สายการบินได้อะไร เมื่อออกโปรฯตั๋ว 0 บาท

ประเด็นน่าสนใจ

  • เจาะกลยุทธ์โปรฯตั๋วเครื่องบิน 0 บาท
  • แม้จะเป็นโปรฯ 0 บาท แต่ผู้โดยสารต้องจ่ายบริการเสริมอื่นๆอีก
  • เพิ่มปริมาณผู้โดยสารในเที่ยวบินนั้นๆ ให้มากขึ้น ดีกว่าปล่อยที่นั่งให้เสียเปล่า

โดยปกตินั้นสายการบินจะมีการกำหนดราคาไม่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นจุดหมายเดียวกัน เดินทางเวลาเดียวกัน โดยตั๋วเครื่องบิน 0 บาท จะมีเฉพาะบางเที่ยวบิน และมีปริมาณที่จำกัดตามที่นั่งทั้งหมดบนเครื่อง ตั๋วลักษณะนี้มักถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์การตลาด

สำหรับเส้นทางการบินที่ได้รับความนิยมน้อย เพื่อเพิ่มปริมาณผู้โดยสารในเที่ยวบินนั้นๆ ให้มากขึ้น ดีกว่าปล่อยที่นั่งให้เสียไปเปล่าๆ เพราะต้นทุนหลักของสายการบินคือ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และ ค่าพนักงาน ไม่ว่าจะที่นั่งเต็ม หรือไม่เต็ม ก็มีค่าใช้จ่ายไม่ต่างกันมากนัก

ดังนั้น การทำโปรโมชันมาเติมที่นั่งให้เต็ม ไม่ได้ทำให้สายการบินต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม และในความเป็นจริง ถึงแม้ว่าเราสามารถจองตั๋วเครื่องบิน 0 บาทได้ แต่จะมีค่าบริการเสริมและค่าธรรมเนียมต่างๆ อีก เช่น ภาษีสนามบิน ค่าประกันเดินทาง ค่าเพิ่มน้ำหนักกระเป๋า หรือแม้แต่ค่าอาหารว่างบนเครื่องบิน

อีกสิ่งหนึ่งที่สายการบินจะได้นั่นคือ “การรับเงินค่าโดยสารล่วงหน้า” ก่อนที่ลูกค้าจะมาใช้บริการ เพราะปกตินั้น ตั๋วลักษณะดังกล่าวลูกค้ามักต้องจองล่วงหน้าเป็นช่วงเวลานานพอสมควร หมายความว่า สายการบินจะมีเงินทุนมาใช้หมุนเวียนก่อน

โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปหาแหล่งเงินทุนที่เสียดอกเบี้ย เรื่องนี้ก็จะทำให้สายการบินประหยัดต้นทุนทางการเงินได้อีกด้วย เรื่องนี้ยังไม่รวม การประชาสัมพันธ์สายการบินไปในตัว เพราะกลยุทธ์ดังกล่าวเปรียบเสมือนเป็นการโฆษณา ที่ใช้ผู้โดยสารหลายคนช่วยทำหน้าที่แทน เพราะตั๋วที่ราคาถูก ทำให้คนส่วนใหญ่มักบอกกันปากต่อปาก เป็นการสร้าง Brand awareness โดยที่สายการบินแทบไม่ต้องไปจ่ายค่าโฆษณาให้เปลืองงบประมาณ

ประท้วงอิรักนองเลือด ทหารใช้กระสุนจริงยิงผู้ชุมนุม 25 ศพ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ความคืบหน้าล่าสุด จากเหตุการณ์ประท้วงในอิรักที่ล่าสุด เหตุการณ์ยังคงรุนแรง
  • ก่อนหน้านี้ ผู้ชุมนุมก่อเหตุเผาสถานกงสุลอิหร่าน
  • นอกจากนี้ทหารใช้กระสุนจริงในการสลายการชุมนุมมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้า สถานการณ์การประท้วงในประเทศอิรักที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อช่วงเดือนก่อน ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้เกิดเหตุผู้ชุมนุมบุกเผาสถานกงสุลอิหร่านเมื่อคืนวันพุธที่ 27 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ความมั่นคงก็พยายามปราบปรามผู้ชุมนุมจนเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงในวันพฤหัสบดี จนผู้ชุมนุมเสียชีวิต 3 รายและบาดเจ็บอีก 18 คน ขณะที่มีผู้ประท้วงอีก 4 รายเสียชีวิตในเหตุความรุนแรงในกรุงแบกแดดด้วย

จากนั้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 กองทัพอิหร่านได้ส่งกำลังเสริมไปรับมือความไม่สงบที่เมืองนาซิริยา ทางใต้ของปรเทศ ที่ผู้ชุมนุมนั่งปักหลักชุมนุมบนสะพาน 2 แห่ง โดยเจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงและแก๊สน้ำตายิงใส่ผู้ประท้วงเพื่อสลายการชุมนุม จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 ราย ขณะที่ผู้ชุมนุมตอบโต้ด้วยการจุดไฟเผาสถานีตำรวจ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประท้วงในอิรักออกมาเดินขบวนตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างงาน, ยุติการคอร์รัปชัน และพัฒนาบริการสาธารณะให้ดีขึ้นจำนวนมาก แต่เหตุการณ์กลับบานปลายจนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่หลายครั้ง กระทั่งตอนนี้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การประท้วงกว่า 350 ราย และมีผู้บาดเจ็บกว่าหลายพันคน

ศาลชั้นต้นตัดสินแล้ว​ สั่งปรับ “บริษัท​ ฟิลลิป มอร์ริสฯ” 1,225 ล้านบาท

ประเด็นน่าสนใจ

  • วันนี้ศาลได้นัดฟังคำพิพากษา​ บริษัทฟิลลิป มอร์ริสฯ​ คดีเลี่ยงภาษีบุหรี่นอกนำเข้า
  • ศาลชั้นต้นตัดสินแล้ว​ สั่งปรับ “บริษัท​ ฟิลลิป มอร์ริสฯ” 1,225 ล้านบาท หลังพิเคราะห์​พยานหลักฐาน​ พบมีการสำแดงราคาชำระภาษีอากรต่ำกว่าความเป็นจริง
  • ส่วนจำเลยคนไทย​ 7​ คน​ ศาลยกฟ้องทั้งหมด

ที่ศาลอาญารัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด จำกัด ผู้นำเข้าบุหรี่นอกยี่ห้อมาโบโร่และแอลเอ็ม และจำเลยที่เป็นพนักงานบริษัท เป็นจำเลยที่ 1 ถึง 8 ร่วมกันกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ภาษีศุลกากร พ.ศ.2469

จากกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2549 พบว่าจำเลยทั้ง 8 คน ยื่นใบขนส่งสินค้าขาเข้า 272 ใบ ต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร  เพื่อผ่านพิธีการศุลกากรโดยสำแดงราคาบุหรี่ ต่ำกว่าราคาที่แท้จริง

ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ลงพื้นที่สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ประเมินราคาบุหรี่และค่าอากรแสตมป์ ทั้งสิ้นเป็นเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท​ และศาลชั้นต้นได้ตัดสินปรับตามกฎหมาย พ.ร.บ.ศุลกากรฉบับใหม่ จึงต้องชำระค่าปรับเป็นเงิน 1,225.9 ล้านบาท

คดีนี้ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ได้ความว่า ในช่วงที่เกิดเหตุจำเลยมีการสำแดงต้นทุนราคาบุหรี่นอกยี่ห้อมาร์ลโบโร จากซองละ 9.5 บาท

และสุดท้ายอยู่ที่ซองละ 7.76 บาท ส่วนบุหรี่ยี่ห้อแอลเอ็ม จากซองละ 7 บาท สุดท้ายอยู่ที่ซองละ 5.88 บาท

แต่เมื่อดีเอสไอลงพื้นที่ไปตรวจเปรียบเทียบราคาต้นทุนที่ผลิตในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นทั้งต้นทางผลิตส่งนำเข้ามาในไทยและส่งขายไปยังประเทศใกล้เคียง กลับพบว่ามีราคาต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ซองละ 13-19 บาท และเขตปลอดภาษีในไทยก็ตั้งราคาขายอยู่ที่ซองละกว่า 20 บาท

และแม้ว่าข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า มีการนำเข้าในใบขนบางส่วนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็เป็นเพียงความเห็นในทางคดี ไม่สามารถนำมาใช้รับฟังได้ เมื่อนำพยานหลักฐานมาวิเคราะห์แล้ว

จึงพบว่า ราคาต้นทุนของบุหรี่ที่โจทก์นำฟ้องในใบขน 272 ใบ รวมเป็นเงินกว่า 12,270 ล้านบาท ซึ่งพิเคราะห์ว่าตัวเลขดังกล่าวมีการนำราคาสินค้าในเขตปลอดชำระภาษี หรือ ดิวตีฟรี มาคำนวน

ซึ่งมองว่าไม่เป็นธรรม จึงกำหนดราคาต้นทุนที่ต้องนำไปคำนวนภาษีเงินขาดเหลือเพียง 6,135 ล้านบาท และคำนวนภาษีเงินขาดได้ 306.4 ล้านบาท

เมื่อนำไปเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย พ.ร.บ.ศุลกากรฉบับใหม่ จึงต้องชำระค่าปรับเป็นเงิน 1,225.9 ล้านบาท

ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทที่ลงลายมือชื่อในใบขนทั้ง 272 ใบ ศาลสั่งยกฟ้อง เพราะเห็นว่าทำไปตามหน้าที่ และไม่รู้เห็นกับการจัดทำใบขน ที่ทำขึ้นในสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตามหลังมีคำพิพากษา นายเจอรัลด์ มาโกลีส ชาวอเมริกัน ผู้จัดการสาขาบริษัทฟิลลิป มอร์ริส ที่มาร่วมรับฟังคำพิพากษาในคดีนี้ด้วย บอกว่า ส่วนตัวรู้สึกยินดีกับพนักงานทั้ง 7 คน ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง

ส่วนคำตัดสินในส่วนของบริษัทฯ จะยื่นอุทธรณ์ต่อไป เพราะมองว่าเรื่องข้อกฎหมายยังมีความขัดแย้งกันอยู่ โดยเฉพาะกับคำตัดสินที่องค์การการค้าโลก

หรือ WTO เคยมีคำตัดสินไปก่อนหน้านี้ อีกทั้งยืนยันว่าบริษัทฯได้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายของไทยในเรื่องของการแสดงราคาสินค้าและการยื่นสำแดงนำเข้ามาโดยตลอด