กัมพูชา “สนับสนุนจุดยืน” ของจีนต่อสถานการณ์ฮ่องกง

ประเด็นน่าสนใจ

  • เมื่อวันเสาร์ (16 พ.ย.) เฟย์ สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ได้กล่าวสนับสนุนรัฐบาลจีนประเด็นเขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีน (HKSAR)
  • พร้อมเรียกร้องให้เกิดความพยายามที่จะนำพาบ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ

ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดบริกส์ ครั้งที่ 11 ณ ประเทศบราซิล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงได้แสดงจุดยืนของรัฐบาลจีนต่อสถานการณ์ในฮ่องกงโดยกล่าวว่า

“ภารกิจเร่งด่วนที่สุดของฮ่องกงคือการยุติความรุนแรงและความวุ่นวาย พร้อมฟื้นฟูความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม”

เฟย์ สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชากล่าวว่า การแสดงจุดยืนของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถือเป็นเรื่องถูกต้องโดยสมบูรณ์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในฮ่องกง ที่ปรารถนาจะเห็นฮ่องกงกลับสู่ภาวะปกติ

ผมเชื่อว่าจุดยืนของเขาจะได้รับการต้อนรับจากประชาชนส่วนใหญ่ของฮ่องกง

ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรัฐบาลฮ่องกงที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อฟื้นฟูความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ เพื่อที่ประชาชนจะยังคงดำเนินชีวิตต่อได้อย่างผาสุก ได้รับความเชื่อมั่นจากกลุ่มนักลงทุนคืนกลับมา รวมถึงสร้างความปลอดภัยมากขึ้นแก่บรรดานักท่องเที่ยว

โฆษกรัฐบาลกัมพูชากล่าวอีกว่า กัมพูชาสนับสนุนตำรวจฮ่องกงในการบังคับใช้กฎหมาย และสนับสนุนหน่วยงานตุลาการในการลงโทษอาชญากรที่ก่อความรุนแรงตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เขากระตุ้นให้ผู้ประท้วงหาหนทางแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบัน ผ่านช่องทางทางกฎหมาย แทนที่จะหันไปใช้ความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของฮ่องกง

สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชากล่าว ต่อว่า การกระทำที่เกิดขึ้นบนท้องถนนเหล่านั้นไม่ใช่การกระทำเพื่อประชาธิปไตย แต่เป็นวิธีการง่ายๆ ที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความรุนแรง บางประเทศตะวันตกบางประเทศไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของจีน

โดยใช้ข้ออ้างเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน พร้อมเสริมว่าการแทรกแซงของพวกเขามีแต่จะส่งผลให้ปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น

มันเป็นเรื่องภายในของจีน ซึ่งบุคคลภายนอกไม่ควรพยายามเข้าไปสร้างความสับสนวุ่นวาย

ตร. ขอเวลาทำคดี ด.ญ.วัย 13 ปี ตัดสินใจกระโดดตึกเสียชีวิต

ประเด็นน่าสนใจ

  • สาเหตุการโดดตึก ตร.คาดส่วนหนึ่งมาจากความเครียด ที่ผู้ตายทะเลาะกับแม่บ่อยครั้ง
  • ขณะที่คดีคืบหน้าไปมาก แต่คงต้องให้เวลาอีกสักพักถึงจะทราบเหตุที่แท้จริงได้

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุเศร้าสลด ด.ญ.วัย 13 ปี ตัดสินใจกระโดดตึกเสียชีวิต ซึ่งครอบครัวเชื่อว่าเกิดจากความเครียด ในพื้นที่ สน.คลองตัว ว่า

ได้รับรายงานจาก สน.หัวหมาก หลังจากเกิดเหตุเด็กหญิงวัย13ปี กระโดดตึกเป็นเหตุให้เสียชีวิต พนักงานสอบสวน แพทย์ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันตรวจสถานที่เกิดเหตุและทำการชันสูตรพลิกศพ

พร้อมส่งศพไปทำการชันสูตรโดยละเอียดที่สถาบันนิติเวช รพ.ตร.เพื่อหาสาเหตุการตายโดยละเอียดตามขั้นตอนของกฎหมาย ก่อนจะส่งมอบศพให้ญาติไปดำเนินการตามศาสนา และทำการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบคดี

โดยข้อสันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากความเครียดของผู้ตาย ซึ่งมักจะมีการทะเลาะกับมารดาอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาจึงตัดสินใจกระโดดจากตึกเป็นเหตุทำให้เสียชีวิต

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้งไป จะทำการสืบสวนสอบสวนโดยละเอียดอีกครั้งเพื่อทำความจริงให้ปรากฎและคลายข้อสงสัยในประเด็นต่างๆให้กับญาติผู้ตายและสังคม

คาดมาจากความเครียดหลังมีปากเสียงกับมารดาบ่อยครั้ง

อีกทั้งในส่วนของกรณีที่มารดาของผู้ตายได้ไปแจ้งความกรณีถูกแฟนหนุ่มของผู้ตายการกระทำชำเรา ในพื้นที่ สน.คลองตัน นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลทำการค้นห้องพักของชายหนุ่ยวัย 24 ปี ซึ่งเป็นแฟนของผู้ตาย

โดยผลการตรวจค้นพบเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง จึงได้นำตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหา มีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าหน้าที่จะทำการสืบสวนสอบสวนขยายผล รอผลการตรวจพิสูจน์ที่เกี่ยวข้องว่ามีการกระทำความผิดกฎหมายในฐานความผิดอื่นอีกหรือไม่ ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐายที่เกี่ยวข้อง รอผลการตรวจพิสูจน์จากแพทย์ และยังไม่ได้ตัดประเด็นใดในทางคดีทิ้งไป

คงต้องให้เวลากับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการทำงาน สืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รอผลตรวจชันสูตรจากแพทย์ การสอบปากคำพยาน โดยพนักงานสอบสวนจะดำเนินการด้วยความรอบครอบ โปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานของการกระทำความผิดอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว เป็นธรรม

โดยอาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงการกระทำความผิดของผู้ต้องหาเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในต้นธารของกระบวนการยุติธรรมแก่ประชาชนและสังคม

ผลโพลเผย คนแนะนักการเมืองควรแก้นิสัยตัวเอง ก่อน รธน.

ประเด็นน่าสนใจ

  • โดยร้อยละ 84.8 คิดว่า นักการเมืองจะแก้ รธน. เพื่อเปิดช่องคดโกง
  • เชื่อ การแก้ รธน. ครั้งนี้นำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ได้
  • ยัน รธน. ปี 40 เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลสำรวจเรื่อง “แก้รัฐธรรมนูญ กับ แก้นิสัย ส.ส.” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 92.5 ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ในขณะที่เพียงร้อยละ 7.5 เคยอ่าน

และเมื่อถามความเห็นว่า นักการเมืองแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไรระหว่าง แก้เพื่อเปิดช่องคดโกงได้ กับ แก้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.8 คิดว่านักการเมืองจะแก้เพื่อเปิดช่องคดโกงได้ ในขณะที่ร้อยละ 15.2 คิดว่าจะแก้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ

ทั้งนี้ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่ร้อยละ 86.5 คิดว่าควรแก้นิสัย ส.ส.ก่อนแก้รัฐธรรมนูญ เพราะ ส.ส.ยังมีภาพลักษณ์แย่ ๆ เหมือนเดิม ชอบขู่ วางอำนาจ ท้าตีท้าต่อย ก่อความขัดแย้งในสังคม ทำตัวอดอยากหิวโหยมาหลายปี

วิ่งเต้นเบื้องหลัง เป็นอีแอบ ล็อบบี้ ส่อคดโกง หาผลประโยชน์ มุ่งมาเอาทุนคืน ในขณะที่ร้อยละ 13.5 คิดว่าควรแก้รัฐธรรมนูญก่อน เพราะอยากได้รัฐธรรมนูญแบบปี 40 และต้องการเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เป็นต้น

ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.7 คิดว่าปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในสังคมได้ โดยพบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.9 เชื่อว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ร้อยละ 42.8 ระบุอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ในขณะที่ ร้อยละ 2.3 ไม่เชื่อ