ผบ.ตร.สั่งห้าม!! ตำรวจรับ “แต๊ะเอีย” ช่วงตรุษจีน

ประเด็นน่าสนใจ

  • ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งห้ามตำรวจเรียกรับแต๊ะเอีย
  • พร้อมกำชับให้เฝ้าระวังอาชญากรรมช่วงตรุษจีน

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ได้กำชับให้ตำรวจทุกนาย ไม่ให้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในวันตรุษจีนอย่างเด็ดขาด โดยให้ผู้บังคับบัญชาระดับหัวหน้าสถานีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ภายในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบ เพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด

พร้อมคอยเฝ้าระวังกลุ่มบุคคล หรือกลุ่มต่างชาติที่ต้องสงสัย และมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมตามกฎหมายเกี่ยวข้องกับคนเข้าเมือง รวมไปถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการกวาดล้างจับกุมกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด และขบวนการลำเลียงยาเสพติดที่มักจะฉวยโอกาสในห้วงเวลาดังกล่าว ลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนใน ซึ่งเป็นแหล่งพักยาเสพติด เพื่อส่งต่อไปยังลูกค้ารายย่อยทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ เฝ้าระวังการป้องกันเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์ ทั้งภายใน ธนาคาร ร้านทอง ร้านอัญมณี ร้านสะดวกซื้อ โรงทาน และบริเวณที่ประชาชนเดินทางไปจับจ่ายใช้สอยในช่วงวันไหว้ หรือในวันที่ 24 มกราคม โดยเฉพาะบริเวณสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ

โดยให้มีการจัดสายตรวจดูแลความปลอดภัยบ้าน และที่อยู่อาศัย รวมทั้งสถานประกอบการต่างๆ ที่ปิดทำการ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว และพักผ่อนในช่วงเทศกาลวันตรุษจีน พร้อมทั้งขอประชาสัมพันธ์เรื่องป้องกันอัคคีภัย เนื่องจากในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะมีการจุดธูปจุดเทียน และเผากระดาษเงินกระดาษทอง ตามความเชื่อ ซึ่งอาจจะมีการหลงลืม หรือแรงลมพัด จนอาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้

เตือนร้านปิ้งย่าง ห้ามใช้เตาถ่าน-แก๊สบนโต๊ะอาหาร

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรมอนามัยย้ำกฎหมายห้ามร้านค้าใช้เตาถ่าน-แก๊สบนโต๊ะอาหาร
  • ชี้ใช้ได้เฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าเท่านั้น
  • มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภค

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีเหตุเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าฟอร์จูน ซึ่งพบต้นเพลิงมาจากร้านอาหารปิ้งย่าง บริเวณชั้นใต้ดิน B1 ว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัด แต่ปัจจุบันมีกฎหมายกำหนดเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้เสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร ซึ่งอุปกรณ์ที่ให้ความร้อนนั้น กฎหมายอนุญาตเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าเท่านั้น

ส่วนชนิดอื่นๆ ไม่ว่าแก๊สหรือถ่าน กฎหมายไม่อนุญาต เพราะเวลาเกิดเหตุแล้วควบคุมได้ยาก ยกเว้นในห้องครัวซึ่งมีระบบดูแลเฉพาะอยู่ แต่ถ้าเป็นภายในร้าน บนโต๊ะอาหารของผู้บริโภคจะไม่อนุญาตเลย เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีเหตุอันตรายเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง การใช้งานของพวกนี้ต้องมีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ว่าเป็นรุ่นไหน ใช้อย่างไร ควบคุมอย่างไร ไม่อย่างนั้นจะเป็นอันตรายได้

เมื่อถามว่าร้านที่ให้ผู้บริโภคปิ้งย่างกันเองบนโต๊ะอาหาร กรมอนามัยได้สำรวจหรือไม่ว่ามีลักษณะอย่างไร พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า กรมอนามัยจะดูตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งออกเป็นแนวทางให้ท้องถิ่นเป็นผู้รับไปดำเนินการสุ่มตรวจ เพราะเวลาเปิดร้านอาหารต้องขออนุญาตและระบุประเภทร้านอาหารที่จะเปิด ดังนั้นพอลงไปตรวจก็จะพบว่าปฏิบัติตามที่ขออนุญาตหรือไม่

กรณีเกิดเหตุไฟไหม้ หรืออันตรายที่เกิดในร้านอาหารต่างๆ โดยหลักการจะลงไปสอบสวนสาเหตุเพื่อหาวิธีป้องกัน แต่ถ้าเป็นเพลิงไหม้ การสอบสวนต้องชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นแบบไหน อย่างไร ต้นเพลิงมาจากไหน ตามกฎหมายท้องถิ่นจะต้องเป็นผู้ดำเนินการเอาผิด

ด่วน!! ศาลฎีกาสั่งจำคุก ‘สรยุทธ’ 6 ปี 24 เดือน ไม่รอลงอาญา

ประเด็นน่าสนใจ

  • วันนี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีไร่ส้ม
  • คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก สรยุทธ สุทัศนะจินดา 13 ปี 4 เดือน
  • ล่าสุดศาลฎีกา แก้คำพิพากษาจำคุก สรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็น 6 ปี 24 เดือน โดยไม่ลงรออาญา

วันนี้ (21 ม.ค.) เวลา 10.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางพิชชาภา หรือ นางชนาภา บุญโต อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณา บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) , บริษัท ไร่ส้ม จำกัด , นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร่ส้ม และอดีตพิธีกรเล่าข่าวชื่อดัง รวมถึงนางสาวมณฑา ธีรเดช พนักงานบริษัท ไร่ส้ม เป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานทุจริตค่าโฆษณาเกินเวลา

จากกรณีเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2548-28 เม.ย.2549 นางพิชชาภา ซึ่งเป็นพนักงานจัดทำคิวโฆษณา บริษัท อสมท. ได้จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ คุย คุ้ยข่าว ซึ่งเป็นรายการร่วมผลิต และได้มีการตกลงแบ่งเวลาโฆษณาให้บริษัทไร่ส้ม ซึ่งถ้ามีโฆษณาเกิน ทางบริษัทไร่ส้ม ต้องจ่ายต่าโฆษณาเกินให้ อสมท.

แต่ก่อนออกอากาศนางพิชชาภา ได้ใช้อำนาจหน้าที่ ไม่รายงานการโฆษณาที่เกินเวลา เพื่อเรียกเก็บค่าโฆษณาจากบริษัท ไร่ส้ม จำนวน 17 ครั้ง ทำให้บริษัท อสมท.เสียหายกว่า 138 ล้านบาท ขณะเดียวกัน นายสรยุทธ ได้สั่งจ่ายเช็ก รวม 6 ครั้ง เป็นเงินเกือบ 7 แสนบาท เพื่อตอบแทนที่นางพิชชาภา ไม่ได้รายงานการโฆษณาเกินเวลาดังกล่าว

โดยในคดีนี้ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น สั่งจำคุกนางพิชชาภา 20 ปี ส่วนนายสรยุทธ์ และนางสาวมณฑา พนักงานบริษัท ไร่ส้ม จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน และสั่งปรับบริษัทไร่ส้ม เป็นเงิน 80,000 บาท

ขณะที่นายสรยุทธ์ และนางสาวมณฑา ได้ยื่นหลักทรัพย์คนละ 5 ล้านบาท ขอประกันตัวระหว่างฎีกาสู้คดี เช่นเดียวกับนางสาวพิชชาภา ก็ได้ประกันตัวไป 5 ล้านบาทเช่นกัน ซึ่งตามขั้นตอนเมื่อจำเลยทั้งหมดได้รับหมายศาลแล้ว ต้องเดินทางมาฟังคำพิพากษาตามนัด นอกจากมีเหตุด่วน หรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ต้องมอบหมายให้ทนายความยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขออนุญาตเลื่อนฟังคำพิพากษาไปก่อน

ล่าสุดทางศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษจำคุก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็น 6 ปี 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญา