทั้งออกกฏหมายตามหลักสากล และลงสัตยาบันในอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องอันสืบเนื่องมาจากคดีของ”บิลลี่” ว่า การดำเนินคดีก็ต้องทำควบคู่ไปกับการชดเชยเยียวยา ซึ่งในส่วนของคดีความนั้น อยู่ในการดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ

ซึ่งตัวเองได้กำชับเรื่องกระบวนการตรวจสอบ-สอบสวนอย่างเที่ยงธรรม หากพบไม่ว่าจะเป็นใครที่ทำผิดที่ทำผิดกฎหมายจะต้องถูกลงโทษ และดำเนินคดีตามกฎหมายทุกประการ ยืนยันไม่ได้เข้าข้างใครและได้สั่งการให้ทาง DSI ดำเนินการให้เต็มที่ตามวัตถุพยาน

ซึ่งขณะนี้ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการ อย่ากดดันการทำงานเจ้าหน้าที่ เพราะอาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานได้ ในส่วนของการช่วยเหลือชดเชยเยียวยา มีกองทุนยุติธรรม ที่จะให้การช่วยเหลืออยู่แล้ว ซึ่งคาดว่าสามารถจะดำเนินการได้ ภายในวันที่ 12 กันยายน