ภัยแล้งทุกภูมิภาคเข้าขั้นวิกฤติ เขื่อนใหญ่ 14 แห่ง มีน้ำน้อยกว่าครึ่ง

ประเด็นน่าสนใจ

  • สถานการณ์น้ำทั่วประเทศขณะนี้มีปริมาณน้ำ คิดเป็น 61%
  • สทนช. ยังมั่นใจมีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภค
  • แต่ต้องคุมเข้มจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำ

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศขณะนี้ว่า ปัจจุบันแหล่งน้ำต่าง ๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 49,789 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 61%

เป็นปริมาณน้ำใช้การ 25,714 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 44% แบ่งเป็น แหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ปริมาณน้ำใช้การ 20,738 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44

โดยล่าสุดมีเขื่อนขนาดใหญ่ 14 แห่งที่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% ได้แก่

  • เขื่อนแม่กวง
  • เขื่อนภูมิพล
  • เขื่อนสิริกิติ์
  • เขื่อนแม่มอก
  • เขื่อนทับเสลา
  • เขื่อนกระเสียว
  • เขื่อนจุฬาภรณ์
  • เขื่อนอุบลรัตน์
  • เขื่อนลำพระเพลิง
  • เขื่อนลำแซะ
  • เขื่อนลำนางรอง
  • เขื่อนป่าสักฯ
  • เขื่อนคลองสียัด
  • และเขื่อนหนองปลาไหล

ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลาง 354 แห่ง จากทั้งหมด 660 แห่งที่มีระบบติดตามได้ พบว่า อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังน้ำน้อยจำนวน 91 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 29 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 46 แห่ง ภาคกลาง 2 แห่ง ภาคตะวันออก 10 แห่ง ภาคตะวันตก 2 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง

ซึ่งขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการปรับแผนการดำเนินงาน โดยใช้งบประมาณปกติของหน่วยงานในการจัดหาแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบขาดแคลนน้ำ ทั้งในเขตและนอกเขตชลประทานที่สามารถเร่งรัดดำเนินการได้ทันทีภายในระยะ 1 – 2 เดือนนี้

เล็งปรับแผนการจัดสรรน้ำให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

ขณะเดียวกัน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ เป็นไปตามแผน และไม่ส่งผล กระทบกับแผนการจัดสรรน้ำตลอดฤดูแล้ง สทนช.ได้มีการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบแผนและผลการจัดสรรน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ ในพื้นที่เขตชลประทาน

มีมาตรการในการควบคุมจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำและสอดคล้องต่อปริมาณน้ำต้นทุน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

มีการปรับแผนจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่-กลางแล้ว 25 แห่ง แบ่งเป็น อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 14 แห่ง แบ่งเป็นภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 แห่ง ภาคตะวันออก 5 แห่ง ภาคกลาง 1 แห่ง และภาคตะวันตก 2 แห่ง

อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 11 แห่ง แบ่งเป็นภาคเหนือ 3 แห่ง และภาคตะวันออก 8 แห่ง พร้อมประชาสัมพันธ์รณรงค์ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องประหยัดน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

อย่างไรก็ตาม สทนช.จะบูรณาการการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาแล้งของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ โดยมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บัญชาการ เพื่อติดตามผลการแก้ไขปัญหาภัยแล้งของทุกหน่วยงานแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์ ผลกระทบรายพื้นที่ รวมถึงมาตรการให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด

ข้อมูลข่าวจาก : สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

อิรัก สั่งทหารสหรัฐฯ ออกจากประเทศ ด้านอิหร่าน เดินหน้านิวเคลียร์เต็มรูปแบบ

ประเด็นน่าสนใจ

  • สภาอิรักลงมติให้ทหารอเมริกันถอนกำลังจากประเทศ หลังเกิดความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน
  • ทหารสหรัฐฯ ที่อยู่ในอิรัก มีราว 5,000 นาย
  • สาเหตุที่ให้ถอนกำลังเพราะไม่จำเป็นต้องอยู่แล้ว
  • อิหร่าน ประกาศพัฒนานิวเคลียร์เต็มรูปแบบ เพื่อเตรียมตัวปกป้องตนเองจากสหรัฐ

ความคืบหน้าจากเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน หลังจากที่สหรัฐฯ ได้สั่งโจมตีสังหารนายพลระดับสูงของอิหร่าน และทางอิหร่าน ได้ประกาศเอาคืนสหรัฐอเมริกาเพื่อเป็นการล้างแค้นนั้น

ล่าสุดทางสภาของอิรัก ได้มีมติไม่ให้สหรัฐอเมริกาใช้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของประเทศเป็นฐานบัญชาการในการโจมตีอิหร่าน ทั้งบนบก ทางน้ำ และทางอากาศ

และเรียกร้องให้ทหารสหรัฐฯ ออกจากประเทศทั้งหมด  เพราะไม่มีความจำเป็นต้องอยู่อีกแล้ว เนื่องจากกลุ่มไอเอสได้สลายไปหมดแล้ว สำหรับการประชุมสภาเพื่อหาข้อสรุปครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุม 180 คน จากสมาชิก 329 คน 

ทั้งนี้นอกจากทางอิรักจะมีมติดังกล่าวแล้ว อิหร่าน ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ได้มีการออกมาประกาศว่า ได้ยุติการปฏิบัติตามข้อจำกัดในข้อตกลงนิวเคลียร์ทั้งหมดที่มีไว้กับชาติตะวันตก และพร้อมเดินหน้าเสริมสมรรถนะ และเดินหน้าวิจัย พัฒนาด้านนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ

เพื่อเป็นการป้องกันตนเอง หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐ ทวีตข้อความข่มขู่พร้อมจะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก ตามเป้าหมาย 52 จุด หากอิหร่านทำอันตรายต่อสหรัฐและชาวอเมริกันเพื่อล้างแค้น

แต่กระนั้น จากข้อความประกาศนี้พวกเขาไม่ได้ปิดช่องทางเจรจากับประเทศในยุโรป และทบวงพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ หรือ ไอเออีเอ หน่วยงานของสหประชาชาติ ตามที่เคยเป็นมา

ผบ.ตร. สั่งตำรวจทุกหน่วย จับตาใกล้ชิดเหตุขัดแย้ง อิหร่าน – สหรัฐ

ประเด็นน่าสนใจ

  • เผยแม้ไทยไม่ใช่ประเทศคู่ขัดแย้งแต่ไม่ประมาท
  • สั่งเข้มโบสถ์ มัสยิด และจุดล่อแหลมต่าง ๆ
  • ย้ำพร้อมส่งกำลังสนับสนุนสถานที่สำคัญของทั้งสองประเทศหากมีการร้องขอ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงจากกรณีสื่อให้ความสนใจความขัดแย้งที่เกิดระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน โดยได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการลอบสังหารนายพลระดับสูงของอิหร่าน

และการตอบโต้รอเวลาเอาคืนสหรัฐอเมริกาของอิหร่าน ตลอดจนกระแสข่าวต่าง ๆ ซึ่งมีประชาชนต่างให้ความสนใจในเรื่องที่เกิดขึ้น ประกอบกับสื่อมวลชนได้ตั้งประเด็นคำถามเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. รับทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีข้อสั่งการให้ตำรวจทุกหน่วย อาทิ ตำรวจสันติบาล ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบังคับกองการต่างประเทศ เฝ้าติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

ในการเฝ้าระวังและสืบสวนหาข่าว ในพื้นที่สำคัญ เช่น สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล ประจำประเทศไทย โบสถ์ มัสยิด และจุดล่อแหลมต่าง ๆ ประกอบกับทำการบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการข่าวและป้องกันเหตุแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมให้การสนับสนุน หากได้รับการร้องขอกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม พร้อมทั้งในช่วงนี้ก็ได้ประสานงานกับประเทศคู่ขัดแย้งอย่างใกล้ชิด หากมีการร้องขอใด ๆ ก็ยินดี ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่

ยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศคู่ขัดแย้ง ประกอบกับการข่าวในขณะนี้ยังไม่พบความเคลื่อนไหวและยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่เราก็ไม่ประมาท