คุมตัวหนุ่มศรีสะเกษทำแผน หลังบุกเดี่ยวปล้นแบงค์ ชิงเงิน 2 แสน

ประเด็นน่าสนใจ

  • เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนบุกเดี่ยวปล้นธนาคาร ย่าน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
  • โดยคนร้ายได้เงินไปจำนวน 2 แสนบาท
  • หลังก่อเหตุคนร้ายได้หลบหนีไปที่ จ.ศรีสะเกษ ก่อถูกตำรวจตามจับกุมตัวไว้ได้

ที่ธนาคารทหารไทย สาขาเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ ถนนราชพฤกษ์ ต.บางขนุน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายมงคล หอมจิตร อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ 7 ต.ห้วยใต้ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังรับผู้ต้องหาก่อเหตุบุกปล้นธนาคารดังกล่าว

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 13.35 น. ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุสถานีตำรวจภูธรบางกรวย ว่ามีเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์เงินสด ภายในนาคารทหารไทย สาขาห้างสรรพสินค้าเดอะคริสตัล ราชพฤกษ์ ตำบลบางขนุนอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทนรี อายุประมาณ 25-30 ปี รูปร่างผอม สูงประมาณ 170 เซนติมตร สวมกางเกงยืนส์ขายาวสีดำ เสื้อยืดคอกลมสีขาว-เทา บริเวณหน้าอกเสื้อมีโลโก้หรือสครีนลาย สวมรองเท้าผ้าใบสีน้ำเงินคาดขาวใช้หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า และใช้อาวุธปืนเข้ามาก่อเหตุ ได้เงินสดจำนวน 200,000 บาท

หลังก่อเหตุคำร้ายได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป จากการสืบสวนทราบชื่อคนร้ายในเวลาต่อมาว่าคือนายมงคล หอมจิตร (ผู้ต้องหา) จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออนุติหมายจับนายมงคล หอมจิศร ตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรีที่ จ.๔๒๔/๒๕๖๒ ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ในข้อหาซิงทรัพย์โดยมีอวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันควร

คนร้ายหลบหนีไปที่ จ.ศรีสะเกษ

จากนั้นเจ้าหน้าที่สืบสวนได้ร่วมกันบูรณาการทำการสืบสวน จนทราบว่นายมงคล หอมจิตร (ผู้ต้องหา) ได้หลบหนีมาที่บริเวณริมถนนทางหลวงหมายเลข 220 ขุขันธ์-ศรีสะเกษ หน้าบ้านเลที่ 57/5 หมู่ที่ 11 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ จึงได้ร่วมกันวางแผนเพื่อติดตามจับกุม

จนกระทั่งต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 เวลา 19.00 น. จึงสามารถติดตามพบผู้ต้องหา ขณะอยู่ที่บริเวณริมถนนทางหลวงหมายเลข 220 ขุขันธ์-ศรีสะเกษ หน้าบ้านเลชที่ 57/5 หมู่ที่ 11 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ จึงได้ร่วมกันจับกุมตัว นายมงคล หอมจิตร ตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรีดังกล่าวข้างต้น

ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยจุดที่ 1 คือจุดที่ผู้ต้องหากดบัตรคิว จุดที่ 2 จุดที่นั่งรอเรียกคิว จึดที่ 3 เป็นจุดหน้าเคาท์เตอร์ที่ยื่นถุงผ้าและจม.เพื่อให้มอบเงินมา จุดที่ 4.เป็นจุดที่จอดรถ จากนั้นได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางกรวย เพื่อดำเนินคดีต่อไป

บังคับครูเซ็นบริจาคให้โรงเรียนทุกเดือน เพื่อแลกกับการมีงานทำ

ประเด็นน่าสนใจ

  • แฟนเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้รับข้อมูลมาว่า มีครูโรงเรียนเอกชน ถูกเรียกรับเงินคืนจากเงินเดือนของครู
  • เพื่อแลกกับการมีงานทำ ไม่มีครูกล้าร้องเรียน

แฟนเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ได้โพสต์เรื่องราวความไม่ชอบมาพากล เกี่ยวกับการเรียกรับเงินคืนจากครูโรงเรียนเอกชน ส่งผลให้เงินที่ได้รับในแต่ละเดือน ไม่ตรงกับสัญญาจ้างที่เซ็น

ข้อความที่ทางแฟนเพจระบุมีดังนี้

จ้างครู 15,000 ทอน 9,000 : มีโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง เรียกรับเงินคืนจากเงินเดือนของครู โดยการบังคับครูเซ็นบริจาคให้กับทางโรงเรียนทุกเดือน เพื่อแลกกับการมีงานทำ จึงแทบไม่มีครูคนไหนกล้าร้องเรียน

อย่างรายนี้เป็นของโรงเรียนวัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เป็นโรงเรียนการกุศลในพระพุทธศาสนา ได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคลทุกปี โดยทำสัญญาจ้างครูแจ้งไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เดือนละ 15,000 บาท

แต่ความจริง เมื่อเงินเดือนเข้าบัญชีแล้ว ต้องโอนกลับมา 9,000 บาท รับจริงแค่เดือนละ 6,000 บาท ในปีแรก ส่วนปีที่สองโอนกลับมา 6,000 บาท รับจริงเดือนละ 9,000 บาท

และปีถัดมาจะขึ้นเงินเดือนให้ปีละ 1,000 บาท จากเงินเดือนตัวเองจนครบ 15,000 บาท ในปีที่ 8

ซึ่งมีครูอัตราจ้างถึง 30 กว่าคนที่ต้องคืนเงินส่วนนั้นกลับให้พระครูวินัย เจ้าอาวาสวัด__ ซึ่งเป็น ผอ. ผ่านทางครู… ราว ๆ 3 แสนบาททุกเดือน ใครไม่ยอมก็จะถูกกดดันให้ลาออก ครูคนใหม่เข้ามาก็โดนเหมือนกัน จึงมีครูหมุนเวียนเปลี่ยนหน้าเข้าออกอยู่จนเป็นเรื่องปกติ

ถ้าลองมาดูกันที่ระเบียบของกระทรวงศึกษาฯ ว่าด้วยเรื่องเงินอุดหนุนรายหัวนั้นจะมีรายละเอียดการจ่ายเงินเดือนครูไว้ชัดเจนอยู่แล้ว คือ

  • (14.6) โรงเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคลต้องดําเนินกิจการโรงเรียนให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ คําสั่ง ประกาศและนโยบายของทางราชการและต้องนําเงินอุดหนุนรายบุคคลที่ได้รับไปจ่าย เป็นเงินเดือนครูไม่ต่ำกว่าวุฒิที่ทางราชการกําหนดและตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และนําเงินที่เหลือไปใช้จ่ายเป็นค่าพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ครุภัณฑ์ พัฒนาอาคารสถานที่ และการดําเนิน กิจการของโรงเรียน
  • (4.7) โรงเรียนต้องทําบัญชีการเงินและบัญชีอื่นให้ถูกต้องครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน
  • (14.7) โรงเรียนต้องจ่ายเงินเดือนครูโดยผ่านระบบธนาคารเป็นรายบุคคลทุกเดือนและเก็บไว้เป็น หลักฐานพร้อมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

ยังมีโรงเรียนเอกชนอีกหลายแห่งที่ทำกำไรให้เจ้าของโรงเรียนด้วยการหักเงินเดือนครูและใส่รายชื่อนักเรียนผีเข้าไป ไม่เว้นแม้กระทั่งโรงเรียนการกุศลในพุทธศาสนา หรือแม้แต่ปอเนาะในภาคใต้อีกหลายแห่ง

ทั้งนี้ ทางแฟนเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้แจ้งด้วยว่า หากครูท่านใดมีข้อมูลว่าตนกำลังถูกเอาเปรียบ สามารถแจ้งเรื่องไปที่แฟนเพจได้เลย

อย่างไรก็ตาม หลังเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ ผู้คนต่างเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบออกมาชี้แจง

โรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลกและประเทศไทย

ประเด็นน่าสนใจ

  • คนที่ป่วยเป็นเบาหวานตั้งแต่วัยเด็ก จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด
  • แต่
  • อุปกรณ์ไม่ครอบคลุม เพราะมีค่าใช้จ่ายอยู่ราว 13,000 บาทต่อปี ยากต่อการเข้าถึงหากครอบครัวของผู้ป่วยฐานะยากจน
  • โรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลกและประเทศไทย สำหรับโรค NCDs หรือ non-communicable diseases เป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คือ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคและไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ แต่เป็นโรคที่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต

ที่ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรา้งเสริมสุขภาพ (สสส.) ซ.งามดูพลี ถ.พระราม4 ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง ,นพ.ชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ,

ดร.นพ.ไพโรจน์เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ นพ.เพชร รอดอารีย์ เลขาธิการสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และรองประธานคณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง

ร่วมแถลงข่าว “วันเบาหวานโลก 2562 World Diabetes Day Thailand 2019 Together Fight Diabetes” ในวันที่ 14 พ.ย 62 นี้

พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง กล่าวว่า เยาวชนที่เป็นเบาหวานตั้งแต่วัยเด็กเล็กและวัยเรียน จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้

แต่อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ครอบคลุมอยู่ในรายการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และมีค่าใช้จ่ายอยู่ราว 13,000 บาทต่อปี ทำให้ครอบครัวของผู้ป่วยที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์นี้ได้

หลายหน่วยงานจึงได้ร่วมมือจัดกิจกรรม เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มนี้ที่มีอยู่ราว 100,000 คน ในประเทศไทย

ด้านเครือข่ายคนไทยไร้พุงก็ปล่อยกิจกรรม Active Meeting Challenge ภารกิจท้าคุณขยับ ที่ขอท้าให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุข สมาคม ชมรม และกลุ่มเพื่อสุขภาพต่างๆ เข้าร่วมการประกวดคลิปออกกำลังกายระหว่างพักการประชุมหรือการปฏิบัติงาน

เพื่อกระตุ้นให้คนในองค์กร ให้ความสำคัญกับการเพิ่มการขยับร่างกายในชีวิตประจำวัน และตระหนักถึงภัยอันตรายของการนั่งทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดโรค NCDs รวมถึงโรคเบาหวาน

กิจกรรมนี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น Healthy Organization หรือองค์กรสุขภาพดี โดยคลิปวิดีโอที่ส่งเข้าประกวด และผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จะถูกนำมารวบรวมเป็นชุดต้นแบบให้กับองค์กรต่างๆ

รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุข นำไปใช้และเผยแพร่ให้เกิดการปฏิบัติในวงกว้าง สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ม.ค. 2563 สนใจเข้าร่วมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง email : raipoong@gmail.com

ด้าน ดร.นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า โรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลกและประเทศไทย โดยทั้งโลกมีผู้เสียชีวิตปีละมากกว่า 40 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 71 ของการเสียชีวิตทั้งหมด

และส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา สามารถคำนวณมูลค่าความสูญเสียถึง 47 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 หากไม่มีการดำเนินการแก้ไข ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 400,000 คนต่อปี คิดเป็นร้อยละ 76 ของการเสียชีวิตทั้งหมด

และครึ่งหนึ่งเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียร้อยละ 2.2 ของ GDP ต่อปี ซึ่งโรคเบาหวาน เป็น 1 ใน 5 โรค NCDs ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย อันมีสาเหตุจากพฤติกรรมทางสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การมีกิจกรรมทางกายไม่เหมาะสม การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สำหรับเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ Non-Communicable diseases: NCDs ที่คุกคามประชากรทั่วโลก มีสาเหตุจากพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ 5 ปัจจัย ได้แก่ การรับประทานอาหารไม่ดีต่อสุขภาพ

การมีกิจกรรมทางกายไม่เหมาะสม การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ได้รับมลพิษทางอากาศ นำไปสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง มะเร็ง ระบบทางเดินหายใจ เบาหวาน และ โรคทางจิตเวช ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานในกลุ่มประชากรเด็กวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว (10-19 ปี) รวมทั้งผู้ใหญ่วัยต้น (Emerging adults)

ซึ่งอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20-35 ปี เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก การศึกษาในหลายประเทศ พบว่าสัดส่วนความชุกของเบาหวานชนิดที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในเด็กวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวเพิ่มขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับความชุกของโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้น

จากข้อมูลของ IDF Atlas พบว่า ความชุกของเบาหวานทั่วโลกในกลุ่มผู้ใหญ่วัยต้น (อายุ 20-39 ปี) เพิ่มจาก 23 ล้านคนในปี 2543 เป็น 63 ล้านคนในปี 2556 โดยกลุ่มประเทศที่มีอัตราความชุกเพิ่มขึ้นรวดเร็ว อยู่ในแถบแอฟริกา แปซิฟิกตะวันตก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จึงมุ่งเน้นสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในทุกช่วงวัย โดยการพัฒนาและจัดการความรู้ สนับสนุนให้เกิดการจัดสิ่งแวดล้อมทางกฎหมายและทางสังคม

อาทิ การผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อพฤติกรรมสุขภาวะ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงด้านยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มปัจจัยเสริมด้านอาหารเพื่อสุขภาวะและการเพิ่มกิจกรรมทางกาย ใช้การสื่อสารการตลาดเพื่อรณรงค์ปรับเปลี่ยนค่านิยมวัฒนธรรม ขยายแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพให้เหมาะสมตามกลุ่มวัย ตั้งแต่วัยเด็ก เยาวชน วัยทำงาน ผู้สูงวัย ตลอดจนประชากรกลุ่มเฉพาะ เช่น ผู้พิการ กลุ่มสถานะบุคคล

เพื่อขับเคลื่อนให้ประชาชนเกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสุขภาวะ ขับเคลื่อนงานลงสู่พื้นที่เป้าหมาย อาทิ สถานประกอบการ สถานศึกษา ชุมชน ครอบครัว อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนการทำงานของภาคีภายใต้กลไกที่หลากหลาย เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)