ปิยบุตร ชี้! รัฐธรรมนูญ 2560 ขาดความชอบธรรม

ประเด็นน่าสนใจ

  • ปิยบุตร มอง! รัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาความชอบธรรมในทุกมิติ ตั้งแต่ที่มา
  • เป็นรัฐธรรมนูญที่ขังประชาชนในห้องมืด
  • ชวนเชิญทุกสีทุกฝ่ายให้มาร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า มีปัญหาความชอบธรรมในทุกมิติ ตั้งแต่ที่มา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเชื่อมโยงกับรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 มีปัญหาเรื่องกระบวนการร่าง ชงกันเองกินกันเอง วนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมของนักร่างรัฐธรรมนูญหน้าเดิมๆ ไม่กี่คน

นอกจากที่มาและกระบวนการไม่ชอบธรรม ยังมีปัญหาในเรื่องเนื้อหา ต้องการทำให้การรัฐประหารถูกต้องจนกัลปาวสาน และดึงบ้านเมืองถอยหลังลงคลองย้อนไปในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2521 ที่เลือกตั้งไปก็ได้ทหารคนเดิมกลับมาเป็นนายกฯ และกองทัพฝังตัวในการเมือง เอาการเลือกตั้งมาแต่งหน้าทาปากเพื่อบอกชาวโลก ว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว

รัฐธรรมนูญ 2560 ยังเป็นรัฐธรรมนูญที่ขังประชาชนในห้องมืด ถ้าใครริอาจจะแก้รัฐธรรมนูญ ต้องผ่านด่านจำนวนมาก ต่อให้แก้รัฐธรรมนูญอย่างไรก็ตาม ก็อาจเกิดนายปราการด่านสุดท้าย คือศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ให้แก้

ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทวงคืนอำนาจการเขียนรัฐธรรมนูญ ให้กลับมาที่ประชาชนอย่างแท้จริง โดยต้องรณรงค์อย่างแข็งขัน เพื่อให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาให้ได้ เมื่อประชาชนมีฉันทามติร่วมกัน ก็ไม่ใครจะมาต้านทานได้ จึงขอชวนเชิญทุกสีทุกฝ่ายให้มาร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เปิดตัวบ้านเบอร์ 5 แห่งแรกของประเทศ

ประเด็นน่าสนใจ

  • กฟผ. ร่วมกับ การเคหะแห่งชาติ เปิดตัวบ้านเบอร์ 5 ณ โครงการเคหะชุมชนฯ บ่อวิน จังหวัดชลบุรี แห่งแรกอย่างเป็นทางการ
  • ตั้งเป้าพัฒนาให้เกิดบ้านเบอร์ 5 ทั่วประเทศ ประมาณ 100,000 หลัง ภายใน 5 ปี

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ร่วมเป็นประธานในพิธีมอบป้ายฉลากบ้านเบอร์ 5 ระหว่าง กฟผ. และ กคช. โดยได้รับเกียรติจากนายสุพจน์ ภูติเกียรติ์ขจร หัวหน้าสำนักงานจังหวัดชลบุรีเป็นสักขีพยาน ณ โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชนจังหวัดชลบุรี (บ่อวิน) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวถึงความร่วมมือว่า กฟผ. ได้ดำเนินโครงการฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานสำหรับบ้านที่อยู่อาศัย หรือโครงการบ้านเบอร์ 5 ตั้งแต่ปี 2560 โดยลงนามบันทึกความร่วมมือกับ กคช. ในการพัฒนาปรับปรุงการออกแบบ

รวมถึงเลือกใช้วัสดุการก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพสูง และอุปกรณ์เบอร์ 5 ในโครงการบ้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ซึ่งในปี 2561 สามารถยกระดับให้เกิดการออกแบบและก่อสร้างตามเกณฑ์บ้านประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 นำร่องในโครงการเคหะชุมชนของ กคช. จำนวน 8 พื้นที่ทั่วประเทศ

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ กล่าวต่อไปว่า โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชนเชิงสังคม ชลบุรี (บ่อวิน) ระยะที่ 2 เป็นโครงการบ้านนำร่องแห่งแรกของโครงการบ้านเบอร์ 5 โดย กฟผ. ได้ดำเนินการรับรองแบบตามเกณฑ์ของบ้านเบอร์ 5

รวมถึงทำการประเมินผลการประหยัดพลังงาน สามารถส่งผลให้ประเทศประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 415,000 หน่วยต่อปี ลดภาระค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของผู้อาศัยได้ประมาณ 1,660,000 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประมาณ 210 ตันต่อปี

ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เผยว่า โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชน จังหวัดชลบุรี (บ่อวิน) ระยะที่ 2 เป็นหนึ่งในโครงการที่ผ่านเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพพลังงานสำหรับบ้านอยู่อาศัย (เบอร์ 5) ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชลบุรี

ด้วยโครงการที่อยู่อาศัยระดับคุณภาพที่ได้มาตรฐานและเพียบพร้อมไปด้วยสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้อยู่อาศัย ทั้งยังเป็นการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคมตามนโยบายของรัฐบาล ด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

โดยโครงการตั้งอยู่ที่บริเวณตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ขนาดที่ดินทั้งโครงการประมาณ 45.56 ไร่ จัดสร้างเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 415 หน่วย ขนาดพื้นที่ประมาณ 21 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยภายใน ประมาณ 54 ตารางเมตร และพื้นที่ใช้สอยภายนอก ประมาณ 5.5 ตารางเมตร ประกอบด้วย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ และพื้นที่รับแขก

ซึ่งโครงการได้มีการนำเกณฑ์ประเมินโครงการชุมชนน่าอยู่น่าสบายอย่างยั่งยืน (ECO VILLAGE) และหลักเกณฑ์ในการออกแบบสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุกคน (UNIVERSAL DESIGN) มาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบวางผังโครงการและออกแบบอาคาร

โครงการฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานสำหรับบ้านที่อยู่อาศัย เป็นมาตรการหนึ่งที่สนับสนุนให้เกิดการยกระดับการใช้พลังงานในภาคที่อยู่อาศัยของประเทศ รองรับเป้าหมายการลดการใช้ไฟฟ้าตามกรอบแผนอนุรักษ์พลังงานปี 2558 – 2579

โดยเชื่อมโยงเกณฑ์ประเมินพลังงานกับมาตรฐานประสิทธิภาพอาคารขั้นต่ำ หรือ Building Energy Code ซึ่งจะมีการขยายผลสู่ความร่วมมือกับผู้ประกอบการธุรกิจภาคที่อยู่อาศัยในภาคเอกชนต่อไป โดยมีเป้าหมายให้เกิดการสร้างบ้านเบอร์ 5 ทั่วประเทศ ประมาณ 100,000 หลัง ภายในปี 2567

ศรีสุวรรณจ่อร้อง ป.ป.ช. สอบเหล็กไหล-พระเครื่อง “คฑาเทพ-มงคลกิตติ์”

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศรีสุวรรณ เตรียมร้อง ป.ป.ช.สอบปม “คฑาเทพ-มงคลกิตติ์” อ้างครอบครองเหล็กไหล-พระเครื่องมูลค่าสูง
  • ศรีสุวรรณตั้งข้อสังเกต เป็นการสร้างมูลค่าอำพรางหรือไม่

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวการแสดงรายการทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล หน.พรรคพลังไทยรักไทย และนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หน.พรรคไทยศิวิไลย์

ซึ่งได้แจ้งรายการทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโคตรมหาเหล็กไหลที่มีมูลค่ากว่า 700 ล้าน มหาเหล็กไหล มูลค่า 300 ล้านบาท อุกกาบาต 10 ล้านบาท และพระเครื่องต่าง ๆ อาทิ พระกริ่งปวเรศทองคำ 50 ล้านบาท พระสมเด็จวัดระฆัง 40 ล้านบาท พระสมเด็จไกเซอร์ 30 ล้านบาท ฯลฯ จนเป็นที่ฮือฮาในโลกโซเชียลนั้น

กรณีดังกล่าว เป็นที่สงสัยและวิพากษ์วิจารณ์กันของสังคมไทยเป็นอย่างมากว่า มูลค่าทรัพย์สินต่าง ๆ ดังกล่าว เป็นการสร้างมูลค่าลวงขึ้นมาหรือไม่ มีหน่วยงานหรือองค์กรมาตรฐานใดให้ใบรับรองหรือไม่ หรืออาจเป็นกลเล่ห์ฉลของนักการเมืองที่อาจใช้เป็นข้ออ้างในการฟอกเงินเพื่อผ่องถ่ายทรัพย์สินแบบหลอกๆ ไปเป็นเงินสดในอนาคต

หากมีเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นงอกเงยขึ้นมาเกินกว่ารายรับที่พึงมีในขณะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็จะใช้เป็นข้ออ้างได้ว่าได้จำหน่ายพระเครื่องหรือวัตถุมงคลดังกล่าวออกไปในราคาแพงตามที่ตั้งมูลค่าไว้ เป็นต้น

ตนเห็นว่า ป.ป.ช.จะต้องมีระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการตรวจสอบมูลค่าของทรัพย์สินดังกล่าวของนักการเมือง เพื่อปิดช่องโหว่ของการเลี่ยงบาลีในการแสดงบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งหากนักการเมืองไม่สามารถแสดงหลักฐานใบรับรองมูลค่าของทรัพย์สินต่างๆ ได้ ก็สามารถชี้ได้เลยว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

เพื่อเลี่ยงความจริงที่พึงต้องแจ้งให้ ป.ป.ช.ทราบ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน ม.109 วรรคสาม ประกอบ ม.114 ของ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ซึ่งอาจมีโทษตาม ม.167 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท .หรือทั้งจําทั้งปรับ

ดังนั้น สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ ดําเนินการตาม ม.114 โดยการเสนอเรื่องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเพื่อวินิจฉัย หรือ ป.ป.ช.ดำเนินการยื่นฟ้องเองตาม ม.80 โดยจะไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 23 ก.ย.62 เวลา 13.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช.