เปิดภาพ Popemobile ยานพาหนะของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

ประเด็นน่าสนใจ

  • เปิดภาพ Popemobile ยานพาหนะของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส
  • เป็นพระประสงค์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่ต้องการความสมถะเรียบง่าย
  • พร้อม ”จอกกาลิกส์ อายุ 173 ปี” ใช้ในระหว่างการเสด็จเยือนประเทศไทย

ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ หรือโบสถ์อัสสัมชัญ บางรัก โดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก มีกำหนดการเสด็จราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ วันที่ 20-23 พฤศจิกายน ค.ศ.2019 ตามคำเชิญของรัฐบาลไทย และสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง 350 ปี แห่งการสถาปนามิสซังสยามและฉลอง 50 ปี แห่งสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและนครรัฐวาติกัน

โดยวันนี้ได้เปิดให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพ รถ Popemobile ของ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ที่เป็นยานพาหนะนำพระองค์ไปตามเส้นทางเสด็จเยือนตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อพบปะทักทายกับคริสตศาสนิกชนและชาวไทย และอีกทั้งให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพ “จอกกาลิกส์ อายุ 173 ปี” ที่จะถูกนำออกมาใช้ในพิธีบูชาขอบพระคุณ ณ สนามศุภชลาศัย โดยมีสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเป็นประธานในพิธี

ทั้งนี้ รถ Popemobile ที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ใช้ในระหว่างการเสด็จเยือนประเทศไทยนั้น ได้มีการสั่งผลิต และประกอบในประเทศไทยตามแบบมาตรฐาน และรายละเอียดต่าง ๆ จากนครรัฐวาติกัน จุดสังเกตและน่าสนใจอีกหนึ่งอย่างคือระบบขั้นบันไดที่สามารถปรับระดับเพื่อให้พระองค์สะดวกในการเสด็จขึ้นและลงจากรถ ส่วนป้ายทะเบียน SCV ซึ่งย่อมาจาก Status Civitatis Vaticanae (นครรัฐวาติกัน)

ส่วนด้าน “จอกกาลิกส์ อายุ 173 ปี” คือสมบัติชิ้นแรก โดย จอกกาลิกส์ นี้ถูกผลิตขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1846 หรือช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 โดยนักประวัติศาสตร์คาทอลิกเชื่อว่าจอกใบนี้เป็นสมบัติของ พระสังฆราช ฌอง บัปติสต์ ปัลเลอกัว ซึ่งผลิตมาจากเงินแท้ และใช้กรรมวิธีอะไหล่ทอง โดยศิลปะที่ใช้ในการออกแบบเป็นศิลปะยุคบาโรค

สำหรับ การเสด็จราชอาณาจักรไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการจาริกเพื่อสันติภาพและเสวนาระหว่างศาสนา กับผู้นำศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยในการนี้จะทรงประกอบพิธีมิสซา 2 ครั้ง คือ พิธีมิสซาสำหรับคริสตชนคาทอลิกทั่วประเทศ อีกทั้งทรงเยี่ยมเยียนคริสตชนในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 4 วัน ระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2562

โดยนับเป็นประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก องค์ที่ 2 ที่เสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการในรอบ 35 ปี หลังจากสมเด็จสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 เคยเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2527

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า สาเหตุที่มีการใช้รถกระบะนั้น เนื่องจากเป็นพระประสงค์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่ต้องการความสมถะเรียบง่าย โดยก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งเสด็จเยือนเกาะเมอริเชียส ในทวีปแอฟริกา ทรงใช้รถยี่ห้อนิสสันลักษณะคล้ายที่จะใช้ในไทย ครั้งที่เสด็จฟิลิปปินส์ ก็ทรงใช้รถกระบะ อีซูซุ สีขาว ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความเรียบง่ายซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีกับประชาชนเสมอมา

NDID ผนึกกำลังภาคีสำคัญ ยืนยันตัวตนดิจิทัลของไทย

ประเด็นน่าสนใจ

  • NDID จับมือภาคีครั้งสำคัญ ผลักดันผลิกโฉมด้านดิจิทัลไอดี
  • เพื่อนำพาประเทศไทยเข้าสู่การการพิสูจน์ และยืนยันตัวตนดิจิทัล
  • เป็นการสร้างมาตรฐาน และยกระดับการทำธุรกรรมต่างๆ

บริษัท เนชั่นแนลดิจิตอลไอดี จำกัด หรือ NDID จับมือภาคีครั้งสำคัญ กับกลุ่มธนาคารนำร่อง กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ บริษีทหลักทรัพย์จัดการลงทุน บริษัทประกันชีวิต บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือที่จะผลักดันผลิกโฉมด้านดิจิทัลไอดี เพื่อนำพาประเทศไทยเข้าสู่การการพิสูจน์ และยืนยันตัวตนดิจิทัล

จุดมุ่งหมายคือเพื่อให้ Digital ID Platform ของประเทศไทยในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการพิสูจน์ และยืนยันตัวจนทางดิจิทัล เพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าด้วยกัน

เป็นระบบกลไกสำหรับบริหารจัดการ Identity ในโลกดิจิทัล เพื่อสนับสนุนกระบวนการทำธุรกรรมของบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล เช่นการรู้จักตัวตนลูกค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e KYC) การลงนามด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e Signatuer) การให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e Consent) เป็นการสร้างมาตรฐาน และยกระดับการทำธุรกรรมต่างๆ ให้มีความน่าเชื่อถือ รัดกุม ปลอดภัย

Digital ID คืออะไร

Digital ID คือกระบวนการ และขั้นตอนการยืนยันตัวตนด้วยช่องทางดิจิทัล ซ่งมีวิธีการ และขั้นตอนที่แตกต่างกันตามแต่จะกำหนด แต่ทั้งหมดล้วนคิดขึ้นมาเพื่อการระบุอัตลักษณ์ และคุณลักษณะของบุคคล ZIdentiy) ทางดิจิทัล(Digital Identity) เหมือนกัน

ในปัจจุบัน หลายยประเทศได้คิดค้นระบบนี้เพื่อใช้งนกับประชาชนที่อยู่ในประเทศ โดยมีมตารฐานที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ซึ่งประเทฯไทยได้ระบุคำนี้ว่า “ระบบพิสูจน์ และยันยันตัวตนทางดิจิทัล”

National Digital ID (NDID) ในประเทศไทย เกิดมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ภาครัฐฯ ที่ต้องการเครื่องมือสำหรับบริการประชาชนเพื่อให้สะดวกและรวดเร็ว รวมถึงสอดคล้องกับนโยบายอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

อีกส่วนหนึ่งคือภาคอุตสาหกรรมทางการเงินที่เห็นปัญหาด้านการยืนยันตัวตนร่วมกัน ทั้งปัญหาด้ายประประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือที่ลดต่ำลง และปัญหาด้านการสิ้นเปลืองทรัพยากรจากขั้นตอนการทำงานที่ล้าสมัย ภาคอุตสาหกรรมการเงิน จึงอยากกำหนดมาตรฐานร่วมกัน และพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐฯ เพื่อริเริ่มโครงการดังกล่าว

NDID ของไทยจะไม่มีการเก็บข้อมูลไว้ที่ศูนย์กลาง อีกทั้งยังเชื่อมโยง IdProvider ให้เข้าถึงกัน โดยเมื่อ Rely Party ต้องการข้อมูลของบุคคลก็สามารถขอจาก IdProvider มากกว่าหนึ่งรายและรวมถึงขอจาก Authorising Source ได้ เมื่อทำธุรกรรมแล้ว IdProvider ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะได้รับข้อมูลใหม่ของ Entity ทำให้การปลอมแปลงทำได้ยากกว่า

จุดนี้เองทำให้ NDID ของไทยแตกต่างจากประเทศอื่นๆ เช่นจีน สิงคโปร์ และอินเดียที่รวมกระบวนการไว้ที่ศูนย์กลาง ข้อมูลประชาชนจะส่งออกจากจุดเดียวเท่านั้น เสี่ยงต่อการเจาะระบบ และต่างจากอังกฤษที่ IdProvider ไม่ได้เชื่อมต่อกัน หน้าที่การยืนยันความเชื่อถือตกอยู่กับ IdProvider เพียงหน่วยเดียว เสี่ยงต่อการถูกปลอมแปลง

อ้างอิง (https://techsauce.co/tech-and-biz/what-is-digital-id-in-5-minutes)

ชาวบ้านผวา!! เร่งจับจระเข้หลุดบ่อกำแพงแสน 960 ตัว

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีจระเข้หลุดออกมาจากฟาร์ม ในจังหวัดนครปฐมจำนวน 960 ตัว
  • ล่าสุดปลัดอำเภอกำแพงแสน เตรียมดำเนินการกับฟาร์มจระเข้ที่เลินเล่อ
  • แจ้งเตือนขอให้ระมัดระวังบุตรหลานไม่ควรลงไปเล่นน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะในช่วงนี้

นายศิระ บุญแทน ปลัดอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เปิดเผยถึงกรณีที่ มีชาวบ้านหมู่ 4 อำเภอกำแพงแสน พบจระเข้ในคลองลำรางในหมู่บ้าน และชาวบ้านจับไว้กิน โดยสามารถจับจระเข้ได้รวม 6 ตัวแล้ว หลังจากนั้นได้ขอเข้าไปตรวจฟาร์มจระเข้ พบนายอนุชา เอี่ยมคง ผู้ดูแลฟาร์มจระเข้

เบื้องต้นพบฟาร์มมีจระเข้น้ำจืด 13,000 ตัว จระเข้น้ำเค็ม 2,000 ตัว ซึ่งเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คนงานลืมปิดประตูบ่อที่ 6 หลังจากให้อาหารมื้อเย็น กระทั่งในช่วงเช้ามาจึงพบว่าลืมปิดประตู ทำให้จระเข้อายุ 3 ปี อยู่ในบ่อที่ 6 จำนวน 960 ตัว หลุดออกมา ขณะนี้ยังไม่ทราบจำนวน ก่อนหน้านี้ได้นัดให้เจ้าของฟาร์มเข้ามาเจรจาเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา 2 ครั้ง แต่ไม่มาตามนัด

ขณะนี้ได้ทำหนังสือไปยังท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เพื่อเรียกผู้ประกอบการมาประชุมในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ เพื่อกำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการป้องกันจระเข้หลุดออกจากฟาร์ม ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาเบื้องต้นทางฟาร์มเตรียมการสูบน้ำในบ่อ เพื่อตรวจนับจระเข้ คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 วัน และได้มีการแจ้งเตือนขอให้ระมัดระวังบุตรหลานไม่ควรลงไปเล่นน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะในช่วงนี้