เตือนระวัง อาการวูบเฉียบพลัน เสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันปอด

ประเด็นน่าสนใจ

  • อาการเหนื่อยหอบเฉียบพลัน ส่งผลทำให้เกิดโรคนี้ได้
  • ลิ่มเลือดอุดตันในปอดเสียชีวิตเพราะไปรักษาไม่ทัน
  • หากมีอาการดังกล่าวควรพบแพทย์ทันที

นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2562 ที่ผ่านมา ผ่านเฟซบุ๊ก “Arak Wongworachat” เตือนภัยให้ระวัง หลังเกิดกรณีพบผู้ป่วยโรคลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดแดงที่ปอด ซึ่งอายุน้อยสุดเท่าที่เคยพบในโรงพยาบาลสิชล และหากวินิจฉัยผิดพลาดหรือรักษาไม่ทันเวลา เสี่ยงเสียชีวิตได้

ซึ่งโพสต์ดังกล่าวระบุข้อความว่า ผู้ป่วยหญิงอายุเพียง 24 ปี ไม่มีโรคประจำตัว สุขภาพแข็งแรงดี มาโรงพยาบาลสิชล เมื่อ 2 วันก่อน รู้สึกวูบไปเฉย ๆ ขณะทำงานบ้านปกติ ไม่คิดว่าจะเป็นอะไรมาก

วันต่อมาเหมือนจะมีอาการอีก จึงเข้าโรงพยาบาล ได้ตรวจสัญญานชีพ วัดออกซิเจนในเลือด ตรวจร่างกายทั่วไป ทุกอย่างปกติ แต่ค่อนข้างอ้วน จึงตัดสินใจรับไว้ในโรงพยาบาล เพื่อตรวจเพิ่มเติม พร้อมกับสั่งให้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองทันทีขอผลด่วน ผลออกมาปกติ

แต่พอกลับถึงหอผู้ป่วย ผู้ป่วยบอกว่าเริ่มรู้สึกเหนื่อย หายใจอึดอัด ต้องลุกนั่ง นอนราบไม่ได้ ไม่เจ็บหน้าอก ไม่บวม จึงสั่งให้วัดสัญญานชีพอีกครั้ง ความดัน130/90 mmhg ชีพจร 90/min หายใจ 32/min ออกซิเจนในเลือด 91% จึงสงสัยว่าจะมีลิ่มเลือดอุดตันในปอดหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีประวัติปัจจัยเสี่ยงอื่นเว้นแต่น้ำหนักตัวมากกับกินยาคุมกำเนิด

จึงส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดในปอดเป็นการด่วน (cta chest) ผลออกมาน่าประหลาดใจ พบลิ่มเลือดขนาดใหญ่อุดตันอยู่ที่หลอดเลือดแดงเข้าปอดด้านซ้าย และมีกระจายอยู่ด้านขวาด้วย จึงรีบให้การรักษาตามแนวทางที่ถูกต้อง ให้ยาละลายลิ่มเลือดชนิดฉีด ตรวจเลือดระบบต่าง ๆ เพิ่มเติมรวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ

ข้อคิดผู้ป่วยรายนี้

1.อาการเหนื่อยหอบแบบเฉียบพลันต้องนึกถึงโรคนี้ไว้บ้าง โดยเฉพาะรายที่มีปัจจัยเสี่ยง ประวัติลิ่มเลือดอุดตันในครอบครัว

2.มีอาการแบบนี้ควรเข้าโรงพยาบาลทันทีไม่ควรรีรอ

3.หากวินิจฉัยผิดพลาด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รักษาผิดวิธี มีโอกาสเสียชีวิตได้

4.ผู้ป่วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด บางรายเสียชีวิตเพราะได้รับการรักษาไม่ทันเวลา เนื่องจากผู้ป่วยบางรายมีอาการ แต่ไม่ได้พบแพทย์ทันที เช่น บางรายคิดว่าเป็นอาการเหนื่อยตามวัย จึงละเลยที่จะไปพบแพทย์ ทำให้การรักษาล่าช้าออกไป ดังนั้นควรรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น

5.อายุน้อย ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคร้ายแรงไม่ได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ขออย่าประมาท

ที่มา : FB / Arak Wongworachat

บขส. คาด!! วันนี้ประชาชนทยอยเข้ากรุง กว่า 1.3 แสนคน

ประเด็นน่าสนใจ

  • บขส. พร้อมอำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563
  • คาดการณ์ว่าประชาชนจะทยอยเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1- 3 มกราคม 2563
  • คาดการณ์ว่า จะมีประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ กว่า 130,000 คน

นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า บขส. พร้อมอำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 โดยคาดการณ์ว่าประชาชนจะทยอยเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1- 3 มกราคม 2563 จึงได้จัดเที่ยววิ่งรถโดยสารจากปกติ วันละ 5,486 เที่ยว เพิ่มเที่ยวเสริมวันละประมาณ 2,118 เที่ยว รวม 7,604 เที่ยว รองรับผู้โดยสารได้ถึงวันละประมาณ 141,788 คน

ส่วนในวันนี้ (1 ม.ค. 2563) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. คาดการณ์ว่า จะมีประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ กว่า 130,000 คน บขส. ได้เตรียมรถโดยสารรองรับ กว่า 7,300 เที่ยว ซึ่งในการเดินทาง ในเที่ยวขากลับ คาดว่าผู้โดยสารจะทยอยเดินทางด้วยรถตู้โดยสารเป็นจำนวนมาก ทำให้จำนวนเที่ยววิ่งของรถตู้โดยสารเพิ่มสูงขึ้นแต่จำนวนผู้โดยสารลดลง เนื่องจากรถตู้โดยสารมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารได้ไม่เกิน 14 ที่นั่ง/เที่ยววิ่ง ขณะเดียวกันคาดว่าผู้โดยสารในเส้นทางสายสั้นจะเริ่มเดินทางกลับจากต่างหวัดมาถึงกรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายวันนี้บางส่วน และจะเดินทางถึงในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้จำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม บขส.ได้ประสานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก) จัดรถโดยสารให้บริการประชาชน อาทิ เส้นทางสถานีขนส่งหมอชิต 2 -บีทีเอส , สถานีขนส่งหมอชิต2-พระราม 2 เป็นต้น และได้ประสานงานไปยังศูนย์วิทยุแท็กซี่ จส. 100 สวพ.91 ช่วยประชาสัมพันธ์ให้รถแท็กซี่เข้ามารับ-ส่ง ผู้โดยสาร เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยระบายผู้โดยสารออกจากสถานีขนส่งผู้โดยสารในบริเวณขาเข้าด้วย

นัดประชุมสภาฯ 8-9 ม.ค.นี้ ถกงบปี 63 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท

ประเด็นน่าสนใจ

  • ชวน หลีกภัย เผย ได้นัดประชุมสภาฯ ในวันที่ 8-9 ม.ค.63
  • เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมสภาฯ ในวันที่ 8-9 ม.ค. ตั้งแต่เวลา 09.30 น. เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท

แฟ้มภาพ

โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่มีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้พิจารณาพร้อมจัดทำรายงานเสนอข้อสังเกตต่อการจัดสรรงบประมาณในภาพรวมและรายกระทรวง หนึ่งในนั้นคือกระทรวงกลาโหม โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีความคิดเห็นต่อการจัดทำงบประมาณของกระทรวงกลาโหมไว้ 9 ประการ ดังนี้

  1. กระทรวงกลาโหม ควรให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการของทหารผ่านศึกและครอบครัวและทหารนอกประจำการที่รับการสงเคราะห์ทุกประเภท ตามสิทธิ์ที่ได้รับตามกฎหมาย
  2. กระทรวงกลาโหม ควรให้ความสำคัญกับกำลังพลในเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยควรใช้วิธีการรับสมัครแทนการเกณฑ์ทหาร ทำให้สามารถคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถและมีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการกำลังพล เพื่อรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น ภัยคุกคามทางด้านเทคโนโลยี เป็นต้น เพื่อยกระดับกองทัพให้มีสมรรถนะสูง (Smart Troops)
  3. กระทรวงกลาโหม ควรกำหนดภารกิจด้านการปกป้องสถาบันหลักของชาติและเสริมสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เป็นภารกิจประจำของกระทรวงกลาโหม
  4. ที่ผ่านมากองบัญชาการกองทัพไทยให้ความช่วยเหลือในการบรรเทาสาธารณภัยมาโดยตลอด ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยควรสนับสนุนภารกิจด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในเชิงบูรณาการร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานหลัก
  5. กองบัญชาการกองทัพไทย ควรปรับปรุงหลักสูตรของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนเป็นสงครามด้านเศรษฐกิจที่เน้นความอยู่ดีกินดีของประชาชนเป็นหลัก
  6. กองทัพอากาศ ควรทำหน้าที่ในการกำกับและกำหนดมาตรการควบคุมการใช้อากาศยานไร้คนขับให้ครอบคลุม โดยคำนึงถึงทั้งทางด้านความมั่นคงและสิทธิของประชาชน
  7. การตั้งงบประมาณของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โดยเฉพาะด้านการวิจัยควรสอดคล้องกับความต้องการของกองทัพว่าต้องการให้สถาบันฯ วิจัยเรื่องใด เพื่อจะได้นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ให้เกิดความคุ้มค่ากับงบประมาณและมีการนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงตรงกับความต้องการของทุกเหล่าทัพ
  8. ในคำขอรับงบประมาณเพื่อดำเนินภารกิจในโครงการที่เป็นประเด็นความอ่อนไหวทางสังคม ควรเป็นชื่อโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดความเห็นต่างและความขัดแย้งภายในสังคม
  9. กรณีการตั้งของบประมาณเพื่อจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นการใช้จ่ายงบประมาณค่อนข้างสูง ควรจัดซื้อเพื่อความจำเป็นต่อภารกิจอย่างแท้จริง โดยต้องสามารถชี้แจงแสดงเหตุผลทำความเข้าใจต่อประชาชนได้