กดไลค์แนวคิด สาวมะกันลาออกจากงาน ก่อนตระเวนดูบอลทั่วโลก 6 เดือนเต็ม

ประเด็นน่าสนใจ

  • การเดินทางชมฟุตบอลครั้งนี้รวม 60 นัด ใน 3 ทวีป 13 ประเทศ 44 สนาม
  • ล่าสุดสาวคนดังกล่าวออกหางานอีกรอบแล้ว หลังจากทำความฝันได้สำเร็จ

เจสซิก้า มาโลน ตัดสินใจลาออกจากงานนักสิ่งแวดล้อม เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อบินไปชมศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกที่ฝรั่งเศส เมื่อช่วงกลางปี จากนั้นชีวิตของเธอก็วนเวียนกับการไปดูฟุตบอลที่สนามตามประเทศต่างๆ เป็นเวลา 6 เดือนเต็ม

โดย เจสซิก้า บันทึกเรื่องราวและภาพถ่ายความประทับใจในการไปชมฟุตบอล 60 นัด ใน 3 ทวีป 13 ประเทศ ไปเยี่ยมเยือนมาแล้ว 44 สนาม อาทิเช่น สนามเวมบลีย์, แอนฟิลด์, โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด, ซาน ซิโร่, สตาดิโอ โอลิมปิโก้, โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า, มาราคาน่า และ คัมป์ นู ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว soccersabbatical

ซึ่ง การตระเวนดูบอลแต่ละนัด เจสซิก้า จะหาข้อมูลรายละเอียดในการไปดูฟุตบอลคู่นั้นๆ ด้วยการที่เธอไปคนเดียว ทำให้ต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ไม่แต่งกายล่อตาล่อใจ เลี่ยงที่จะดื่มเครื่องดื่มมึนเมา เพื่อที่จะกลับเข้าพักที่โฮสเทล ได้อย่างปลอดภัย

โดย เจสซิก้า มีความฝันที่จะได้เห็น ลิโอเนล เมสซี่ ตัวเป็นๆ ซึ่งฝันของเธอก็เป็นจริง เมื่อได้ไปดูเกมลา ลีก้า ที่ บาร์เซโลน่า เปิดสนามคัมป์ นู พบกับ เลกาเนส ซึ่งซูเปอร์สตาร์อาร์เจนไตน์ ลงมาเป็นสำรองและยิงประตูชัยให้ทีม

นอกจากฟุตบอลในยุโรป เจสซิก้า ลงทุนเดินทางไกลไปถึงอาร์เจนติน่า เพื่อชมศึกโคปา ลิเบอร์ตาโดเรส รอบรองชนะเลิศ ระหว่าง ริเวอร์เพลท กับ โบคา จูเนียร์ส ทีมคู่ปรับตลอดกาล ซึ่งเธอไม่เคยพบเจอบรรยากาศที่สุดยอดแบบนี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเติมเต็มความฝันตลอดทั้ง 6 เดือน ถึงวันนี้ เจสซิก้า ตั้งใจจะกลับไปทำงาน และเริ่มร่อนใบสมัครไปยังบริษัทต่างๆ อีกครั้ง

นายกฯ เปิดงานประชุม ASEAN Business and Investment Summit 2019

ประเด็นน่าสนใจ

  • การพัฒนาเศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัลแล้ว
  • หวังการประชุมนี้สร้างความพร้อมให้อาเซียนปรับตัวเข้ากับสภาวะเศรษฐกิจของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกรัฐมนตรี เปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ งาน ASEAN Business and Investment Summit 2019 ณ อาคารเอ็กซิบิชั่น ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยระบุว่า

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งและถือเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสมาเป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน ASEAN Business and Investment 2019 ซึ่งสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน หรือ ASEAN-Business Advisory Council (ASEAN-BAC) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ จัดขึ้นในวันนี้

ปี 2562 ไม่เพียงแต่เป็นปีสำคัญที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน และรัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 เท่านั้น แต่ภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะองค์กรชั้นนำ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ยังได้ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ จัดเวทีเสวนาระดับนานาชาติภายใต้หัวข้อหลัก “สร้างพลังอาเซียน 4.0” เพื่อติดอาวุธทางปัญญาและปูแนวทางไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในยุคที่เรียกว่า 4.0

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมเป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับนิยามของคำว่า 4.0 ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลปัจจุบัน ได้ผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 ที่มีเป้าหมายให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้น การค้า การส่งออก การลงทุนแบบ offline เพียงอย่างเดียว

ไปสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ หรือ new business model ที่ผสมผสานระหว่างการค้า การลงทุน แบบ online และ offline ควบคู่กันไป ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลแล้ว

โดยมีนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน เป็นตัวช่วยยกระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคของประเทศ เป้าหมายสำคัญ คือ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรม ที่ใช้นวัตกรรมนำการผลิตเพื่อสร้างห่วงโซ่แห่งคุณค่า และมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในแนวทางการดำเนินการของรัฐบาล ผมขอกล่าวถึงสิ่งที่รัฐบาลไทยและภาคธุรกิจเอกชน ได้ร่วมกันดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ดังนี้

ในมิติด้านความมั่นคง รัฐบาลไทยได้หารือกับภาคเอกชนในหลายเวที โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนให้ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะในมิติด้านความมั่นคง ซึ่งในปัจจุบันครอบคลุมประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง (cross-cutting Issues) อาทิ

  • ความมั่นคงของมนุษย์
  • ความมั่นคงทางพลังงาน
  • ความมั่นคงทางอาหาร

ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ภาครัฐและภาคเอกชน มีพันธกิจที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และทำให้ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่นำปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคม

มาผนวกเข้าไว้ในนโยบายการสร้างความมั่นคงของประเทศ ในมิติด้านเศรษฐกิจ การลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน (Public and Private Partnership – PPP) ถือเป็นสิ่งที่มีความโดดเด่นอย่างยิ่งของความร่วมมือที่มีอยู่ในขณะนี้

การผลักดันโครงการ Eastern Economic Corridor หรือ EECโดยมีโครงการร่วมลงทุนขนาดใหญ่ (Megaprojects) ที่สำคัญ 4โครงการ ได้แก่

  • การพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
  • โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน
  • โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3
  • โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด

เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมและชัดเจนที่สุดของการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน องคาพยพทางเศรษฐกิจของไทย

อุตสาหกรรมเป้าหมายเหล่านี้ รวมถึงอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ รถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง และเศรษฐกิจ BCG ในมิติด้านสังคม

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ ญี่ปุ่น ในด้านหนึ่ง โครงสร้างประชากรของไทย แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในเชิงบวกของคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และการสาธารณสุขของไทยที่มีมาตรฐานสูงในระดับสากล

ในอีกด้านหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างประชากร เป็นปัจจัยเร่งให้ประเทศไทยต้องปรับตัวด้วยการนำนวัตกรรม และองค์ความรู้เข้ามารองรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย

ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธุรกิจเกิดใหม่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการสร้างความสะดวกสบายในการเดินทาง การสร้างที่พักอาศัยเชิงอัจฉริยะ และการผลิตบุคลากรที่มีองค์ความรู้ในด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

สิ่งที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะสำเร็จลงมิได้ หากขาดความร่วมมือจากภาคเอกชน ทั้งในด้านการค้า การลงทุน การเงิน และการธนาคาร โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 21 ที่ความเชื่อมโยงเป็นไปอย่างอย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ

การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลของประเทศสมาชิกอาเซียน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกประเทศจะต้องเตรียมความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล การเชื่อมโยงทางดิจิทัล การพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับสังคมดิจิทัล และการส่งเสริมภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ ในยุคที่การค้าดิจิทัล ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของการผลิต ช่องทางการกระจายสินค้า และการบริหาร การผสมผสานระหว่างการใช้ฐานการติดต่อผ่านดิจิทัลเพื่อกระตุ้นให้ปัจเจกบุคคลหรือผู้บริโภคเกิดความประสงค์ ที่จะเข้ามาในห่วงโซ่อุปทานนั้น

จำเป็นต้องใช้เครือข่ายการประกอบธุรกิจในประเทศและระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง โดยภาครัฐต้องช่วยสนับสนุนและหาวิธีการทำให้ขั้นตอนในด้านการติดต่อ การนำเข้า-ส่งออก และการบริการ มีความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นอกเหนือจากการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางดิจิทัล รัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่สำคัญที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลักดัน คือ ACMECS RCEP และ GMS ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดสำคัญทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ให้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศคู่เจรจา และประเทศหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของอาเซียน ผลลัพธ์ที่เป็นคำตอบของความร่วมมือ คือ การเชื่อมโยงกับประเทศและเขตเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทั้งทางบก ทางทะเล และน่านฟ้า

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

บทบาทและความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียนทวีความสำคัญอย่างต่อเนื่องในการเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายการพบปะหารือ การประชุมเสวนา และการนำเสนอข้อคิดเห็นในเชิงเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ให้กับภาครัฐบาลได้นำมาพิจารณาปรับใช้กับยุทธศาสตร์และแผนงานการดำเนินงาน

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในการประชุมเสวนาที่จะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อคิดเห็นในการประชุมสุดยอดในระหว่างสองวันนี้ อาทิ

  • การหารือเรื่องอาเซียน 4.0 ในห่วงโซ่แห่งคุณค่าของโลก
  • การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย
  • การพัฒนาและเสริมสร้างพลังทางความรู้ให้กับทรัพยากรมนุษย์ของประเทศสมาชิกอาเซียน

จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำเสนอพัฒนาการที่เกิดขึ้นในระบบการค้าและการลงทุนของโลก รวมถึงข้อเสนอแนะในการวางยุทธศาสตร์และแผนการรองรับการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพื่อสร้างความพร้อมให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีพลวัต สามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะเศรษฐกิจของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในโอกาสนี้ ผมขอแสดงความชื่นชมกับผู้จัดงาน โดยเฉพาะสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน และกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้

ผมขออวยพรให้การจัดงาน ASEAN Business and Investment 2019 ประสบความสำเร็จและมีผลเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างประชาคมอาเซียนให้มีความเข้มแข็งและก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนต่อไป ขอขอบคุณครับ

ศาลให้ประกันตัว 2 ผตห. ลากสาววัยรุ่นหมดสติขึ้นห้องพัก

ประเด็นน่าสนใจ

  • ชายวัยรุ่น4ราย พาหญิงสาวหมดสติขึ้นห้องย่านดินแดง
  • เบื้องต้นตำรวจขออำนาจศาลฝากขัง 4 ผู้ต้อง
  • โดยมี 2 คนได้รับการประกันตัว ส่วนอีก 2 คน ไม่มีญาติมายื่นประกันตัว

ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดินแดง คุมตัวผู้ต้องหา 4 คน ที่ก่อเหตุรุมโทรมนักศึกษาสาวไปขออำนาจศาลอาญาฝากขัง ในความผิดร่วมกันกระทำชำเราในลักษณะโทรมหญิงและลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

ล่าสุด ศาลพิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวนายสหชัย กลิ่นรอด หรือโอม และนายชนะศักดิ์ ศรีสุข หรือพีท ตีราคาประกันคนละ 350,000 บาท โดยกำหนดเงื่อนไข หากผู้ต้องหามีพฤติการณ์ไปข่มขู่ผู้เสียหาย ไปข่มขู่พยาน และยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดี ศาลอาจมีคำสั่งเพิกถอนการประกันตัวในภายหลังได้

ส่วนผู้ต้องหาอีก 2คน คือ นายฐิติวุฒ จันทะคุณ หรือเติ้ล และนายพิชัย บุญทอง หรือมิว ไม่มีญาติมายื่นขอประกันตัว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ