ปตท. – บางจาก ลดราคาน้ำมันเบนซิน-โซฮอล์ 30 สต.

ประเด็นน่าสนใจ

  • ปตท. และ บางจาก ประกาศปรับลาราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน และโซฮอล์ ลง 30 สตางค์
  • ดีเซล ยังคงราคาเดิม
  • มีผลพรุ่งนี้ (30 พ.ย.62) เวลา 05.00 น.

บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (PTTOR) และบมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดลด 30 สตางค์ ส่วน E85 ลง 15 สตางค์ ส่วนดีเซลคงเดิม มีผลพรุ่งนี้ ( 30 พ.ย.) เวลา 05.00 น.

โดยส่งผลให้ราคาใหม่เป็นดังนี้

E85 อยู่ที่ 19.79 บาทต่อลิตร

E20 อยู่ที่ 23.94 บาทต่อลิตร

แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 26.68 บาทต่อลิตร

แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 26.95 บาทต่อลิตร

และเบนซิน 95 เฉพาะปตท. อยู่ที่ 34.36 บาทต่อลิตร

ดีเซล อยู่ที่ 25.99 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

ธนาธร ประกาศ!! ลาออกทุกตำแหน่งทางการเมือง

ประเด็นน่าสนใจ

  • นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ลาออกจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563
  • ย้ำชัดขออยู่กับประชาชน

เมื่อเวลา 16.00 น. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แถลงประกาศลาออกจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 โดยมีรายละเอียดดังนี้

เรื่อง ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เรียน ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563

ข้าพเจ้าขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการและตำแหน่งอื่นในคณะกรรมาธิการชุดนี้ทุกตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 เป็นต้นไป

ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านประธานและเพื่อนสมาชิกกรรมาธิการทุกท่านที่ให้การสนับสนุนการทำงานของข้าพเจ้าอย่างดีในช่วงเวลาที่ได้ทำงานด้วยกัน ข้าพเจ้าได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์อย่างมากในการทำหน้าที่ในกรรมาธิการชุดนี้

และจะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปรับใช้ประชาชนให้ดีที่สุดต่อไป ข้าพเจ้าหวังว่าความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของข้าพเจ้าจะเป็นประโยชน์กับกรรมาธิการบ้างไม่มากก็น้อย อนึ่ง ข้าพเจ้าขอไม่รับผลตอบแทนใดๆ จากการทำงานในฐานะกรรมาธิการที่ผ่านมา

“เมื่อพวกเขาไม่ต้องการให้ข้าพเจ้าเข้าสภา ข้าพเจ้าขออยู่กับประชาชน”

“ธนาธร” ประกาศลาออกทุกตำแหน่งทางการเมือง

ด่วน !! “ธนาธร” ประกาศลาออกทุกตำแหน่งทางการเมือง ลั่น “เมื่อพวกเขาไม่ต้องการให้เข้าสภา ก็จะขออยู่กับประชาชน”.วันนี้ (29 พ.ย. 62) เมื่อเวลา 16.00 น. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แถลงประกาศลาออกจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 โดยมีรายละเอียดดังนี้เรื่อง ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563เรียน ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563“ข้าพเจ้าขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการและตำแหน่งอื่นในคณะกรรมาธิการชุดนี้ทุกตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 เป็นต้นไป“ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านประธานและเพื่อนสมาชิกกรรมาธิการทุกท่านที่ให้การสนับสนุนการทำงานของข้าพเจ้าอย่างดีในช่วงเวลาที่ได้ทำงานด้วยกัน ข้าพเจ้าได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์อย่างมากในการทำหน้าที่ในกรรมาธิการชุดนี้ และจะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปรับใช้ประชาชนให้ดีที่สุดต่อไป ข้าพเจ้าหวังว่าความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของข้าพเจ้าจะเป็นประโยชน์กับกรรมาธิการบ้างไม่มากก็น้อยอนึ่ง ข้าพเจ้าขอไม่รับผลตอบแทนใดๆ จากการทำงานในฐานะกรรมาธิการที่ผ่านมา“เมื่อพวกเขาไม่ต้องการให้ข้าพเจ้าเข้าสภา ข้าพเจ้าขออยู่กับประชาชน”#ข่าวโมโน29 #MONO29NEWS #MONO29

โพสต์โดย Mono29 News – ข่าวโมโน29 เมื่อ วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2019

ธนาธรเสนอลดงบซื้ออาวุธ 40% ยืนยันไม่กระทบความมั่นคง

ประเด็นน่าสนใจ

  • ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ตั้งคำถามต่อ กอ.รมน. แนวทางแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
  • ธนาธรเสนอลดงบซื้ออาวุธ 40% ยืนยันไม่กระทบความมั่นคง เพราะที่ผ่านมาเบิกจ่ายได้ไม่ถึงครึ่ง

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณปี 2563 ตั้งคำถามถึงการของบประมาณของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. ว่าตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะมีการคืนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้บริหารโดยหน่วยงานราชการปกติภายในปี 2565 ได้มีการเตรียมความพร้อมถ่ายโอนภารกิจไปยังหน่วยงานราชการเหล่านี้หรือไม่ เนื่องจากหากมีการเตรียมพร้อม จะต้องสะท้อนออกมาในงบประมาณ ที่ต้องมีการใช้งบในหน่วยงานทหาร โดยเฉพาะกอ.รมน.น้อยลง

นายธนาธรยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า แนวทางแก้ปัญหาชายแดนใต้ที่ใช้ความมั่นคงเป็นหลัก ได้สะท้อนแล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้งบประมาณแก้ปัญหาชายแดนใต้ถึงวันละ 56 ล้านบาท ก็ยังไม่สามารถยุติความขัดแย้งในพื้นที่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้แนวทางสันติภาพ ยึดประชาชนเป็นหลัก จึงจะนำไปสันติภาพอย่างแท้จริง

จากนั้นนายธนาธรได้พูดถึงรายละเอียดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยเน้นที่งบผูกพันข้ามปี ซึ่งกระทรวงกลาโหมมีงบประมาณผูกพันข้ามปีกว่า 69,000 ล้านบาท มากเป็นอันดับที่ 2 ของทุกกระทรวง คิดเป็น 27% ของงบประมาณทั้งหมดของกระทรวงกลาโหม และคิดเป็น 22% ของงบผูกพันทุกกระทรวง ซึ่งทำให้กระทรวงอื่นเสียโอกาสในการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ

โดยหลังรัฐประหาร 2557 จะเห็นการเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญของงบส่วนนี้ โดยเกือบ 100% ของงบผูกพันดังกล่าว เป็นงบพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์

นายธนาธรยังตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยและหอประชุม ซึ่งมีจำนวนมาก และถูกใช้เพื่อสร้างความโอ่อ่าหรูหราให้บุคคลระดับสูงในกองทัพมากกว่าเป็นสวัสดิการของทหารจริง ๆ

นายธนาธรยังชี้ให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายของกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะกองทัพบก ในขณะที่รายจ่ายลงทุนในแต่ละปีเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังรัฐประหาร จาก 3,780 ล้านบาทในปี 2558 เป็น 59,000 ล้านบาทในปี 2562 แต่การเบิกจ่ายกลับไม่มีประสิทธิภาพ เบิกได้เพียง 42% ต่ำกว่ามาตรฐานของหน่วยงานราชการอื่น ๆ อย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ นายธนาธรจึงเสนอตัดงบประมาณในการจัดหายุทโธปกรณ์ 22,441 ล้านบาท และงบลงทุน 15,434 ล้านบาท ลง 40% เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่ดีนัก ไม่อยู่ในสภาพที่ควรเพิ่มหนี้สินให้ประเทศ นอกจากนี้ไทยยังไม่มีภัยสงครามที่คาดว่าจะเกิดในอนาคตอันใกล้ และที่สำคัญที่สุด เมื่อมองย้อนหลังไป การใช้งบประมาณรายจ่ายลงทุนของกองทัพก็ไม่ถึง 60% อยู่แล้ว การตัดงบ 40% จึงไม่กระเทือนต่อความมั่นคง และยังลดภาระหนี้สินของประเทศอีกด้วย

ตัวแทนกองทัพบกได้ตอบข้อซักถามของนายธนาธร โดยยืนยันว่า อาจจะเป็นจริงที่ใน 20 ปีข้างหน้า ไม่มีโอกาสเกิดสงครามขนาดใหญ่ แต่อาจเกิดความขัดแย้งเป็นจุด ๆ ซึ่งกองทัพจำเป็นต้องจัดเตรียมกำลังให้พร้อมอยู่เสมอ

นอกจากนี้ อาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ของกองทัพก็อยู่ในสภาพเก่า จำเป็นต้องมีการปรับปรุงซื้อใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ส่วนกรณีการเบิกจ่ายได้ต่ำ เป็นเพราะการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ต้องจัดทำอย่างรอบคอบ และมีการเจรจายาวนาน กว่าจะเสร็จสิ้นจึงกินเวลาหลายปี การเบิกจ่ายจึงมีสัดส่วนต่ำ และมีงบผูกพันข้ามปีจำนวนมาก

ส่วนการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ผู้รับผิดชอบการบูรณาการหลักคือสภาความมั่นคงแห่งชาติ ส่วนผู้ปฏิบัติคือกอ.รมน. ในส่วนการคืนพื้นที่ชายแดนใต้ให้หน่วยงานปกติบริหารภายในปี 2565 ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป้าหมายคือการลดงบประมาณลงให้ได้ร้อยละ 10 ต่อปี และความรุนแรงต้องลดลงร้อยละ 50 ในปี 2565 แต่เมื่อมีเหตุความรุนแรง ก็ยังจำเป็นต้องคงกองกำลังไว้ และปรับการใช้กฎหมายพิเศษในแต่ละพื้นที่ตามสถานการณ์