ลุงวันเสาร์ กับ ‘รถขายสติ๊กเกอร์’ คู่ใจ อาชีพที่เริ่มหาชมยาก

ประเด็นน่าสนใจ

  • อาชีพ ‘รถขายสติ๊กเกอร์’ ที่มีให้เห็นทั่วประเทศ
  • คุณลุงวันเสาร์ อายุ 59 ปี ประกอบอาชีพ ‘รถขายสติ๊กเกอร์’ ตระเวนขายทั่วกรุงฯมากว่า 30 ปี
  • ’รถขายสติ๊กเกอร์’ เริ่มหาชมยากมากขึ้นแล้ว

สติ๊กเกอร์ คำคมๆ ที่นิยมติดท้ายรถ ที่หลายคนอาจจะชอบแต่งรถให้สวยงามด้วยการติดสติ๊กเกอร์ลวดลายต่างๆ เพื่อให้รถดูมีสีสันสวยงามมากขึ้น หรือบางคนก็จะติดสติ๊กเกอร์เป็นข้อความตามความชอบ ของคำคมเด็ดๆ ฮาๆ ขำๆ และสร้างสรรค์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ทั้งสองข้างของรถไม่ได้มีเพียงแผ่นสติ๊กเกอร์เท่านั้น ยังมี โปรเตอร์ ศิลปินดารานักร้อง ที่ดังตามยุคตามสมัย ยังเป็นอีกหนึ่งอาชีพ ซึ่งยังมีคนเดินเข็นขายและขับรถตระเวนขายโดย เราสามารถพบเห็นได้ในกรุงเทพมหานครแห่งนี้

ทั้งนี้ ทีมข่าว MThai ได้มีโอกาส พูดคุยกับ คุณลุงวันเสาร์ อายุ 59 ปี ชาวจังหวัดศรีสะเกษ ที่มาประกอบอาชีพในกรุงเทพฯ ด้วยการเดินเข็นรถขายสติ๊กเกอร์

คุณลุง วันเสาร์ เล่าว่าตนขายสติ๊กเกอร์ มา 30 ปี แล้ว คนอื่นๆ เขาเลิกขายกันหมดแล้ว แต่ตนเองยังขายอยู่ เพราะตั้งใจอยากอนุรักษ์เอาไว้การขายสติ๊กเกอร์ ซึ่งลูกๆหลานๆ ก็ไม่เอาไม่มีใครเอาไปทำต่อ ในอาชีพนี้

เมื่อถามว่าลุงจะขายสติ๊กเกอร์ไปถึงเมื่อไหร่ ลุงวันเสาร์ ตอบกลับมาว่า “ก็จะขายจนกว่าจะเดินไม่ไหว จริงๆ ก็ใช่ว่าจะขายดี แต่ชอบไง ก็เดินขายไปเรื่อย เหนื่อยก็พัก แล้วเดินต่อ “

สำหรับคำคมบนแผ่นสติ๊กเกอร์ มีมากมาย เช่น ขวัญใจอะหลั่ยเทียม , สุขใจเมื่อไกลเมีย , อยู่บ้านเมียด่า!! ออกมาจ่าจับ , อกหักจากน้องพี่ก็จ้องกระเทย, ขับเร็วก็ว่าแดรกม้า ขับช้าด่าหมาไม่แดรก, CC ไม่ถึง อย่าทะลึ่งขึ้นหน้า , เมื่อเจอพบเห็นรถคันไหน ติดสติ๊กเกอร์คำคมๆ ก็ถือว่าอ่านเอาขำๆ เพื่อฆ่าเวลาช่วงรถติดติด ในบ้านเรา อาจจะทำให้เรายิ้มได้ไม่มากก็น้อย

‘กรณ์’ ให้กำลังใจ ‘สมชาย สตาร์มาร์ค’ อดีตเสี่ยพันล้าน

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรณ์ จาติกวณิช โพสต์ให้กำลังใจ ‘สมชาย สตาร์มาร์ค’ อดีตเสี่ยพันล้าน
  • ปัจจุบัน ‘สมชาย สตาร์มาร์ค’ ผันตัว มาขายก๊วยเตี๋ยว”ราดหน้าเอ็กจือ”
  • ด้านคดีความอยู่ในชั้นศาล ชี้อีกไม่นานความจริงทั้งหมดจะปรากฎต่อสังคม

ที่ ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โซน 4 นายสมชาย ศรีสกุลภิญโญ อดีตเสี่ยพันล้าน ผู้บุกเบิกชุดครัวไฟเบอร์กลาสแห่งแรกของเอเชียเจ้าขิงแบรนด์ ‘สตาร์มาร์ค’ ที่ชีวิตพลิกผันโดนน้องๆ รวมหัวกันโกงหุ้นบริษัทฯ จนชีวิตตกอับต้องหันมาขายก๊วยเตี๋ยว”ราดหน้าเอ็กจือ” ที่เปิดให้บริการอาหารระดับเหลา ทั้งราดหน้าธรรมดา และเป๋าฮื้อ กระเพาะปลาชามยักษ์ เปิดขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ 21 ก.ย.ขณะฝนตกหนัก นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.กระทรวงการคลัง , สส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาด้วยรถตู้ บุกมาเป็นลูกค้าพิสูจน์ความอร่อย “ราดหน้าเอ็กจือ” ว่าอร่อยสมคำร่ำลือหรือไม่

หลังจากทานเสร็จเดินทางกลับไปแล้ว นายกรณ์ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Korm Chatikavanij”ชื่นชมความอร่อยราดหน้าเฉพาะตัวที่ตนคิดค้นสูตรขึ้นเองว่า…

“วันนี้เสร็จภารกิจที่สหกรณ์คลองโยง เลยถือโอกาสแวะไปเที่ยวตลาดคลองลัดมะยมที่เขตตลิ่งชัน ตั้งใจมาเพื่อทาน ‘ราดหน้าพันล้าน’ ราดหน้านายเอ็กจือ ราดหน้าพันล้าน ของคุณสมชาย และลูกๆ ที่ประสบปัญหาชีวิต และปัญหาธุรกิจมามากมาย

และเป็นตัวอย่างที่ดีต่อสังคมเพราะครอบครัวนี้ได้ลุกขึ้นมาสู้ชีวิตด้วยการผัดราดหน้าขายในตลาด โชคดีได้เจอกับพ่อครัวในตำนาน ได้แลกเปลี่ยนทัศนะกัน ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรๆ มากทีเดียว

ประเด็นสำคัญคือ อร่อยจริง! และผมสนุกกับการเที่ยวตลาดนี้มาก ผมสังเกตว่าผู้ค้าทุกรายในตลาดนี้ใส่ใจกับสินค้าของตน เป็นของคุณภาพทั้งสิ้น ภาชนะที่ใช้ล้วนมีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติก การวางถุงขยะมียุทธศาสตร์ที่ดี โดยรวมสะอาดสะอ้านน่าเดิน บรรยากาศดีมาก และมีความ ‘authentic’ สูง

นายสมชาย กล่าวว่า “ขอขอบคุณ คุณกรณ์ มาก แวะมาทานราดหน้าแล้วยังให้กำลังใจ ซึ่งทำให้ตนมีกำลังต่อสู้ชีวิต เดินหน้าพิสูจน์ความจริงต่อไป ส่วนคดีความในชั้นศาลก็เดินไปตามขั้นตอน เชื่อว่าอีกไม่นานความจริงทั้งหมดจะปรากฎต่อสังคม ตนเชื่อว่าเวรกรรมมีจริง ใครทำอะไรไว้ก็จะได้อย่างนั้น ตอนนี้ตนมีความสุขใจกับอาชีพใหม่ที่ให้บริการลูกค้าที่แวะมาชินรสชาดราดหน้าเอ็กจือครับ”

ป.ป.ส. เตือน ‘ยาเสียสาว’ ใช้ในทางที่ผิดเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ประเด็นน่าสนใจ

  • “ยาเสียสาว” ของกลุ่มวัยรุ่น โดยผสมในน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อความมึนเมา
  • ปัจจุบันพบว่า มีการนำ ‘ยาเสียสาว’ ไปใช้ในทางที่ผิด
  • ป.ป.ส.ฝากผู้ปกครอง ครู อาจารย์ เฝ้าระวังการซื้อยาผ่านทางเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ

ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดให้การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ โดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เน้นย้ำให้ดำเนินนโยบายในทุกมาตรการ โดยเฉพาะการป้องกันยาเสพติดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีความหลากหลายและแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีความอยากรู้ อยากลอง

จากกรณีที่มีข่าวการใช้สารที่เรียกว่า “ยาเสียสาว” ของกลุ่มวัยรุ่น โดยผสมในน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อความมึนเมา ส่งผลให้เกิดอาการสะลึมสะลือมึนงง หากมีการใช้เกินขนาดหรือใช้ร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมาก อาจจะทำให้เสียชีวิตได้

ซึ่งปัจจุบันพบว่านำมาใช้ประกอบอาชญากรรมในรูปแบบของการมอมยา รูดทรัพย์ หรือล่วงละเมิดทางเพศตามสถานบันเทิงต่างๆ บางรายถึงกับเสียชีวิต ขณะเดียวกันก็มีคดีการจับกุมผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาตัวนี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์การใช้ยาดังกล่าวมีการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันพบว่า มีการนำ ‘ยาเสียสาว’ ไปใช้ในทางที่ผิด

“ยาเสียสาว” คือ สารที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด โดยผู้ประสงค์ร้ายแอบลักลอบนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรม มีหลายชนิด อาทิ อัลปราโซแลม เคตามีน มิดาโซแลม สาร GHB ฯ ที่นิยมนำไปใช้ในทางที่ผิดมักอยู่ในรูปแบบที่เป็นของเหลว มีลักษณะใส ไม่มีสี กลิ่น และรสชาติ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำให้มีอาการง่วงนอน มึนงง คลื่นไส้อาเจียน เคลื่อนไหวลำบาก หากได้รับยาในขนาดที่สูงมาก อาจทำให้เกิดการกดการทำงานของหัวใจ กดการหายใจ ชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้

ตามกฎหมายได้กำหนดบทลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 สำหรับผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 5 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 – 2,000,000 บาท สำหรับผู้ขาย ต้องโทษจําคุกตั้งแต่ 4 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 400,000 – 2,000,000 บาท สำหรับผู้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ ต้องโทษจําคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และสำหรับ ผู้เสพ ต้องโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ฝากผู้ปกครอง ครู อาจารย์ เฝ้าระวังการซื้อยาผ่านทางเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ

นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้ออกมาแจ้งเตือนว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ตระหนักถึงความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน ซึ่งต้องระมัดระวัง จึงขอให้ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ เฝ้าระวังการซื้อยาผ่านทางเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ รวมทั้งตักเตือนหากพบพฤติกรรมที่จะนำไปสู่อันตรายต่อตนเองและผู้อื่นได้

โดยเฉพาะการไปเที่ยวสถานบันเทิงในยามวิกาล สุ่มเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงให้ใช้สารดังกล่าว จึงขอความร่วมมือให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันสอดส่องดูแล ไม่ให้มีการมั่วสุมใช้สารเสพติด รวมถึงควบคุมอย่างเข้มงวดที่จะไม่ให้เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าใช้บริการ และที่สำคัญหากพบเห็นผู้กระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด