มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุฯ ยื่นหลักฐานให้กองปราบเพิ่ม คดีมรดกที่ดินเลือด

ประเด็นน่าสนใจ

  • ผู้จัดการมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย มอบหลักฐานเพิ่มเติมให้กับทางกองปราบ คดีมรดกที่ดิน 3,800 ไร่ ที่จ.จันทบุรี
  • ทางมูลนิธิฯ ยืนยันไม่ทราบเรื่องที่ ‘พระกิตติวุฒโฑ’ ได้ซื้อที่ไว้ถึง 3,800 ไร่
  • ด้านอดีตภรรยา จเรตำรวจเข้ามอบเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเช่นกัน

นายมนัส พวงลำเจียก ผู้จัดการมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย พร้อมด้วย นายชวาลิน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษากฎหมายของมูลนิธิฯ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป.เพื่อมอบหลักฐานเพิ่มเติมในคดีพิพาทที่ดิน 3,800 ไร่ ใน จ.จันทบุรี

โดย นายมนัส กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังเข้าพบ พ.ต.อ.เอนก ว่า ทางมูลนิธิฯ เพิ่งทราบเรื่องที่ดินดังกล่าวจาก น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท อดีตภรรยา พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ อดีตรองจเรตำรวจแห่งชาติ และทางมูลนิธิฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจอย่างที่เป็นข่าว ก็ทำการตรวจสอบอย่างทันทีกับสำนักงานที่ดินจังหวัดจันทบุรี แต่ไม่พบสัญญาซื้อขายที่มีชื่อของมูลนิธิ และชื่อของพระกิตติวุฒโฑ เราพบเพียงเอกสารหนังสือรับรองการซื้อ ขายของปี 2513 และส่งมอบที่ดินให้กับนายบุญช่วย เจริญสถาพร น้องชายพระกิตติวุฒโฑ

โดยมี นายเรวัติ โกศลานันท์ ทายาท นายสมพล โกศลานันท์ เจ้าของที่ดินลงชื่อเพียงคนเดียวเท่านั้น และต่อมาเมื่อทางมูลนิธฯได้หลักฐานจาก พล.ต.ต.ธารินทร์ แล้วทางมูลนิธิฯก็ได้ยื่นคำร้องให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ทำการตรวจสอบหลักฐาน ในวันที่ 29 ม.ค.2561 ก่อนเข้าแจ้งความร้องทุกข์พนักงานสอบสวน และได้มีการตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมาตรวจสอบกรณีนี้

“ขอยืนยันว่าทางมูลนิธิฯและตัวผมไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนเลยว่าทางพระกิตติวุฒโฑ ได้ซื้อที่ไว้ถึง 3,800 ไร่ ทั้งๆ ที่อยู่กับมูลนิธิฯมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม มาทราบเอาเมื่อปี 2560 จากทางฝ่าย น.ส.เขมจิรา และ พล.ต.ต.ธารินทร์ ทางเราจึงประชุมกันและเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ยักยอกที่ดินของมูลนิธิมาเป็นของตัวเอง และขอยืนยันว่าจะต้องติดตามทรัพย์ที่ประชาชนบริจาคด้วยใจบริสุทธิ์ คืนกลับมาแน่นอน” นายมนัส กล่าว

ขณะเดียวกัน น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท อดีตภรรยา พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ อดีตรองจเรตำรวจแห่งชาติ ก็เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามในเวลาเดียวกันขณะที่ทางมูลนิธิกำลังแถลงข่าวจึงมีการสอบถามข้อเท็จจริง กลางการแถลงข่าวมีการโต้เถียงกันไปมาเป็นเวลานาน

โดย น.ส.เขมจิรา กล่าวว่า ไม่ทราบว่าตัวเเทนมูลนิธิฯจะเข้ามาให้ข้อมูลกับตำรวจวันนี้ แต่ยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจที่มูลนิธิฯ ซึ่งเป็นคู่สัญญาซื้อขายที่ดินกับนายสมพล โกศลานนท์ บรรพบุรุษของตนเอง ไม่เคยเร่งเดินหน้าทวงคืนที่ดิน ทั้งที่พล.ต.ต.ธารินทร์ เคยนำหลักฐานมากกว่า 100 หน้า ส่งมอบให้ไปนานแล้ว

รวมถึงยังมีหลายอย่างที่ผิดปกติ เช่น มูลนิธิเคยแจ้งความดำเนินคดีกับนายบุญช่วย คู่กรณี แต่ในคดีที่ น.ส.เขมจิรา กับ นายบุญช่วย ฟ้องร้องกัน คนของมูลนิธิฯกับไปเป็นพยานให้นายบุญช่วย แทนที่จะมาเป็นพยานให้ตนเอง วันนี้ตนมาก็เพื่อนำหลักฐานในคดีมามอบให้เพิ่มเติม โดยเป็น ข้อมูลที่ พล.ต.ต.ธารินทร์ ค้นหามาตลอด 8 ปี โดยเฉพาะ คำเบิกความในคดีต่างๆ ทั้ง เอกสารของกรมธนารักษ์ หลักฐานการเสียภาษีที่ดิน คำเบิกความของพระที่เคยอยู่ในพื้นที่พิพาทในสมัยที่พระกิตติพุทโธยังมีชีวิตอยู่

ส่องเส้นทางการเมือง ‘ธนาธร’ ก่อนถูกศาลรธน. มีมติให้สิ้นสภาพ ส.ส.

ประเด็นน่าสนใจ

  • วันที่ 20 พ.ย. 62 ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย พร้อมมีมติให้ ‘ธนาธร’ สิ้นสภาพ ส.ส.
  • จากอดีตนักธุรกิจหมื่นล้าน สู่ เส้นทางการเมือง
  • อดีต กกต. เผยศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตัดสิทธิทางการเมือง

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ชื่อเล่นว่า ‘เอก’ เกิดเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2521 อายุ 40 ปี เป็นบุตรคนที่ 2 ของนายพัฒนา และ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริหารและกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท จบการศึกษาระดับประถมจากโรงเรียนเซนต์ดอมินิก ระดับชั้นมัธยมจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และศึกษาต่อในภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิตสองสถานบัน (หลักสูตรนานาชาติ) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม ประเทศอังกฤษ

โดยในช่วงศึกษาระดับปริญญาตรี นายธนาธร เริ่มสนใจในการทำกิจกรรมของนักศึกษา ทั้งในสถาบันเดียวกันและต่างสถาบัน กระทั่งปี 2542 ได้รับเลือกเป็นอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในปี 2543 ได้รับเลือกเป็นรองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

จากนั้นได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทใบที่ 2 สาขาการเงินโลกที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง และมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และปริญญาโทใบที่ 3 สาขากฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยแซงต์ กาลเลิน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อสำเร็จการศึกษาได้เข้าทำงานในองค์การนอกภาครัฐกลุ่มเพื่อประชาชน กระทั่งนายพัฒนา บิดาของนายธนาธร เสียชีวิต จึงเข้ามาบริหารธุรกิจของครอบครัว ด้วยวัยเพียง 23 ปี

เคยร่วมเรียกร้องสิทธิเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน

เมื่อครั้งสมัยศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายธนาธร ได้เข้าร่วมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมร่วมกับผู้คนหลากหลายกลุ่ม และในปี 2543 ขณะร่วมเรียกร้องสิทธิกับกลุ่มสมัชชาคนจน ได้มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ครั้งที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

เป็นที่ทราบกันดีว่านายธนาธร นั้น เป็นหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ อดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในสมัยรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร

โดยทั้ง 2 คน มีความเห็นต่างทางการเมือง อาทิกรณีที่นายธนาธร ไม่เห็นด้วยกับโครงการท่อส่งก๊าซไทย-มาเลย์ เพราะมองว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาล นำไปสู่ความขัดแย้งกับนายสุริยะ เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร

เส้นทางธุรกิจของ ‘ธนาธร’

ภายหลังนายพัฒนา เสียชีวิต นายธนาธรต้องเข้ารับตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท โดยหลังจากที่เข้ามาบริหารธุรกิจของครอบครัวกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทได้เติมโตอย่างรวดเร็ว จากรายได้ 1.6 หมื่นล้านบาท เพื่อขึ้นเป็น 8 หมื่นล้านบาท โดยมีโรงงานผลิตใน 7 ประเทศใหญ่ๆทั่วโลก และมีจำนวนพนักงานกว่า 1.6 หมื่นคน

นายธนาธร ตัดสินใจยุติบทบาท และลาออกจากตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ในช่วงเดือน พ.ค. 61 ซึ่งในช่วงระยะเวลา 16 ปี กลุ่มบริษัทไทยซัมมิทเติบโตและมีการตัวทางภาคธุรกิจอย่างมาก ซึ่งนายธนาธร ให้เหตุผลที่ลาออกจากตำแหน่งว่า สนใจและต้องการทำงานในด้านการเมือง

จุดเริ่มต้นของ ‘พรรคอนาคตใหม่’

วันที่ 15 มี.ค.61 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ รศ. ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้สนับสนุนจำนวน 24 คน ได้ยื่นขอจดทะเบียนพรรคการเมืองภายใต้ชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. และได้รับมติเห็นชอบ 473 เสียงจากที่ประชุมใหญ่ผู้จดจัดตั้งพรรค เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนแรก

โดยนายธนาธร และทางพรรคอนาคตใหม่ ได้ประกาศเจตนารมณ์มาโดยตลอดว่า ไม่เอารัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร พร้อมเรียกร้องอำนาจคืนสู่ประชาชน และกับสู่ระบอบรัฐสภา รวมทั้งผลักดันในมีการร่างรัฐธรรนูญขึ้นมาใหม่ โดยมีภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมกัน

ในช่วงการ ‘เลือกตั้ง 26’ พรรคอนาคตใหม่ชนะการเลือกตั้งใน 30 เขต ซึ่งรับคะแนนเป็นอันดับ 3 รองจากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย และเป็นพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงในพื้นที่กรุงเทพฯมากที่สุด

คดีถือหุ้นสื่อ บริษัทวี ลัด มีเดีย จำกัด

สำนักข่าวอิศรา ได้เปิดประเด็นดังกล่าว ซึ่งบริษัทวี ลัคฯ มีการยื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นก่อนการเลือกตั้งเพียง 3 วัน ต่อมาทางนายธนาธร ได้ชี้แจงว่าได้โอนหุ้นให้กับมารดา ไปตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.62 หรือ 1 เดือนก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แล้ว

ต่อมานายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นให้ กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติ ส.ส.ของ นายธนาธร จากกรณีถือหุ้นวี ลัคฯ กระทั่งวันที่ 16 พ.ค.62 กกต. มีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสมาชิกภาพของนายธนาธร กรณีถือครองหุ้นสื่อ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6 )ประกอบมาตรา 98 (3)

และล่าสุดวันที่ 20 พ.ย. 62 ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย สถานภาพ ส.ส. ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ศาลวินิจฉัยว่านายธนาธร กลับจากบุรีรัมย์มากรุงเทพในวันที่ 8 มกราคมจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีการโอนหุ้นกันจริง จึงต้องดูหลักฐานอื่นๆ ประกอบด้วย แต่เมื่อดูแล้วพบว่านายธนาธร ยังเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในวันที่ลงสมัครเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ เป็นลักษณะต้องห้าม ทำให้สมาชิกภาพ ส.ส. ต้องสิ้นสุดลง ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.2562

อย่างไรก็ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง ได้ระบุว่า ตามศาลรัฐธรรมนูญ มิได้ตัดสิทธิทางการเมือง นายธนาธร จึงสามารถทำหน้าที่หัวหน้าพรรค และ กรรมาธิการวิสามัญ ได้ ซึ่งคุณสมบัติที่ขัดต่อการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เป็นผลต่อการสมัครครั้งที่ผ่านมา หากมีการแก้ไขคุณสมบัติแล้ว ก็สามารถกลับมาสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ได้

อดีต กกต. แนะจับตา “60 ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน” คดีหุ้นสื่อ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ ธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่พ้น ส.ส. จากปมถือหุ้นสื่อ
  • นายสมชัย อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ออกมาแสดงความเห็นหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย
  • โดยระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมิได้ตัดสิทธิการเมืองใด ธนาธรยัง การทำหน้าที่หัวหน้าพรรค และกรรมาธิการวิสามัญได้

จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัยคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้พิจารณาว่าสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจากถือหุ้นสื่อ บริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. หรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้มีมติรับคำร้องเมื่อวันที่ 23 พ.ค. และสั่งนายธนาธร หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

โดยในวันนี้ ทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. 2562 จากกรณีถือครองหุ้นในบริษัท วีลัค-มีเดีย จำกัด

ทางด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง ได้ออกมาแสดงความเห็น หลังจากนายธนาธร สิ้นสุดความเป็น ส.ส. ว่า

1.การพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.2562 หมายความว่า ธนาธร มีสถานะเป็น ส.ส. เป็นเวลา 2 เดือน นับแต่วันเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ดังนั้น เงินเดือนและสิทธิประโยชน์ในช่วง 2 เดือนนั้น ยังคงเป็นไปตามสิทธิ

2.หลัง 23 พ.ค. 2562 หากได้รับสิทธิประโยชน์ใด ต้องคืนให้แก่ราชการ

3.ศาลรัฐธรรมนูญ มิได้ตัดสิทธิการเมืองใด ดังนั้น การทำหน้าที่หัวหน้าพรรค และ กรรมาธิการวิสามัญ จึงยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

4.คุณสมบัติที่ขัดต่อการสมัคร เป็นผลต่อการสมัครครั้งที่ผ่านมา หากมีการสมัครครั้งใหม่ และได้แก้ไขเรื่องคุณสมบัติแล้ว ก็สามารถกลับมาสมัครได้

5.ความต่อเนื่องในเรื่องนี้ คือ คดีอาญาที่ กกต. ต้องดำเนินการต่อ ตามมาตรา 151 ของ พรป.ส.ส. สำหรับผู้ที่รู้ตัวว่า ขาดคุณสมบัติแต่ยังสมัคร ซึ่งโทษอาญา มีทั้งจำคุก และตัดสิทธิในการเลือกตั้งถึง 20 ปี

6.ท่อนคำวินิจฉัยที่น่ากลัวที่สุด คือ ” หากยังมีสถานะเป็นบริษัทที่จดแจ้งว่าทำสื่อ แม้ปัจจุบันไม่ทำสื่อ ก็มีโอกาสทำได้ ก็ถือเป็นสื่อ”

ดังนั้น อีกกว่า 60 ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ที่มีบริษัทที่แม้ไม่ได้ทำสื่อ แต่ในหนังสือจดบริคณห์สนธิระบุว่า สามารถทำสื่อได้ จะถูกบรรทัดฐานนี้ในการวินิจฉัยแบบเดียวกันหรือไม่

ฤดูหนาวกำลังมาเยือน Winter is coming …