โจอี้บอย-ลิเดียร์ ครวญปม PM 2.5 / โพลล์ชี้ ภาครัฐแก้ปัญหาไม่ดีพอ

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ยังคงสูงอยู่ในระดับที่เริ่มเป็นอันตรายต่อสุขภาพในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนดังเริ่มออกมาส่งเสียงถึงผลกระทบกันแล้ว

โจอี้บอยโพสต์กลางดึก “คนรับผิดชอบเค้าไม่กลัวเราเป็นอะไรหรือ?”

โดยเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา โจอี้บอย ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับประเด็นปัญหาของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พร้อมกับภาพแคปเจอร์จากแอพ AirVisual ที่แสดงค่า AQI ที่อยู่ในระดับสีแดงจนเกือบเต็มพื้นที่หน้าจอ ว่า

“สงสัยเหลือเกิน ว่าไม่มีใครกลัวเลยเหรอ? หรือคนที่ต้องรับผิดชอบเค้าไม่กลัวพวกเราเป็นอะไรเลยเหรอ?”

“คือเข้าใจว่ามันมาเป็นช่วงเวลานี้ของปีแล้วเดี๋ยวมันก็ไป แต่การดูแลให้ความรู้ หรือแม้แต่การแก้ไขอะไรซักอย่างในขณะที่วิกฤตไม่มีให้เห็นเป็นเรื่องเป็นราวเลย”

ต้องแจกและบังคับใส่หน้ากากกัน2.5แล้วปะวะ ทีหมวกกันน้อคยังบังคับใส่

แจกหน้ากาก หยุดงาน หยุดเรียน มีอะไรสำคัญกว่าชีวิตและสุขภาพวะ

ซึ่งก็มีผู้มาร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้กันอย่างมากถึงมาตรการในการบังคับใช้กฎหมาย การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ทั้งปัญหาการเผาวัชพืชต่างๆ ในภาคเกษตรที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ในขณะนี้ ปัญหาควันดำจากรถยนต์ ฯลฯ

สงสัยเหลือเกิน ว่าไม่มีใครกลัวเลยเหรอ? หรือคนที่ต้องรับผิดชอบเค้าไม่กลัวพวกเราเป็นอะไรเลยเหรอ?

โพสต์โดย Apisit Joeyboy Opasaimlikit เมื่อ วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2020

ลิเดียครวญ ออกไปซื้อของแป๊บเดียว ตาอักเสบ

ทางด้านลีเดีย ศรัณย์รัชต์ ก็ได้โพสต์อินสตาแกรมส่วนตัว หลังจากที่วันนี้ได้ออกไปซื้อของในเวลาไม่นาน แต่ผลที่ได้กลับมานอกจากของที่ซื้อมาแล้ว ยังคงเป็นอาการตาแดงอักเสบอีกด้วย โดยลิเดียระบุว่า

เรามาถึงจุดนี้กันแล้วใช่ไหม ที่การไปออกกำลังกายข้างนอก คือการทำลายสุขภาพ การพาลูกออกไปเล่นข้างนอก คือการทำร้ายสุขภาพของเขา ท้องฟ้าข้างนอกมืดมัวปกคลุมไปด้วยละอองฝุ่นทั้งเมือง คนไทยจะมีคุณภาพชีวิตแบบนี้จริงเหรอ? นี่แค่ออกไปข้างนอก (และใส่มาส์กปิด) เพื่อแวะซื้อของแป๊บเดียวประมาณ 15 นาที แต่ผลที่ได้รับคือตาอักเสบจากมลพิษและฝุ่น PM2.5 ได้ขนาดนี้? เหมือนโดนคำสั่งให้ถูกกักบริเวณจับควบคุมตัวอยู่ในบ้าน

We have come to an era where exercising outdoors is a risk to our health. Taking our children to play outside is destroying their health. Our skies are dark and hazy and gray with dust particles. Is this the quality of life we will live with? I went out (with a mask on) to buy some groceries and this is what happened to my eyes as a result of the pollution and PM2.5. I was exposed outdoors for only 15 minutes. This is the era where we are all sentenced to House Arrest. #SaveUs #SaveOurChildren #SaveOurPlanet #WeNeedFreshAir 😷💨

View this post on Instagram

เรามาถึงจุดนี้กันแล้วใช่ไหม ที่การไปออกกำลังกายข้างนอก คือการทำลายสุขภาพ การพาลูกออกไปเล่นข้างนอก คือการทำร้ายสุขภาพของเขา ท้องฟ้าข้างนอกมืดมัวปกคลุมไปด้วยละอองฝุ่นทั้งเมือง คนไทยจะมีคุณภาพชีวิตแบบนี้จริงเหรอ? นี่แค่ออกไปข้างนอก (และใส่มาส์กปิด) เพื่อแวะซื้อของแป๊บเดียวประมาณ 15 นาที แต่ผลที่ได้รับคือตาอักเสบจากมลพิษและฝุ่น PM2.5 ได้ขนาดนี้? เหมือนโดนคำสั่งให้ถูกกักบริเวณจับควบคุมตัวอยู่ในบ้าน We have come to an era where exercising outdoors is a risk to our health. Taking our children to play outside is destroying their health. Our skies are dark and hazy and gray with dust particles. Is this the quality of life we will live with? I went out (with a mask on) to buy some groceries and this is what happened to my eyes as a result of the pollution and PM2.5. I was exposed outdoors for only 15 minutes. This is the era where we are all sentenced to House Arrest. #SaveUs #SaveOurChildren #SaveOurPlanet #WeNeedFreshAir 😷💨

A post shared by Lydia Sarunrat Deane (@lydiasarunrat) on Jan 18, 2020 at 8:17pm PST

นิด้าโพลล์ ระบุ การแก้ไขปัญหาภาครัฐ ไม่มีประสิทธิภาพ

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “การจัดการวิกฤตฝุ่นละออง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15 – 16 มกราคม 2563 จากประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร กระจายทุกระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,256 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการจัดการวิกฤติฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า

ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองของหน่วยงานภาครัฐ

ผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 40.84 ระบุว่า ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เพราะ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังแก้ไขได้ไม่ตรงจุด ทำงานไม่จริงจัง ไม่ต่อเนื่อง ควรมีมาตรการอย่างจริงจังที่เป็นรูปธรรมในการควบคุม เช่น การก่อสร้าง รถควันดำ หรือผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษ

กลุ่มตัวอย่างอีก ร้อยละ 36.22 ระบุว่า ไม่มีประสิทธิภาพเลย เพราะ การจัดการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่มีการตื่นตัว ไม่มีการเเก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ไม่มีความชัดเจน ปัญหายังเดิม ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น งานก่อสร้างต่าง ๆ รถประจำทาง/รถส่วนตัวยังมีควันดำ

ร้อยละ 17.60 ระบุว่า ร้อยละ ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เพราะ มีการพ่นละอองน้ำเพื่อลดฝุ่น มีการแจ้งเตือนเขตพื้นที่สีแดง ทำให้ประชาชนได้เตรียมพร้อมรับมือ ร้อยละ 2.47 ระบุว่า มีประสิทธิภาพมาก เพราะ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมีการจัดการแก้ปัญหาที่ดี

การปฏิบัติตัวเมื่อเผชิญปัญหาจากวิกฤตฝุ่นละอองของประชาชน

เมื่อถามถึงการปฏิบัติตัวเมื่อเผชิญปัญหาจากวิกฤตฝุ่นละอองของประชาชน พบว่า

  • ร้อยละ 69.98 ระบุว่า สวมหน้ากากอนามัยเวลาออกนอกบ้าน
  • ร้อยละ 21.50 ระบุว่า หลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้าน
  • ร้อยละ 10.59 ระบุว่า งดทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • ร้อยละ 6.61 ระบุว่า ใช้เครื่องฟอกอากาศ
  • ร้อยละ 5.41 ระบุว่า ปิดประตู-หน้าต่างกันฝุ่น
  • ร้อยละ 3.66 ระบุว่า ใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ทำอะไรเลย
  • ร้อยละ 3.50 ระบุว่า ไม่สนใจ เพราะอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง
  • ร้อยละ 3.18 ระบุว่า ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ
  • ร้อยละ 2.23 ระบุว่า ไม่สนใจ เพราะเป็นปัญหาเล็ก ๆ
  • ร้อยละ 1.83 ระบุว่า ไม่สนใจ เพราะคิดว่าร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานดี
  • ร้อยละ 0.64 ระบุว่า เดินทางไปอยู่ต่างจังหวัดที่ไม่มีฝุ่น
  • ร้อยละ 0.48 ระบุว่า ไม่ได้ทำอะไร เพราะไม่มีเงินเพียงพอที่จะซื้ออุปกรณ์ป้องกันฝุ่นละออง
  • ร้อยละ 0.32 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ปลูกต้นไม้ ฉีดน้ำบริเวณรอบบ้าน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ซื้อเครื่องตรวจจับค่า pm 2.5 มาใช้

การมีส่วนช่วยในการลดปัญหาฝุ่นละออง

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงการมีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองของประชาชน พบว่า

  • ร้อยละ 30.57 ระบุว่า ใช้บริการขนส่งสาธารณะแทนการขับรถส่วนตัว
  • ร้อยละ 24.20 ระบุว่า ฉีดน้ำล้างฝุ่นละอองหน้าบ้านตนเอง
  • ร้อยละ 23.09 ระบุว่า หยุดเผาขยะ ใบไม้ เศษวัสดุ
  • ร้อยละ 21.66 ระบุว่า ไม่มีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง เพราะ การใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ทำอะไรหรือสร้างปัญหาอะไรเกี่ยวกับฝุ่นอยู่แต่ที่บ้าน/อาคารไม่ได้ไปไหน ขณะที่บางส่วนระบุว่า เนื่องจากจำเป็นต้องใช้รถส่วนตัวเพื่อไปทำงาน
  • ร้อยละ 16.96 ระบุว่า ดับเครื่องยนต์ ทุกครั้งเวลาจอดรถ
  • ร้อยละ 8.20 ระบุว่า หยุดการจุดธูป ประทัด
  • ร้อยละ 7.48 ระบุว่า นำรถไปเข้าอู่เพื่อแก้ไขปัญหาควันดำ
  • ร้อยละ 2.23 ระบุว่า หยุดการก่อสร้าง
  • ร้อยละ 3.50 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ใช้รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน หรือเดินแทนการใช้รถยนต์ ปลูกต้นไม้ และอยู่บ้านเพื่อลดการใช้รถ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ลดการใช้รถที่เติมน้ำมันดีเซล เปลี่ยนมาใช้รถที่เติมน้ำมันเบนซิน หรือ E20 แทน

อิสราเอลเปิดตัวฝูงบินขับไล่ F-35i ชุดใหม่

เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ม.ค.) กองทัพอิสราเอลได้เปิดตัวฝูงบินลำดับที่ 2 ของเครื่องบินขับไล่ล่องหนเอฟ-35ไอ (F-35i) ที่มีชื่อว่า “สิงห์ใต้” (Lions of the South) อย่างเป็นทางการ ในพิธีที่ฐานทัพอากาศเนวาทิม (Nevatim Air Base) ทางตอนใต้ของอิสราเอล

“สิงห์ใต้” จะออกปฏิบัติการร่วมกับ “อินทรีทอง” (Golden Eagle) ฝูงบินแรกของเครื่องบินรุ่นดังกล่าว ซึ่งเปิดตัวในปี 2016 และเริ่มใช้งานในเดือนธันวาคม 2017

อมิแกม นอร์กิน (Amikam Norkin) ผู้บัญชาการกองทัพอากาศอิสราเอล กล่าวแถลงการณ์ของกองทัพในพิธีเปิดตัวที่ระบุว่า “กองทัพอากาศแบกรับภาระหน้าที่อันหนักหนาทุกวัน”

ฝูงบินที่สอง “จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธยุทธศาตร์ อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อได้เปรียบเชิงคุณภาพที่อยู่เหนือศัตรูของเรา” นอร์กินกล่าว

เครื่องบินรุ่นเอฟ-35ไอ หรือ “อาดีร์” (Adir) ซึ่งมีความหมายว่า “เกรียงไกร” ในภาษาฮิบรู ผลิตโดยบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา

กองทัพชี้ว่าความสามารถของ “อาดีร์” ถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักยุทธศาสตร์หลายชั้นของกองทัพอากาศอิสราเอลที่ “รับประกันทุกความเหนือชั้นในทุกภารกิจ และที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องน่านฟ้าและความปลอดภัยของอิสราเอล”

ในปีที่ผ่านมา กองทัพ “อาดีร์” ได้เข้าร่วมการฝึกซ้อมระดับนานาชาติหลายครั้ง โดยร่วมมือกับกองทัพต่างชาติและกองทัพอากาศ

อิสราเอลได้ดำเนินการสั่งซื้อเครื่องบินรบรุ่นดังกล่าวจำนวน 50 ลำ โดยขณะนี้มี 20 ลำที่ถูกจัดส่งมายังอิสราเอลแล้ว

การรถไฟฯ แจง ปี64 ยังไม่ปิดสถานีหัวลำโพง แต่ลดจำนวนรถเข้าสถานี

ประเด็นน่าสนใจ

  • การรถไฟแห่งประเทศไทย ชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าวการให้บริการสถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) จะถูกปิดลง
  • เผยสถานีกลางบางซื่อ จะเปิดให้บริการในปี 2564
  • ย้ำปี 2564 ยังไม่ปิดสถานีหัวลำโพง แต่จะลดจำนวนขบวนรถเข้าสู่สถานี

ตามที่มีข่าวในเว๊บไซต์สำนักข่าวญี่ปุ่น นำเสนอข่าวการให้บริการของสถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) จะถูกปิดลง เนื่องจากสถานีกลางบางซื่อ จะเปิดให้บริการในปี 2564 ซึ่งถือเป็นสถานีรถไฟหลักของประเทศ นั้น

นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวชี้แจงว่า ในต้นปี 2564 สถานีกลางบางซื่อจะเปิดใช้งาน ซึ่งจะเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ภายในสถานีจะประกอบไปด้วย

ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่สำหรับห้องจำหน่ายตั๋วโดยสาร ชั้นที่ 2 เป็นชั้นชานชาลาสำหรับรถไฟทางไกล และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และชั้นที่ 3 ประกอบด้วยรถไฟฟ้าเชื่อมทางอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Rail Link) รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายตะวันออกเฉียงเหนือ สายเหนือ และสายใต้

โดยจะเป็นศูนย์รวมการเดินทาง จุดเชื่อมต่อทั้งรถไฟ รถไฟใต้ดิน รถขนส่งสาธารณะต่าง ๆ สามารถแก้ไขปัญหาการจราจร และพื้นที่รอบ ๆ สถานีกลางบางซื่อก็จะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน เพิ่มความสะดวกให้แก่ประชาชน

ซึ่งในช่วงแรกของการเปิดให้บริการสถานีกลางบางซื่อนั้น การรถไฟฯ จะยังไม่ย้ายขบวนรถไฟทางไกล และขบวนรถชานเมืองที่ออกจากสถานีกรุงเทพ ไปสถานีกลางบางซื่อทั้งหมด แต่จะพิจารณาให้ขบวนรถที่มีความพร้อมไปเปิดใช้บริการที่สถานีกลางบางซื่อก่อน

อย่างไรก็ตาม สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) จะเปลี่ยนจากสถานีรถไฟหลัก เนื่องจากจะมีขบวนรถเข้าสู่สถานีกรุงเทพน้อยลง แต่ยังคงเป็นสถานีรถไฟที่ให้บริการประชาชนเหมือนเช่นที่ผ่านมา และพัฒนาพื้นที่บางส่วนเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ของประชาชนด้านประวัติศาสตร์ของการรถไฟฯ ต่อไป