ตรวจคัดกรองโรคหายากในทารกแรกเกิด 30,000 รายฟรี

ประเด็นน่าสนใจ

  • กระทรวงสาธารณสุข ตรวจคัดกรองโรคหายากในทารกแรกเกิด 30,000 รายฟรี
  • นำร่อง 6 โรงพยาบาล เริ่มกุมภาพันธ์นี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข ตรวจคัดกรองโรคหายากในทารกแรกเกิด 30,000 รายฟรี นำร่อง 6 โรงพยาบาล เริ่มกุมภาพันธ์นี้

ซึ่งทางด้าน ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ครอบคลุมโรคต่างๆ อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก ที่จะต้องจัดระบบการดูแลการตรวจคัดกรองเพื่อการวินิจฉัยและการเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง กระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรงบประมาณให้เฉพาะเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคหายาก

โดยมีสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เป็นสถาบันหลักในการดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กโรคหายาก ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเด็กเข้าถึงการรักษา เป็นหลักการสำคัญของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ ก.พ.นี้ ระยะแรกเริ่มดำเนินการใน 6 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี กรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ และโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์  จังหวัดอุบลราชธานี 

การกลับมาและก้าวที่แข็งแรงของคิมแตฮี ในบทบาทคุณแม่ทั้งชีวิตจริงและในซีรีส์เรื่องใหม่

ประเด็นน่าสนใจ

  • หลังจากห่างหายจากวงการบันเทิงเพื่อไปทำหน้าที่คุณแม่ นางฟ้าเกาหลีอย่างคิมแตฮี ก็กลับมามีผลงานซีรีส์อีกครั้ง ในเรื่อง “Hi Bye, Mama!” ที่เธอจะแสดงนำคู่กับลีคยูฮยอง ซึ่งจะออนแอร์กันให้ได้ชมในเร็ววันนี้

เป็นนางเอกเจ้าของฉายานางฟ้าเกาหลีที่หลายคนรอคอยผลงานมาอย่างยาวนาน หลังจากแต่งงานกับซุปเปอร์สตาร์ Rain ไปเมื่อปี 2017 และมีลูกด้วยกัน 2 คน โดยที่ก่อนหน้านี้ผลงานในวงการบันเทิงของเธอ คือ Yong-pal แสดงคู่กับจูวอน เมื่อปี 2015 ที่กวาดเรตติ้งและคำชมไปอย่างมากมาย

และในเร็ววันนี้ คิมแตฮี จะกลับมามีผลงานซีรีส์ให้แฟนๆที่คิดถึงฝีมือทางการแสดงของเธออีกครั้งในซีรีส์เรื่อง “Hi Bye, Mama!”

แม่ในชีวิตจริงและในซีรีส์

นอกจากจะเป็นคุณแม่ลูกสองในชีวิตจริงแล้ว ในซีรีส์เรื่องนี้ คิมแตฮีจะสวมบทบาทเป็นตัวละครที่ชื่อ ชายูริ ซึ่งหลังจากเสียชีวิตจากอุบัติเหตุอันน่าเศร้า วิญญาณของเธอได้กลับมาหาสามีและลูกสาว ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องราวที่สร้างความสนใจให้แก่สื่อมวลชนและแฟนซีรีส์ ที่ต้องการจะเห็นการสวมบทบาทที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของคิมแตฮี เพราะการเป็นแม่ในชีวิตจริงน่าจะส่งผลต่อการเล่นเป็นตัวละครตัวนี้เป็นอย่างมาก

จากบทสมทบสู่บทพระเอกเต็มตัว

สำหรับนักแสดงที่จะมารับบทสามีของคิมแตฮีในเรื่อง งานนี้ได้ ลีคยูฮยอง มาสวมบทเป็น โจกวางฮา ซึ่งเป็นครั้งแรกของเขาในวงการบันเทิงที่ได้รับบทนำ และเป็นบทนำที่คู่กับนางฟ้าเกาหลีอย่างคิมแตฮี โดยผลงานที่ผ่านมาของลีคยูฮยอง จะเป็นบทพระรองหรือบทสมทบในหนังหรือซีรีส์เรื่องดัง เช่น Hwarang (KBS2 / 2016-2017) , Stranger (tvN / 2017) , Prison Playbook (tvN / 2017-2018) เป็นต้น

สำหรับผู้กำกับและคนเขียนบทซีรีส์เรื่องนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งที่น่าสนใจ ในส่วนของผู้กำกับ คือ ยูเจวอน ที่มีเครดิตเป็นผู้กำกับซีรีส์เรื่อง Oh My Ghost (tvN / 2015) , Tomorrow With You (tvN / 2017) , Abyss (tvN / 2019) และคนเขียนบท คือ ควอนฮเยจู ที่มีผลงานในอดีตอย่าง Go Back Couple (KBS2 / 2017)

โดย “Hi Bye, Mama!” จะออนแอร์ต่อจากซีรีส์เรื่องดังอย่าง “Crash Landing on You”

ทรัมป์ทวีต “อิหร่านไม่เคยมีอาวุธนิวเคลียร์”

ประเด็นน่าสนใจ

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตในทวิตเตอร์ส่วนตัว ว่า อิหร่านไม่เคยมีนิวเคลียร์แม้แต่ลูกเดียว
  • อิหร่านเคยเข้าใกล้การมีอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดคือ การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้ในระดับการทำอาวุธเท่านั้น

ท่ามกลางความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่าง สหรัฐฯ และอิหร่าน ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลต่อสถานการณ์การใช้กำลังทหาร รวมถึงอาวุธที่มีการทำลายล้างสูง เช่นอาวุธนิวเคลียร์

ทำให้เมื่อกลางดีกที่ผ่านมา ประธานาธิปดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทวีตข้อความระบุว่า

อิหร่านไม่เคยมีอาวุธนิวเคลียร์แม้แต่ลูกเดียว

TW / Donald J. Trump

โดยข้อมูลดังกล่าว สอดคล้องกับข้อมูลรายงานของหลาย ๆ หน่วยงานว่า อิหร่านเองไม่มีอาวุธที่มีความสามารถในการทำลายล้างสูง เช่น อาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองเลย

ตามรายงานที่มีในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา อิหร่าน มีความเข้าใกล้ในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดคือ การปั่นยูเรเนียมได้คุณภาพสูงในระดับที่สามารถทำอาวุธได้ ( weapons-grade )

ในช่วงราวปี 2003-2005 มีรายงานว่า อิหร่านได้พัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจังมากขึ้น ก่อนจะประสบความสำเร็จในการปั่น-พัฒนายูเรเนียม ให้อยู่ในระดับที่สามารถทำอาวุธได้ในช่วงราวปี 2012-2013 ก่อนที่จะมีการระงับ โดยการลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์ในช่วงปี 2013 โดยการนำของบารัก โอบามา

ซึ่งเรียกได้ว่า ในช่วงปี 2012-2013 นั้น อิหร่านเข้าใกล้ที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดก็ว่าได้ โดยสามารถพัฒนายูเรเนี่ยมในระดับทำอาวุธได้ในเวลาไม่กี่เดือน (ในรายงานระบุว่า เร็วสุดราว 1.7 เดือน)

และหากพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ได้สำเร็จ อิหร่านก็จะสามารถขึ้นมาต่อรองสหรัฐฯ ได้มากขึ้น เนื่องจากอิหร่านเอง สามารถพัฒนาขีปนาวุธในระยะ 1-2 พันกิโลเมตรได้เรียบร้อย และมีครอบครองอยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งหากติดหัวรบนิวเคลียร์ ก็จะทำให้มีความอันตรายมากยิ่งขึ้น

ขีปนาวุธพิสัยกลางที่อิหร่านมีในครอบครองได้แก่

  • Fajr-3 ระยะ 2,000 km น้ำหนักบรรทุก (Payload) 800 kg
  • Shahab-3//Emad/Ghadr-110 ระยะ 2,100 km น้ำหนักบรรทุก 990 kg
  • Shahab-4 ระยะ 2,000 km น้ำหนักบรรทุก 2,000 kg
  • Sejil-1 ระยะ 1,930 km
  • Sejil-2 ระยะ 2,000 km
  • Khorramshahr MRBM 2,000 km 1800 kg (อยู่ในขั้นทดลอง)

ส่วน Shahab-5 ซึ่งเป็นขีปนาวุธพิสัยไกล ระยะ 4,000 ถึง 4,300 km น้ำหนักบรรทุก 700 – 1,000 kg ก็ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ก่อนที่จะมีรายงานว่า พับโครงการไปตั้งแต่เมื่อปี 2010

ประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุด

สำหรับประเทศที่มีรายงานล่าสุดของการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์-หัวรบนิวเคลียร์ไว้ดังนี้

  1. รัสเซีย ประมาณ 6800 ลูก
  2. สหรัฐฯ ประมาณ 6100 ลูก
  3. ฝรั่งเศส ประมาณ 280-300 ลูก
  4. จีน ประมาณ 270 ลูก
  5. อังกฤษ ประมาณ 215 ลูก
  6. ปากีสถาน ประมาณ 130-140 ลูก
  7. อินเดีย ประมาณ 120-130 ลูก
  8. อิสราเอล ราว 80 ลูก
  9. เกาหลีเหนือ ราว 10-20 ลูก