ศรีสุวรรณให้เวลา ผู้ว่ากทม.-ผอ.เขตสวนหลวง 3 วัน! จัดการนายทุนถมลำราง

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศรีสุวรรณเผยได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากชาวบ้านว่า มีนายทุนเอกชนได้นำเศษวัสดุก่อสร้างถมลำรางสร้างทางเข้าอพาร์ทเม้นท์
  • ทำให้ลำรางสาธารณะคับแคบลง เกิดน้ำท่วม น้ำไหลไม่สะดวก หากมีฝนตก
  • จี้รื้อถอนการสร้างถนนถมคลองออกไป

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ซอยพัฒนาการ 20 แยก 11/2 เขตสวนหลวง กทม. ว่า ขณะนี้มีนายทุนเอกชนได้นำเศษวัสดุก่อสร้าง อิฐ หินดินทรายปูนเข้ามาทำการถมลำรางสาธารณะ เพื่อก่อสร้างถนนหรือทางเท้าเข้าไปสู่อพาร์ทเม้นท์ของตนที่กำลังก่อสร้างท้ายซอย เป็นเหตุให้ลำรางสาธารณะคับแคบลง ทำให้เกิดน้ำท่วม น้ำไหลไม่สะดวกยามที่พายุฝนตกมามากๆ

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ลำรางสาธารณะถือว่าเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามป.กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304(2) และเป็นที่ดินของรัฐ จึงต้องห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปยึดถือครอบครอง ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9(1) มีความผิดตาม ม.108 ทวิ วรรคสอง การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายชัดเจน แต่ทว่า ผอ.เขตสวนหลวงกลับนิ่งเฉย ทำทองไม่รู้ร้อน

ก่อนหน้านี้ผู้อำนวยการเขตสวนหลวงเคยเป็น ผช.ผอ.เขตดอนเมืองมาก่อน เคยสนองนโยบายของรัฐบาลและ กทม. โดยใช้มาตรการไล่รื้อบ้านเรือนชาวชุมชนริมคลองเพื่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล. ริมคลองและบังคับให้เป็นหนี้โดยการเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง

หากชาวบ้านรายใดไม่เข้าร่วมโครงการ รัฐก็จะใช้มาตรการบังคับมากมาย เช่น การฟ้องร้องข้อหาบุกรุก การออกคำสั่งตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 44 ไล่รื้อบ้านเรือนชาวบ้านที่อยู่ริมคลอง โดยอ้างว่าบ้านเรือนชาวบ้านขัดขวางทางเดินน้ำ เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ เป็นต้น

แต่กรณีที่นายทุนเอกชนในซอยพัฒนาการ 20 แยก 11/2 ทำการถมลำรางสาธารณะ เพื่อก่อสร้างถนนหรือทางเท้าเข้าไปสู่อพาทเมนต์ของตน กลับไม่มีการใช้มาตรการทางกฎหมายใด ๆ เหมือนกรณีที่เกิดขึ้นในเขตดอนเมืองและอีกหลายๆเขต จึงเป็นข้อสงสัยว่าการปล่อยปละละเลยเพิกเฉยไม่เข้มงวดต่อนายทุน หรือคนร่ำคนรวยเช่นนี้เป็นนโยบายของผู้ว่า กทม. หรือเป็นนโยบายส่วนตัวของ ผอ.เขตกันแน่ หรือเก่งแต่เฉพาะเล่นงานเอากับคนยากคนจนได้เท่านั้น

ทั้งนี้ สมาคมฯจะให้เวลา ผอ.เขตสวนหลวง และหรือผู้ว่า กทม. 3 วัน หากไม่ดำเนินการสั่งให้นายทุนดังกล่าวรื้อถอนการสร้างถนนถมคลองออกไป และเคลียร์พื้นที่คลองให้กลับมามีสภาพดังเดิม สมาคมฯจะนำความไปยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. และฟ้องศาลปกครองต่อไป

ประกาศใช้แล้ว! ลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01%

ประเด็นน่าสนใจ

  • กระทรวงมหาดไทยประกาศราชกิจจานุเบกษา ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง
  • เริ่มวันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ต่อเนื่องถึง 24 ธันวาคม 2563

นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (ปฎิบัติงานกระทรวงการคลัง) เปิดเผยว่า หลังจาก ครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ เพื่อลดภาระให้แก่ประชาชน ด้วยการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนจากเดิมร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0.01 และลดค่าจดทะเบียนจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิมร้อยละ 1 เหลือร้อยละ 0.01

สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย โดยการจดทะเบียนการโอนและการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ ต้องเป็นที่อยู่อาศัยทำนิติกรรมในคราวเดียวกัน

ขณะนี้ ประกาศกระทรวงมหาดไทยในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้แล้ว เริ่มตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2562 ต่อเนื่องถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563

นายชาญกฤช กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ กระทรวงการคลังจะนัดประชุมหารือกับ 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสรุปรายละเอียดการจัดแคมเปญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาฯ พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย “ลด แลก แจก แถม” ให้กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ในสัปดาห์หน้าต่อไป

สิทธิบัตรทอง 24 โรคหายาก เริ่มใช้ 1 ม.ค.63

ประเด็นน่าสนใจ

  • แพทย์เผยผู้ป่วยโรคหายากได้รับวินิจฉัยช้า 40 % ใช้เวลากว่า 1 ปี, 34 % ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคอื่นมาก่อน กระทบการรักษา บางรายป้องกันพิการทางสมองถาวรไม่ทัน
  • คาด 1 ม.ค.63 ผู้ป่วย 24 โรคหายากเริ่มใช้สิทธิบัตรทองรักษาฟรีได้

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล ประธานเครือข่ายเวชพันธุศาสตร์ สมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยพบโรคหายากที่พบบ่อยประมาณ 300 โรค โดยอายุผู้ป่วยจะอยู่ในช่วง 1 เดือนถึง 32 ปี

แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก คือ กลุ่มกล้ามเนื้ออ่อนแรง 15 % / กลุ่มอาการพราเดอร์-วิลลี่ 11% / กลุ่มโรคพันธุกรรมเมแทบอลิก 8 % / โรคเอ็มพีเอส 3 % / กลุ่มอาการวิลเลี่ยม 3 % / โรคโกเชร์ 2 % ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย 10 % โรคอื่น ๆ อีก 32 % และภายใต้กลุ่มโรคเหล่านี้ยังสามารถแบ่งเป็นชื่อโรคหายากที่แตกต่างออกไป

ทั้งนี้ พบว่า 40 % ใช้เวลามากกว่า 1 ปีกว่าจะได้พบผู้เชี่ยวชาญโรคหายากและได้รับการวินิจฉัย / 28 % ใช้เวลามากกว่า 2 ปี / 34 % ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคอื่นมาก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เท่ากับภาครัฐสูญเสียค่าใช้จ่ายในการการตรวจที่ไม่ตรงจุดตรงประเด็นไปโดยไม่รู้ตัว / 40% ต้องมาพบแพทย์อย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน / 32% คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและของครอบครัวแย่ลง

และ 42 % สมาชิกในครอบครัวจำเป็นต้องลาออกหรือยอมสละความก้าวหน้าทางการงานเพื่อดูแลผู้ป่วย

ดังนั้น หากผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับการวินิจฉัยเร็วก็จะสามารถลดหรือป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันเกิดจากการวินิจฉัยล่าช้าได้

งานวิจัยในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ระบุว่า หากปล่อยให้ผู้ป่วยไปโดยที่ไม่รู้ว่าผู้เชี่ยวชาญโรคหายากอยู่ที่ไหน และเข้าไม่ถึงการวินิจฉัย จะต้องมีการตรวจมากกว่า 20 อย่างภายใน 2 ปี จะมีค่าใช้จ่ายในการตรวจประมาณ 3 แสนบาท แต่หากเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้เร็วเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจประมาณ 20,000 บาท

หลังจากที่มีการประกาศให้ 24 โรคหายาก เป็นสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองแล้ว จะทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่เร็วขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยในต่างจังหวัด

จากเดิมที่กว่าผู้ป่วยจะได้รับการส่งตัวมาเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ใน 7 สถาบันหลักส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ตามระบบสิทธิการรักษาจะต้องผ่านโรงพยาบาล 2-4 แห่งก่อน

แต่หลังจากนี้จะมีระบบส่งต่อจากโรงพยาบาลที่ 1 ไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันที โดยแพทย์ที่โรงพยาบาลต้นทาง จะได้รับไกด์ไลน์ในการพิจารณาอาการเบื้องต้นที่อาจเป็นโรคหายาก จากนั้นสามารถประสานรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้สามารถวินิจฉัยผู้ป่วยได้เร็วตั้งแต่โรงพยาบาลในต่างจังหวัด

โดยคาดว่าผู้ป่วย 24 โรคหายาก จะสามารถใช้สิทธิตามระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นในวันที่ 1 ม.ค.2563