ตร. เข้มดูปลอดภัยตรุษจีน ป้องเหตุร้าย-อาชญากรรม

ประเด็นน่าสนใจ

  • 23-25 ม.ค. เป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน 2563
  • ตร.จึงออกมาตรการเข้มดูความปลอดภัยปชช. และนทท. ทั้งอาชญากรรม และไฟไหม้
  • หากมีเหตุร้ายแจ้ง 191 หรือ 1599 เพื่ออำนวยความสะดวก

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงเรื่องการดูแลความปลอดภัยและการปราบปรามอาชญากรรม ในช่วงเทศกาลวันตรุษจีน ประจำปี 2563 ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ได้มีวิทยุคำสั่ง เรื่องการดูแลความปลอดภัยและการปราบปรามอาชญากรรม ในช่วงเทศกาลวันตรุษจีน ประจำปี 2563

เนื่องด้วยในห้วงระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 23 ถึง วันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2563 เป็นช่วงเทศกาลวันตรุษจีน ตามประเพณีปฏิบัติของคนไทยเชื้อสายจีน จะออกมาจับจ่ายใช้สอยจัดเตรียมสิ่งของเพื่อทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษตามความเชื่อ เดินทางไปเยี่ยมญาติ หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญต่างๆ

รวมถึงผู้ประกอบการ ร้านค้า หรือบริษัทที่มีเจ้าของเป็นคนไทยเชื้อสายจีนกำหนดให้เป็นวันหยุดพิเศษ เพื่อให้พนักงานหรือลูกจ้างได้พักผ่อนและเดินทางกลับภูมิลำเนา อาจส่งผลต่อการเกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

อาจมีกลุ่มมิจฉาชีพหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีอาศัยช่องว่างในช่วงเวลาดังกล่าวก่ออาชญากรรม รวมถึงปัญหาการเกิดอัคคีภัย อันเนื่องมาจากความประมาทของประชาชนจากการจุดธูปเทียนบูชาในห้วงเทศกาลดังกล่าว

เพื่อให้การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในช่วงเทศกาลวันตรุษจีน ประจำปี 2563 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพจึงกำชับให้ดำเนินการดังนี้

23 มกราคม วันจ่าย

ช่วงก่อนวันตรุษจีน ให้เจ้าหน้าที่สายตรวจและฝ่ายสืบสวน เพื่อเพิ่มความเข้มในการออกตรวจตราตามสถานที่หรือตลาดที่จำหน่ายสินค้านำไปประกอบพิธีเซ่นไหว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันจ่าย

รวมทั้งเฝ้าระวังการป้องกันเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์ ธนาคาร ร้านจำหน่ายทอง ร้านอัญมณี ร้านสะดวกซื้อ โรงทานและบริเวณที่มีประชาชนเดินทางไปจับจ่ายใช้สอย

24 มกราคม วันไหว้

ให้เน้นป้องกันเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีการไหว้เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามประเพณี มีการจุดธูปเทียนและเผากระดาษตามคติความเชื่อ และอาจลืมดับไฟ หรืออาจเกิดจากแรงลมพัดทำให้เกิดการติดไฟลุกลามขึ้นได้ง่าย

25 มกราคม วันเที่ยว

ให้เน้นตรวจตราป้องกันเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์ตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ โรงแรม หรือที่พักอาศัย ในกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งปิดบ้าน,บริษัท,ห้างร้าน เดินทางไปท่องเที่ยว โดยเฉพาะการป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์

รวมถึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่สถานีตำรวจ ให้มีจำนวนเพียงพอสำหรับให้บริการประชาชน ทั้งในสถานีตำรวจและนอกสถานีตำรวจเมื่อได้รับการร้องขอ และกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจห้ามมิให้มีการเรียกรับเงินแต๊ะเอีย

หรือประโยชน์อื่นใดมิชอบในวันตรุษจีนอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ให้ผู้บังคับบัญชาระดับหัวหน้าสถานี อยู่ปฏิบัติหน้าที่ภายในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบ เพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด

พร้อมกับเฝ้าระวังกลุ่มบุคคล หรือกลุ่มต่างชาติที่ต้องสงสัย และมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมตามกฎหมายเกี่ยวข้องกับคนเข้าเมือง รวมไปถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการกวาดล้างจับกุมกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด

และขบวนการลำเลียงยาเสพติดที่มักจะฉวยโอกาสในห้วงเวลาดังกล่าว ลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนใน ซึ่งเป็นแหล่งพักยาเสพติด เพื่อส่งต่อไปยังลูกค้ารายย่อยทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ หากมีเหตุด่วน เหตุร้าย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้เคียง หรือสายด่วน แจ้งเหตุด่วน เหตุร้าย 191 , สายด่วน ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลข 1599 ตลอด 24 ชม. และ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 (Touristcop)

คมนาคม เล็งออกกฎคุมวินัยจราจรห้ามขับรถ 1 ปี หากถูกตัดแต้มครบ 100 คะแนน

ประเด็นน่าสนใจ

  • มาตรการนี้หวังให้ผู้ใช้รถมีความระมัดระวัง ป้องกันอุบัติเหตุมากขึ้น
  • คาดมีผลบังคับใช้ในปีนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้มีคำสั่งให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ให้ไปหารือร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องของการตัดคะแนนจากใบขับขี่

หากผู้ขับขี่ทั้งประเภทรถจักรยานยนต์ และรถยนต์ส่วนบุคคล ทำผิดข้อบังคับตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 จะต้องถูกตัดแต้ม และหากครบ 100 คะแนนแรก จะต้องถูกพักใบอนุญาตขับขี่ ห้ามขับรถเป็นเวลา 1 ปี หากยังมีความต้องการที่จะมีใบขับขี่อีกครั้งจะสามารถกลับมาทดสอบและสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตได้

ขณะเดียวกันหากถูกหักคะแนนใบขับขี่จนครบ 100 คะแนน เป็นครั้งที่ 2 จะไม่สามารถกลับมาสอบเพื่อขอรับใบขับขี่ได้อีกตลอดชีวิต

ซึ่งสาเหตุของการออกกฎดังกล่าวก็เพื่อคุมเข้มวินัยทางการจราจร เป็นการช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นบนท้องถนนได้ เพราะผู้ขับขี่จะมีความระมัดระวังมากขึ้น ทั้งนี้คาดว่ามาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ในปี 2563 นี้ หาก คจร.เห็นชอบ และประกาศออกมาเป็นกฎกระทรวง

นอกจากนี้ยังมีการเตรียมปรับเปลี่ยนหลักสูตรการทดสอบสอบใบขับขี่รถทุกประเภทใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลด้วย โดยให้นำตัวแบบจากประเทศที่ประสบความสำเร็จเรื่องสถิติอุบัติเหตุน้อยมาเป็นแบบทดสอบ หรือเพิ่มในข้อสอบ เบื้องต้นพบว่าประเทศที่ได้มาตรฐาน เช่น เยอรมนี  สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น

สำหรับ ระดับคะแนนที่ถูกตัด แบ่งเป็น 4 ระดับ

  • ระดับกลุ่ม 1 คะแนน เช่น ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่สวมหมวกนิรภัย ขับรถบนทางท้า
  • ระดับกลุ่ม 2 คะแนน เช่น ฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง ขับรถย้อนศร ขับรถโดยประมาท
  • ระดับกลุ่ม 3 คะแนน เช่น จัดสนับสนุนหรือส่งเสริมการแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ขับรถชนแล้วหลบหนี ขับรถในขณะเสพยาเสพติด
  • ระดับกลุ่ม 4 คะแนน เช่น ขับรถขณะเมาสุรา มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด เกิน 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ขับรถขณะมึนเมาเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย สาหัส หรือเสียชีวิต

น้ำท่วมฉับพลันในอินโดฯ พัดสะพานถล่ม ดับ 9 เจ็บ 17

เมื่อวันจันทร์ (20 ม.ค.) อับดุล มาลิก (Abdul Malik) หัวหน้าศูนย์ค้นหาและกู้ภัยจังหวัดเบิงกูลู (Bengkulu) ทางตะวันตกของอินโดนีเซีย ระบุว่าขณะนี้ทีมกู้ภัยสามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุสะพานในจังหวัดพังถล่มได้ทั้งหมด 9 ราย และยังเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายอีก 1 ราย

สำนักงานรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ (National Disaster Management Agency) รายงานว่าสืบเนื่องจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันพัดถล่มสะพานในอำเภอคาอูร์ (Kaur) จังหวัดเบิงกูลู เมื่อเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เฮรู (Heru) โฆษกสำนักงานรับมือภัยพิบัติ (Disaster Management Agency) ของจังหวัด เปิดเผยว่ามีประชาชนที่รอดชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ดังกล่าว 17 ราย

“เรากู้ร่างเหยื่อในอุบัติเหตุครั้งนี้ได้ 9 ราย ส่วนเป้าหมายของเราในตอนนี้คือหาผู้สูญหายอีก 1 ราย” อับดุลให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัว

ทีมกู้ภัยกำลังดำเนินการค้นหาผู้สูญหายบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำ โดยระดมเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากศูนย์ค้นหาและกู้ภัยของจังหวัดกว่า 100 คน ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่สำนักงานรับมือภัยพิบัติจังหวัด ตลอดจนเหล่าอาสาสมัครในการค้นหา

“การค้นหาจะครอบคลุมพื้นที่ไกลประมาณ 27 กม. โดยเริ่มจากสะพานและสิ้นสุดบริเวณปากแม่น้ำ” มาลิกกล่าว
เขาเสริมว่าแม้ทีมกู้ภัยจะนำเรือยางและเรือชนิดลำเรือแข็งออกมาใช้ ทว่ากระแสน้ำในแม่น้ำที่เชี่ยวกรากเป็นอุปสรรคในการค้นหา “กระแสน้ำไหลเชี่ยวต่อเนื่องหลายวันหลังฝนตกหนัก และนั่นคืออุปสรรคของเราในตอนนี้” อับดุลกล่าว
อากุส วิโบโว (Agus Wibowo) โฆษกสำนักงานรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่าฝนที่ตกหนักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งนี้

ทั้งนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (Indonesian Meteorology, Climatology and Geophysics Agency) ออกมาเตือนว่าอาจมีฝนตกปริมาณมากในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์