คนเจนวายนิยม “ของมันต้องมี” เพิ่มหนี้บัตรเครดิต

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศูนย์วิเคราะห์ “ทีเอ็มบี” สำรวจ พฤติกรรมการจับจ่ายของคนเจนวาย พบจับจ่ายตามความต้องการ “ของมันต้องมี” มากกว่า “เงินเก็บ”
  • มีการเเนะนำให้ลดพฤติกรรมแบบนี้ ควบคู่กับการวางแผนบริหารเงินออม เพื่อความมั่นคงทางการเงิน

ศูนย์วิเคราะห์ทีเอ็มบี รายงานการผลการศึกษาพฤติกรรมการเงินจากข้อมูลโซเชียลมีเดียของคนกลุ่มเจนวาย หรือ ผู้มีอายุระหว่าง 23 – 38 ปี พบว่า คนส่วนใหญ่ ฝันอยากมีบ้านและรถยนต์เป็นของตัวเองก่อนอายุ 40 ปี และเมื่อเริ่มทำงาน ตั้งเป้าหมายมีเงินเก็บ 6 ล้านบาท และจะออมเงินเฉลี่ยเพียงเดือนละ 5,500 บาท

หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์ ทีเอ็มบี กล่าวว่า ในความเป็นจริง คนเจนวายส่วนใหญ่ ใช้จ่ายไปกับทัศนคติว่า ของมันต้องมี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการซื้อโทรศัพท์ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กระเป๋า นาฬิกาหรือเครื่องประดับ ร้อยละ 69 ขณะที่ รายการซื้อบ้านซื้อรถตามความฝัน กลับมีสัดส่วนลดลงรวม ทั้งสัดส่วนเงินออมไม่ถึงร้อยละ 10 คิดเป็นรายจ่ายของมันต้องมี 95,000 บาท เมื่อเทียบกับรายได้ต่อปี 370,000 บาท ต่อปี คิดเป็น 1 ใน 4 ของรายได้ต่อปี

โดยรายจ่าย “ของมันต้องมี” ของเจนวาย ปี 2560 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 112 เมื่อเทียบกับปี 2551 หรือมากกว่า 1.37 ล้านล้านบาท ซึ่งเทียบกับ 8 เท่าตัว ของมูลค่า รถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน หรือ ร้อยละ 91ของมูลค่าการลงทุนในอีอีซี 5 ปี

ผลสำรวจยังพบว่า คนเจนวายส่วนใหญ่ซื้อสินค้าเหล่านั้น เพราะกลัวตกกระแส ร้อยละ 42 มากกว่ามองว่า เป็นของจำเป็น ร้อยละ 37 แถมเงินที่ใช้ซื้อ มาจากการกู้ธนาคาร โดยใช้บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด ซึ่งมากกว่าร้อยละ 70 ของเจนวาย ผ่อนชำระสินค้าและบริการ แบบเสียดอกเบี้ย

ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า คนเจนวายมีการกู้เงิน 7.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 50 ของประชากรเจนวาย มีภาระหนี้เฉลี่ยคนละ 432,000 บาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้เสีย 1ล้าน4เเสนคน เป็นหนี้เสีย ร้อยละ 7.1 ของสินเชื่อทั้งหมดที่มีการผิดนัดชำระ

แม้คนเจนวาย ใช้จ่ายสูง แต่อาจไม่เกิดประโยชน์โดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะ เม็ดเงิน อาจหมุนเวียน หรือ รั่วไหล นอกระบบ ขณะเดียวกัน ธนาคารฯ ยังเตรียมแผนขยายผลศึกษาพฤติกรรมประชากร อายุต่ำกว่า 23 ปี หรือ กลุ่มเจนแซด มีแนวโน้มใช้จ่ายอย่างไร โดยห่วงว่าระดับการออมของคนเจนวายต่ำ แต่ก่อหนี้สูงเช่นนี้ อาจสร้างความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจไทย

ศูนย์วิเคราะห์ ทีเอ็มบี จึงแนะนำให้ คนเจนวาย ลดพฤติกรรมของมันต้องมี ไม่เกินร้อยละ 50 ควบคู่กับการวางแผนบริหารเงินออม คาดว่า จะช่วยให้ มีเงินสะสมเพิ่มขึ้น ปีละ 430,000 บาท และอาจช่วยให้มีความสามารถซื้อทรัพย์สินตามที่ฝันไว้ ในระยะ 10-30 ปี เมื่อเทียบกับพฤติกรรมเดิม อาจใช้เวลามากกว่า 90 ปี

กมธ.ป.ป.ช. มีมติ 7 ต่อ 2 ตีตกกรณี ‘สิระ’ เสนอปลด ‘เสรีพิศุทธ์’ พ้นประธาน

ประเด็นน่าสนใจ

  • วันนี้มีการประชุมกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ
  • โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ให้เริ่มวาระถอดถอน ประธาน กมธ.ป.ป.ช. เป็นวาระแรก
  • ที่ประชุมมีมติ 7 ต่อ 2 เสียง ไม่รับพิจารณาเรื่องปลดประธาน กมธ.ป.ป.ช.

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เผยเดินหน้าพิจารณาวาระถอดถอนประธานคณะกรรมาธิการ ที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐเสนอ เป็นเรื่องแรกของวันนี้ แม้ว่านายสิระ จะขอเลื่อนโดยอ้างว่ารอนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เข้ามาเป็นกรรมาธิการ ย้ำการดำเนินการในลักษณะนี้มีเป้าหมายเล่นเกมการเมืองแน่นอน

“นายสิระ เป็นใคร ใครเป็นประธานกันแน่ การบรรจุว่าเรื่องไหนเข้าสู่วาระ หรือไม่เข้าวาระเป็นหน้าที่ของผม เดี๋ยวผมจะเอาเข้าวันนี้วาระแรกเลย แฟร์ๆ ผมก็แฟร์ๆ” พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ กล่าว

ส่วนกรณีนายไพบูลย์ ที่ระบุว่าจะมีการเสนอชื่อให้เป็น กรรมาธิการ ป.ป.ช. ในวันนี้ และจะเริ่มปฏิบัติงานได้ในสัปดาห์หน้า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า ตามข้อบังคับการประชุมเมื่อกรรมาธิการฯว่างลง เป็นหน้าที่ของประธานคณะกรรมาธิการฯ ในการเสนอชื่อบุคคลมาดำรงตำแหน่งที่ว่าง ส่วนหนังสือลาออกของนายดล เหตระกูล ขณะนี้ได้รับหนังสือลาออกแล้ว แต่ยังไม่พิจารณา เสนอชื่อคนใหม่ให้กับประธานสภาฯ จึงถือว่ายังไม่มีการแต่งตั้ง

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบที่ดิน และการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จของนางสาวปารีณา ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เปิดเผยว่าจะเข้าสู่วาระการประชุมวันนี้ โดยมติวันนี้ อาจออกมาเป็น 2 รูปแบบ แบบแรก อาจรอไว้ก่อน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายให้เรียบร้อยก่อน แต่หากพบว่า เจ้าหน้าที่ให้การช่วยเหลือนางสาวปารีณา ก็ต้องดำเนินการเร่งตรวจสอบทันที พร้อมให้ประสานไปยังเลขาธิการ ป.ป.ช. ขอบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางสาวปารีณา ทั้งหมดมาตรวจสอบ เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหา แม้ว่า น.ส.ปารีณา จะเป็น 1 ใน คณะกรรมาธิการก็ตาม

“ไม่เป็นไร เพราะคุณปารีณาเข้ามาเอง ไม่ได้ขอให้เข้ามา หากไม่พร้อมก็ลาออกไป ลูกแมวไม่กลัวเสือหรอก ลูกแมวเพิ่งเกิดใหม่ ก็เลยไม่กลัวเสือ แต่ผมใหญ่กว่าเสืออีก” พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ กล่าว

ต่อมาพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ขอให้ที่ประชุมลงมติทันทีโดยที่ประชุมมีมติ 7 เสียง ซึ่งรวมเสียงของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ด้วย ที่ไม่เห็นด้วยที่จะพิจารณาดังกล่าว และมีมติเห็นด้วย เพียง 2 เสียง คือนางสาวปารีณา และนายสิระ ส่วนกรรมาธิการคนอื่นๆ งดออกเสียง

ร้องสคบ.ช่วย!! รถหายที่ศูนย์ฯ การชดใช้ค่าเสียหายไม่คืบหน้า

ประเด็นน่าสนใจ

  • จากกรณีรถยนต์ยี่ห้อดัง มาสด้า 2 สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียนป้ายขาว 8กฮ -8759 หรือป้ายแดง ส4851 ของ น.ส.นันทวัน ภูพาดแร่ หายที่ศูนย์มาสด้า
  • วันนี้ผู้เสียหายเผย การชดใช้ค่าเสียหายไม่คืบหน้าจึงเข้าร้อง สคบ.

น.ส.นันทวัน ภูพาดแร่ เล่าเหตุการณ์ว่าตนเอารถเข้าซ่อมระบบไฟฟ้าที่ศูนย์มาสด้าแห้งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม จากนั้นวันที่ 5 พฤศจิกายน ทางศูนย์ฯโทรมาบอกว่า รถเสร็จแล้วให้เข้าไปรับได้เลย แต่วันที่ 5 พฤศจิกายน ตัวเองติดธุระ จึงไม่ได้เข้าไปเอารถที่ศูนย์ จึงบอกว่าจะไปรับรถในวันที่ 6 พฤศจิกายน

แต่พอถึงวันที่ 6 ไปที่ศูนย์กลับพบว่า รถหายไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ของศูนย์บอกว่า มีพนักงานมารับรถไปทำสี จนกระทั่งโทรเช็คศูนย์ฯ ซ่อมสีพนักงานแจ้งว่า ไม่ได้ส่งพนักงานไปรับรถเพื่อมาทำสี

ตนก็สงสัยทำไมศูนย์ปล่อยให้เขารับรถออกไปได้ง่ายๆ ไม่ตรวจเช็คบัตรประชาชนเลยเหรอ พร้อมขอเช็คกล้องวงจรปิด จึงได้ภาพคนร้ายขณะเข้าไปเอารถที่ศูนย์ได้อย่างชัดเจน และตำรวจ สน.หัวหมาก ก็รู้ตัวแล้วว่าคนร้ายเป็นใคร

แต่ตอนนี้มาสด้าฯ ยังไม่สามารถให้คำตอบเรื่องการชดใช้ค่าเสียหาย และบ่ายเบี่ยงมาตลอดว่า ต้องคุยกับทนายก่อนจนระยะเวลานี่ก็เกือบเดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ และทางศูนย์มาสด้าฯ ก็มาขอร้องให้เธออย่าเพิ่งให้ข่าวหรือไปออกสื่อและโพสต์เฟซบุ๊กได้ไหม

ทำให้ตนกังวลว่าจะมีการยื้อเวลาชดเชยออกไปอีก ตนจึงบอกทางศูนย์ว่าจะนำหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งร้องทุกข์ ต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ทางศูนย์ก็บอกว่าแล้วแต่เลยมันเป็นสิทธิ์ของน้อง วันนี้ตนเลยนำเอกสารและหลักฐานทั้งหมดมาแจ้งสคบ.ช่วยเหลือในวันนี้