รวบลูกจ้างแสบฉกทรัพย์นับล้าน บ้านอดีต รมช.กลาโหม

ประเด็นน่าสนใจ

  • คนร้ายขโมยทรัพย์สินอดีตภรรยาอดีตนายทหาร จปร.7 กลุ่มยังเติร์ก ได้ทรัพย์สินจำนวนมาก
  • ล่าสุดตำรวจตามจับสาวใช้จอมแสบ ขโมยทรัพย์สินนายจ้างขณะหลบหนีข้ามแดน พร้อมกับของกลาง

ตำรวจนครบาลวังทองหลาง เข้าตรวจสอบ เหตุคนร้ายเข้าไปขโมยทรัพย์สินในบ้านของนางพัธธานา รอดโพธิ์ทอง อดีตภรรยาของ พลตรีสมบัติ รอดโพธิ์ทอง อดีตนายทหาร จปร.7 หรือนายทหารกลุ่มยังเติร์ก และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม โดยคนร้ายได้รื้อค้นทรัพย์สินได้เครื่องเพชร ทองรูปพรรณ มูลค่าหลายล้านบาท บริเวณห้องนอนชั้นที่ 2 ขณะที่นางพัธธานา ออกไปทำธุระ

ซึ่งหลังเกิดเหตุ พบว่าลูกจ้างสาวได้หนีออกจากบ้านไม่กลับมาอีกเลย จึงเชื่อว่าเป็นคนร้ายแน่นอน ล่าสุดตำรวจตามจับลูกจ้างสาวรายนี้ได้แล้ว ชื่อว่านางเรือน ชาวเมียนมาร์ อายุ 19 ปี ได้ที่ด่านตรวจกิ่งทัพยั้งแม่จัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย ขณะกำลังจะข้ามแดน โดยเจ้าหน้าที่พบทรัพย์สินของกลางหลายรายการ จากการสอบสวนรับสารภาพ ต้องการนำทรัพย์สินทั้งหมดไปขายในประเทศเมียนมาเพราะมีแหล่งรับซื้อ จึงคุมตัวดำเนินคดี

สำหรับพล.ต.สมบัติ เป็นนายทหารกลุ่มยังเติร์ก เข้าร่วมในเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวายปี 24 และได้ลาออกจากราชการทหารมาเล่นการเมืองสังกัดพรรคพลังธรรม ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ ก่อนได้รับเลือกตั้งในปี 2535 ซึ่งเป็นการเลือกตั้ง หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ได้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ก่อนที่ พลตรีสมบัติเสียชีวิตลงในวันที่ 23 พ.ค.2560

DSI เร่งล่าทีมอุ้มฆ่า ‘บิลลี่ พอละจี’ ถูกอุ้มเผาอำพราง

ประเด็นน่าสนใจ

  • บิลลี่ หรือนาย พอละจี รักจงเจริญ แกนนำชาวกะเหรี่ยง หายสาบสูญไปเมื่อวันที่ 17 เม.ย.2557
  • ”ดีเอสไอ” แถลงยืนยันพบชิ้นส่วนกระดูกที่พบ เป็นของบิลลี่
  • มีการระบุว่า บิลลี่ถูกทำให้เสียชีวิตโดยไม่ทราบวิธีทำให้ตาย แต่นำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี

เจ้าหน้าที่ระดับสูง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยืนยันว่าบิลลี่ หรือ นายพอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่อยรองมานานกว่า 5 ปี หลังจากถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จับกุมในระหว่างนำน้ำผึ้งออกจากพื้นที่อุทยาน

ขณะนี้ บิลลี่ ได้เสียชีวิตแล้ว โดยตรวจพิสูจน์จากหลักฐานที่พบเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร 1 ถัง ภายในถังมีชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ เหล็กเส้น 2 เส้น ถ่านไม้ 4 ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน ถูกนำไปทิ้งไว้ในน้ำใกล้กับสะพานแขวน

รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่าชิ้นส่วนกระดูกที่พบเป็นกระดูกกะโหลกศรีษะข้างซ้ายของมนุษย์ มีรอยไหม้ร่วมกับรอยแตกร้าว และการหดตัวของกระดูกจากการถูกความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 200-300 องศาเซลเซียส ตรวจพบสารพันธุกรรม (DNA) ตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ แม่ของนายบิลลี่ และเมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานอื่นประกอบจึงสันนิษฐานได้ว่านายบิลลี่เสียชีวิตแล้วโดยไม่ทราบวิธีการทำให้ตาย แต่นำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี

นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนกระดูกเพิ่มเติมอีก 20 ชิ้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนต่อจากนี้จึงจะทราบผล ส่วนผลการชันสูตรว่านายบิลลี่เสียชีวิตมานานเท่าใด ยังอยู่ในระหว่างการชันสูตร เบื้องต้นระบุได้แค่ว่าเสียชีวิตมานานพอสมควร ทางดีเอสไอได้แจ้งให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทราบแล้ว และทางดีเอสไอจะรีบติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้เร็วที่สุด เนื่องจากเป็นการฆาตกรรมโดยทรมาน และการบังคับบุคคลให้สูญหายถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

อย่างไรก็ตามมีผู้เชี่ยวชาญได้ระบุให้ฟังว่า สำหรับเหล็กเส้นทั้ง2 แส้นที่พบ คาดว่าจะใช้ขัดร่างของนายบิลลี่ ขณะอยู่ในถัง เพื่อไม่ให้สามารถดิ้นหรือลอยขึ้นมาได้ ซึ่งการตายในลักษณะนี้เป็นไปได้ทั้งการตายแบบถูกเผาขณะมีชีวิตหรือเสียชีวิตไปแล้วได้ทั้งนั้น

สำหรับนายบิลลี่ หายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เม.ย.2557 หลังจากถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ควบคุมตัวในข้อหาครอบครองน้ำผึ้งป่า ที่ด่านเขามะเร็ว อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จากนั้น นางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ “มีนอ” ภรรยา ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ได้ร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้มีการไต่สวนการหายตัวไป แต่ต่อมาศาลยกคำร้อง โดยระบุว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ก่อนที่ดีเอสไอจะลงมารับเป็นคดีพิเศษ เมื่อ เม.ย. 2561

แจ้งแล้ว 2 เบาะแส!! เด็กแว้นซิ่งป่วนเมือง เตรียมจับรับเงิน

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีผู้ส่งภาพเบาะแสมาทางศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.แล้ว จำนวน 2 ราย
  • เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนช่วงเวลา และพฤติการณ์ของบุคคลในภาพว่ามีการกระทำความผิดจริงหรือไม่

มีรายงานว่าข่าวแจ้งว่า ภาพการร้องเรียนกลุ่มเด็กแว้น ผาน ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. มีผู้ร้องเรียนเข้ามาแล้ว 2 ราย เป็นภาพผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ส่งภาพการขี่รถจักรยานยนต์ลักษณะยกล้อประกอบ ที่เกี่ยวข้องกับการชักชวนแข่งรถในทาง

ซึ่งทั้งสองรายนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เจ้าหน้าจึงยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดได้ ซึ่งหลังจากนี้จะส่งข้อมูลที่ได้รับการร้องเรียนไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าเข้าข่ายเป็นหลักฐานที่สามารถใช้ติดตามผู้กระทำผิดได้ ก็จะติดต่อกลับไปหาผู้แจ้งเบาะแส เพื่อสอบถามว่าจะขอรับเงินรางวัลหรือไม่ต่อไป

โดยข้อมูลที่จะนำมาพิจารณา ส่วนกรณีที่มีผู้โพสต์ชักชวนให้เกิดการแข่งรถผ่านทางโซเชียลมีเดีย นอกจากผู้ที่โพสต์จะมีความผิดฐานเป็นผู้จัด สนับสนุน หรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทางแล้ว ผู้ที่เข้าไปแสดงความคิดเห็น ลักษณะที่เข้าข่ายเป็นการตอบรับ ก็จะถูกดำเนินคดีด้วยเช่นกัน ซึ่งความผิดในข้อหานี้ มีโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับตั้งแต่ 2 พัน ถึง 1 หมื่นบาท

นอกจากนี้ทางเพจ กองปราบปราม ได้โพสต์ ข้อความ เกี่ยวกับการแจ้งเบาะแส การกระทำความผิดด้านต่าง ๆ โดยระบุว่า คนแจ้งจับ ได้ส่วนแบ่งค่าปรับ 50 % หากแจ้งจับในสิ่งผิดกฎหมาย 8 ข้อนี้ปล่อยสัตว์อุจจาระในสถานที่สาธารณะ แล้วไม่เก็บ ถูกปรับ 500 บาท พ่นสี หรือ ขีดเขียนกำแพง ในที่สาธารณะ ถูกปรับ 5,000 บาทรถบรรทุก ทำหิน ทราย หรือ ดิน ร่วงหล่นบนถนน ถูกปรับ 3,000 บาท

แต่งรถ หรือ เปลี่ยนแบตเตอรี่บนถนน ถูกปรับ 5,000 บาท จอดรถบนทางเท้า ถูกปรับ 5,000 บาท ขับขี่รถทุกประเภทที่มีเครื่องยนต์ บนทางเท้า ถูกปรับ 5,000 บาท ทิ้งซากรถบนถนน หรือ ที่สาธารณะ ถูกปรับ 5,000 บาท วางสิ่งกีดขวางบนถนน ถูกปรับ 10,000 บาท
ระบบแจ้งเบาะแสเพื่อรับส่วนแบ่งค่าปรับของประชาชน ตามลิงค์นี้ ของสำนักเทศกิจ 
http://203.155.220.179/reward/default.php