บรรดา ส.ส.หลายพรรค ร่วมใจลงพื้นที่ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ประเด็นน่าสนใจ

  • บรรดาเหล่า ส.ส.พรรคการเมืองต่างๆ ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม
  • มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ มอบเงิน 2 หมื่นบาท ระบุว่าเป็นเงินเดือนส่วนตัว ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

จากเหตุพายุฝน ‘โพดุล’ พัดถล่มประเทศไทย ส่งผลให้จังหวัดในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับผลกระทบอย่างหนักส่งผลทำให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมถนนหลายเส้นทางของแต่ละจังหวัด และทำให้บ้านเรือนของประชาชน รวมถึงทรัพย์สินได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว

ล่าสุดในช่วงเช้าที่ผ่านมา บรรดาเหล่า ส.ส.พรรคการเมืองต่างๆ ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ โดยทางฝั่งพรรคเพื่อไทยนำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย พร้อม ส.ส.เพื่อไทย ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมนำสิ่งของบริจาคที่ได้รับจากโครงการ “เพื่อไทยช่วยไทย รวมใจช่วยน้ำท่วม” มามอบให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบภัย

ทางฝั่งนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ พร้อมทีมงาน ก็ได้ลงพื้นที่ บ้านปาขี ต.นาเมือง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด นำเครื่องอุปโภค บริโภคและถุงยังชีพมามอบให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่บ้านปาขี ซึ่งในช่วงที่ลงพื้นที่ฝนได้กระหน่ำตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มอบเงินจำนวน 2 หมื่นบาท ซึ่งระบุว่าเป็นเงินเดือนส่วนตัว ให้กับผู้ใจบุญที่ทำข้าวกล่องแจกชาวบ้าน พร้อมระบุด้วยว่าในช่วงปลายสัปดาห์นี้จะเตรียมลงพืนที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุโพดุลเช่นกัน

ดีเอสไอยืนยัน “บิลลี่ พอละจี” ตายแล้ว

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยืนยัน “บิลลี่ พอละจี” ตายแล้ว
  • บิลลี่ พอละจี หายตัวไปเมื่อปี 2557
  • ดีเอสไอ ยืนยันกะโหลกที่พบใต้น้ำสะพานแขวนเขื่อนแก่งกระจาน คือ บิลลี่ บิลลี่โดนฆ่าเผายัดถัง ทิ้งเขื่อนแก่งกระจาน ตรวจสอบดีเอ็นเอ ตรงกับแม่

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้แถลงความคืบหน้าการหายตัวไปของนาย พอละจี รักจงเจริญ” หรือบิลลี่ โดยระบุว่า ตามที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 ให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่น กรณีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำประชาชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย เป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547

พฤติการณ์กล่าวคือ นายพอละจี ได้ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจับกุม ในระหว่างนำน้ำผึ้งออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัวอ้างว่าได้ปล่อยตัว นายพอละจีฯ พร้อมรถจักรยานยนต์และนำผึ้งของกลางไปโดยไม่ได้ดำเนินคดี แต่นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของนายพอละจีฯ และญาติ เชื่อว่า นายพอละจีฯ หายสาบสูญไปโดยถูกบังคับ

ภายหลังการรับไว้ในกรณีดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน ได้มีการแต่งตั้งพนักงานอัยการจากสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษและมีการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน (Strong Collaboration) ประกอบไปด้วย

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และตัวแทนจากองค์การนอกภาครัฐ (NGO) ร่วมกันสืบสวนสอบสวนต่อเนื่องมาโดยตลอด

กระทั่งเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2562 และเมื่อวันที่ 22 – 24 พฤษภาคม 2562 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ใช้เครื่องยานยนต์สำรวจใต้น้ำจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และนักประดาน้ำ จากกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

ตรวจหาพยานหลักฐานที่พื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน สามารถตรวจพบชิ้นส่วนกระดูก จำนวน 2 ชิ้น ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ถัง เหล็กเส้น จำนวน 2 เส้น ถ่านไม้ จำนวน 4 ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน

จากนั้น ได้ส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจพิสูจน์พบว่า วัตถุเป็นชิ้นส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะข้างซ้ายของมนุษย์ มีรอยไหม้สีน้ำตาล ร่วมกับรอยแตกร้าว และการหดตัวของกระดูกจากการถูกความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 200 – 300 องศาเซลเซียส ตรวจพบสารพันธุกรรมตรงกับ นางโพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของนายพอละจี่ รักจงเจริญ

เมื่อพิจารณาจากสถานที่เกิดเหตุ (Crime Scene) พยานหลักฐานในสำนวนอื่นประกอบ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จึงเชื่อว่า วัตถุดังกล่าวเป็นกระดูกของ นายพอละจี่ รักจงเจริญ ที่เสียชีวิตแล้วโดยไม่ทราบวิธีที่ทำให้ตาย แต่นำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี ส่วนถังน้ำมัน เหล็กเส้น ถ่านไม้ และเศษฝาถังน้ำมัน ได้ส่งศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7 สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ทำการตรวจพิสูจน์หาร่องรอยการผ่านความร้อนและการผุกร่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2562 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร่วมกับ นักประดาน้ำ จากกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ตรวจหาพยานหลักฐานที่พื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน ตรวจหาพยานหลักฐาน พบชิ้นส่วนกระดูกเพิ่มเติมอีกจำนวน 20 ชิ้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการ

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เห็นว่า พฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายที่กระทำผิดครั้งนี้เข้าข่ายลักษณะเป็นการฆาตกรรมโดยทรมาน และการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ

โดยหลังจากนี้ จะเร่งรัดสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มองค์กรที่กระทำความผิดโดยเร็ว หากมีเบาะแสในเรื่องดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือโทรสายด่วน DSI Call Center 1202 (โทร.ฟรีทั่วประเทศ) โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะรักษาข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสเป็นความลับ

ขอบคุณภาพจาก amnesty

เตรียมเจรจาห้าง-ร้านค้าทั่วไทยหยุดแจก-ขายถุงพลาสติกเริ่ม 1 ม.ค.ปีหน้า

ประเด็นน่าสนใจ

  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมเจรจาห้างสรรพสินค้าและร้านค้าสะดวกซื้อขนาดใหญ่กว่า 40 บริษัท หยุดจ่ายและจำหน่ายถุงพลาสติกในประเทศ
  • วางขอบเขตเริ่มเดินหน้าในวันที่ 1 มกราคม 2563
  • ในปี 2561 พบผลิตพลาสติกบรรจุภัณฑ์ ประมาณ 2 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นผลิตถุงพลาสติกทุกชนิด

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงความคืบหน้าแผนการจัดการขยะของประเทศไทย ว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเดินหน้าให้หยุดจ่ายและจำหน่ายถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และร้านค้าสะดวกซื้อ

โดยได้หารือกับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และภาคเอกชนรายใหญ่ของประเทศไทยกว่า 43 บริษัท ทั้งห้างสรรพสินค้าและร้านค้าสะดวกซื้อรายใหญ่ เพื่อขอความร่วมมือหยุดจ่ายและจำหน่ายถุงพลาสติกในประเทศ คาดว่า จะเริ่มได้ทันทีในวันที่ 1 มกราคม 2563 แต่ยกเว้นถุงใส่ของร้อนที่ยังผ่อนผันให้อยู่ คาดว่า จะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกในประเทศลงได้จำนวนมาก

พร้อมทั้ง ตั้งเป้าให้ประเทศไทยปลอดถุงพลาสติกทั้งหมดภายในปี 2564 เนื่องจากปัจจุบันนี้ภาคอุตสาหกรรมหันมาทำเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคบรรจุภัณฑ์มากขึ้น เริ่มตั้งแต่การออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้รีไซเคิลอย่างครบวงจร ใช้สินค้าจากการรีไซเคิล ให้คัดแยกและรวบรวมวัสดุรีไซเคิล

จากการสำรวจของสถาบันพลาสติกพบภาคอุตสาหกรรมไทยผลิตเม็ดพลาสติก 5.5 ล้านตันต่อปี เพื่อนำไปผลิตพลาสติกบรรจุภัณฑ์ (packaging) โดยปี 2561 พบผลิตพลาสติกบรรจุภัณฑ์ (packaging) ประมาณ 2 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นผลิตถุงพลาสติกทุกชนิดประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี แล้วนำมารีไซเคิลได้เพียงร้อยละ 5 เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังแยกขยะไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะถุงพลาสติก