กทม. สั่งเปิดเรียนพรุ่งนี้ 437 แห่ง

วันที่ 22 ม.ค.2563 ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษก กทม. แถลงว่า ในวันนี้ สถานการณ์ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ในอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครดีขึ้นกว่าเมื่อวานนี้ ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร

จากเมื่อวานที่กล้วยพื้นที่อยู่ในระดับสีส้ม-เหลือง วันนี้สภาพอากาศกลับมาอยู่ในระดับสีเขียว จำนวน 12 จุดด้วยกัน และยังคงมีสีเหลืองและส้มอีก 25 จุดด้วยกัน

ซึ่งจากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ในช่วง 1-2 วันนี้ กระแสลมจะแรงขึ้นกว่าวันนี้ ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองในอากาศสะสมได้น้อยลง และส่งผลให้สภาพอากาศดีขึ้นว่าเดิม

แม้ว่า จะยังคงมีปริมาณฝุ่นละอองอยู่บ้างก็ตาม ในวันพรุ่งนี้น่าจะดีขึ้น ทางกรุงเทพฯ จึงให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครเปิดทำการเรียนการสอนในวันพรุ่งนี้ จำนวน 437 แห่ง เปิดทำการเรียนการสอนตามปรกติ

เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่ใกล้สอบ O-NET หากหยุดเรียนเป็นเวลานาน อาจกระทบต่อเด็กนักเรียนจำนวนกว่า 280,000 คน

นอกจากนี้ โฆษกกรุงเทพฯ ยังได้กล่าวว่า ทางกรุงเทพมหานคร ยังได้จัดมาตรการให้ข้าราชการ พนักงานของกรุงเทพมหานคร ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชน ให้สามารถเปลี่ยนเวลาทำงาน จาก 08.00-16.00 น. เป็น 10.00-18.00 น. ได้ เพื่อเก็บการลดปริมาณการจราจรในช่วงชั่วโมงเร็วด่วน เพื่อลดการปล่อยมลพิษในอากาศอีกด้วย

ส่วนการดำเนินการกวดขันจับกุมรถที่ปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐาน หรือปล่อยควันดำ ตั้งแต่วันที่ 3-21 ม.ค. สามารถจับกุมรถได้ 7,400 กว่าคัน เฉพาะเมื่อวาน (21ม.ค.63) สามารถจับได้ถึง 605 คัน

นายกฯ หวั่น ใช้ยาแรงแก้ปัญหาPM 2.5 กระทบประชาชน

ในที่ประชุมฯ วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังและหาแนวทางรับมือ ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เฉพาะหน้า โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเคร่งครัด

โดยนายกฯ ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หากรัฐบาลเลือกใช้ยาแรงในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ได้ระบุว่า หากมีการใช้มาตรการยาแรงบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น เช่น การสั่งปิดโรงเรียน ห้ามรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซลวิ่ง, ห้ามงดวิ่งวันคู่-วันคี่ หรือ สั่งหยุดราชการ หรือ ปิดศูนย์การค้า และการเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะ ทั้ง ขสมก.หรือแท็กซี่เป็นรถไฟฟ้า อาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ รวมถึงจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ นายกฯ ระบุว่า เข้าใจเหตุผลความจำเป็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องวางมาตรการการแก้ไขอย่างเบาไปหาหนัก เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนมากเกินไป

ส่วนที่พรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ต้องการให้รัฐบาลใช้ยาแรงในการแก้ไขปัญหานั้น หากว่า พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจใช้ยาแรงจริง ก็จะส่งผลกระทบต่อภาคส่วนอื่น โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ ก็คงถูกหยิบเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลอย่างแน่นอน

ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ได้ถามกลับว่า พรรคเพื่อไทย หรือ พรรคอนาคตใหม่ จะร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่ หากเกิดผลกระทบกับประชาชนนั่นเอง ซึ่งในฐานะของรัฐบาล ก็ต้องแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เป็นการแก้ไขปัญหาหนึ่งแล้วไปสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมา

รวบ ผู้ต้องหา ขนยานรกรวม 1.4 ล้านเม็ด และไอซ์ อีก 6 กิโลกรัม

กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โชว์ผลงานต้นปี รวบผู้ต้องหา 3 คดีลักลอบขนยาเสพติดทั้งยาบ้า และไอซ์ รวมกันทั้ง 3 คดี ของกลางเป็นยาบ้ารวม 1,400,000 เม็ด และไอซ์อีก 6 กิโลกรัม

โดยในคดีแรก เจ้าหน้าที่ บช.ปส.ได้จับกุม นายตาแกะ วิบูลย์พันธ์ กับพวกรวม 2 คน พร้อมของกลางยาบ้า 1 แสนเม็ด จึงได้สืบสวนขยายผล กระทั่งทราบว่ากุล่มผู้ค้ายาเสพติดทางภาคใต้ มีนายสุทิน หมัดเลียด ซึ่งดูแลเกี่ยวกับยาเสพติด ได้เดินทางไปติดต่อกับกลุ่มนักค้าในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อนำยาเสพติดไปจำหน่ายยังพื้นที่จังหวัดสงขลา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เฝ้าสืบสวนติดตาม จนกระทั่งในวันที่ 15 มกราคม 2563 ทราบว่านายสุทิน กำลังรอรับยาบ้าในพื้นที่ อ.สะเดา จังหวัดสงขลา พบนายสุทินใช้รถจักรยานยนต์ ขับนำรถยนต์ต้องสงสัย เข้าไปในสวนยาง จ.สงขลา จึงได้แสดงตัวเข้าทำการตรวจค้น สอบถามนายสุทิน ได้ให้การว่า ได้นำยาบ้าจำนวน 6 แสนเม็ดไปซุกซ่อนไว้ในสวนยาง จึงทำการจับกุมผู้ต้องหา จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.4 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนในคดีที่สอง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่าจะมีกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ตามแนวชายแดนผ่านบริเวณบ้านปางควาย หมู้ 5 ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เข้าพื้นที่ตอนในของประเทศซี่งเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดที่เฝ้าระวัง เจ้าหน้าที่ชุดตรวจยึดจึงได้ร่วมกันตรวจสอบ และสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดดังกล่าว จนกระทั่งในวันที่ 19 มกราคม 2563 ขณะที่ชุดตรวจยึดได้ร่วมกันวางแผนปฏิบัติการก็ได้พบกลุ่มผู้ต้องสงสัยประมาณ 20 คน ไม่ทราบสัญชาติเดินเท้าผ่านเส้นทางสำนักสงฆ์ หมู่ ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ จึงได้แสดงตัวเข้าขอตรวจค้น แต่กลุ่มผู้ต้องสงสัยอาศัยความชำนาญเส้นทางเดินป่าวิ่งหลบหนีการจับกุมไปได้
จากนั้นชุดตรวจยึดจึงได้ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว พบยาบ้าจำนวน 8 แสนเม็ด บรรจุในกระเป๋าเป้สะพายหลังสีเขียวขี้ม้าจำนวน 8 ใบ ถูกโยนทิ้งกระจัดกระจาย จึงทำการตรวจยึดและนำของกลางส่งพนักงานสอบสวนต่อไป

และในคดีสุดท้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปส.1 ได้ทำการสืบสวนกลุ่มเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดชาวบังคลาเทศ และชาวเมียนมาร์ มีพฤติกรรมจำหน่ายยาเสพติดผ่านแอพพลิเคชั่น วอทแอพ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการสืบสวนกลุ่มคนดังกล่าว พบว่ามีผู้ต้องหาที่ 1-5 เป็นเครื่อข่าวเดียวกัน และมีหน้าที่ส่งมอบยาเสพติด จึงได้สืบสวนติดตามสะกดรอยเรื่อยมา จนกระทั่งถึงวันที่เกิดเหตุ ทราบว่ากลุ่มของผู้ต้องหา จะทำการส่งมอบยาเสพติด (ไอซ์) ให้กับลูกค้าที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านถนนแจ้งวัฒนะ จึงวางแผนจับกุมได้ผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย พร้อมกับของกลางดังกล่าว