[กรุงเทพโพลล์] ปชช.กว่า 70% กังวลต่อปัญหาภัยแล้ง เกินครึ่งไม่ค่อยเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหา

กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดําเนินการสํารวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ประชาชนกับ วิกฤตภัยแล้ง 2020” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจํานวน 1,182 คน พบว่า

ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.5 กังวลเเรื่องการทำเกษตร / รายได้เกษตรกร / พืชผลเกษตรเสียหายมากที่สุดหากเกิดสถานการณ์ภัยแล้ง รองลงมาคือ ไ่ม่มีน้ำดื่ม น้ำใช้ คิดเป็นร้อยละ 49.1และขาวของราคาแพงขึ้น /ราคาสินคาเกษตรแพงขึ้นคิดเป็นร้อยละ 48.6

เมื่อถามว่า ถามว่าวิตกกังวลมากน้อยเพียงใดกับสถานการณ์ภัยแล้งที่คาดว่าจะมีความรุนแรงมาก เป็นอันดับสอง ในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ปี 2522 พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 72.5 กังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 27.5 กังวลค่นอข้างน้อยถึงน้อยที่สุด

สําหรับการเตรียมรับมือกกับภัยแล้งพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 81.5 มีการเตรียมรับมือโดยในจำนวนร้อยละ 67.8 ใช้นํ้าอย่างประหยัดขึ้น รองลงมาร้อยละ 19.5 กักตุนน้ำดื่ม และร้อยละ 18.0 ซื้อถังเก็บน้ำ ขณะที่ร้อยละ 18.5 ไม่มีการเตรียมรับมือเพราะน่าจะมีน้ำใช้เพียงพอ

เมื่อถามความเห็นต่อสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นมีผลกระทบต่อการดํารงชีวิตและอาชีพของท่านมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 53.3 เห็นว่ามีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 46.7 เห็นว่ามีผลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด

สุดท้ายเมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อการเปิดกองอานวยการน้ำแห่งชาติของหน่วยงานรัฐจะสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งและทำให้คนไทยมีน้ำใช้ตลอดทั้งปีได้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 57.0 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ43.0 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด

ปชช. สวมใส่หน้ากากต่อเนื่องป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรมควบคุมมลพิษ เผยกรุงเทพมหานคร ฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามารฐาน 9 พื้นที่
  • ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงสวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง
  • พร้อมเตือนประชาชนงดกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง

วันนี้ ประชาชนในเมืองกรุง ขณะเดินทางกลับที่พักอาศัยห่วงใยสุขภาพของตัวเองสวมใส่หน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่นละลองระดับ PM 2.5 ได้ ขณะเดียวกันยังมีประชาชนบางส่วนยังสวมใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันมลพิษ

ทั้งนี้กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่กิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณทล วันที่ 17 มกราคม 2563 เมื่อเวลา 15:00 น. ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมควบคุมมลพิษร่วมกับกรุงเทพมหานคร จำนวน 52 สถานี ตรวจวัดค่าได้ 28 – 60 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม)

โดยปริมาณฝุ่นละอองในภาพรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลายพื้นที่เมื่อเที่ยบกับช่วงเที่ยที่ผ่านมา โดยพบพื้นที่ที่มี ปริมาณฝุ่นละอองอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (พื้นที่สีส้ม) 9 สถานี เช่น ริมถนนสามเสน เขตพระนคร 64 มคก/ลบ.ม และ ถนนพระราม 3 เจริญกรุง เขตบางคอแหลม 58 มคก/ลบ.ม เป็นต้นร ทั้งนี้ประชาขนในพื้นที่ดังกล่าว ควรลดทำกิจกรรมกลางแจ้งและติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง

อย่างไรก็ตามประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก และไม่ควรอยู่นอกบ้านเป็นเวลานาน สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ หากไม่จำเป็นไม่ควรพาไปในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองเยอะ ทั้งนี้ ควรหมั่นสังเกตอาการที่อาจเกิดขึ้น หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ หรือวิงเวียนศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ยาเหลือใช้อย่าทิ้ง! วอนนำมาบริจาคให้หวังส่งต่อให้ผู้ป่วยห่างไกล

ประเด็นน่าสนใจ

  • แนวคิดนี้เป็นของ ผอ.โรงพยาบาลอุ้มผาง
  • หวังประหยัดงบประมาณ และสร้างสังคมการแบ่งปัน
  • ยาที่จะนำมาบริจาคควรเป็นยา ก่อนหมดอายุ 6 เดือน
  • สามารถบริจาคทางไปรษณีย์ แล้วส่งไปที่ โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก 63170

น.พ.วรวิทย์ ตันติวัฒน์ทรัพย์ ผอ.โรงพยาบาลอุ้มผาง เจ้าของโครงการรับบริจาคยา เปิดเผยว่า เมื่อ 9 ปีก่อน โรงพยาบาลมีปัญหาเนื่องจาก ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงที่มาใช้บริการไม่เข้าใจภาษาไทย

พอได้รับยากลับบ้านแล้วมีปัญหากินยาไม่หมดตามที่หมอสั่ง มียาเหลือจำนวนมาก นอกจากนั้นปัญหาที่ตามมา ทำให้รักษาโรคไม่ได้ผลเต็มที่ ทางโรงยาบาลอุ้มผางได้เล็งเห็นปัญหาดังกล่าวจึงได้แก้ปัญหา คือ

  1. คนไข้กินยาไม่หมดมียาเหลือ
  2. บริจาคยาที่เหลือให้กับโรงพยาบาลใกล้บ้าน
  3. สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน
  4. การทำลายยาให้ถูกวิธี โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก 63170 สามารถส่งไปทางไปรษณีย์ได้

เมื่อเล็งเห็นปัญหาดังกล่าวทางโรงพยาบาลจึงได้ทำโครงการรับบริจาคยานี้ขึ้นมาเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของแผ่นดิน ในขณะเดียวกันทางโรงพยาบาลก็ขาดยาและเวชภัณฑ์ โดยยาที่จะนำมาบริจาคควรก่อนหมดอายุ 6 เดือน ทางเภสัชกรจะได้คัดยานำไปใช้ประโยชน์

ส่วนหนึ่งจะได้นำไปมอบให้กับโรงพยาบาล ในซีก 5 อำเภอตะวันตก ส่วนที่ใช้ไม่ได้นำไปทำลายให้ถูกวิธีต่อไป นอกจากรับบริจาคยาแล้ว ยังรับบริจาคสิ่งอื่นๆ เช่น ผ้าอ้อม ผ้าห่ม เสื้อผ้าเก่า จะได้นำไปมอบให้ผู้ด้อยโอกาส

สำหรับ อ.อุ้มผาง จ.ตาก เป็นอำเภอที่อยู่ห่างจากตัวจังหวัด 221 กม. ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง การเดินทางเป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากเส้นทางต้องขึ้นเขาสูงคดเคี้ยวตั้งอยู่ติดกับประเทศเมียนมา

ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงมีคนไทยเป็นส่วนน้อย มีผู้มาใช้บริการ รพ.อุ้มผาง ถึงปีละกว่า 73,000 คน ผู้มีบัตรทองเพียง 24,000 คน แต่ละปีต้องจัดงบในการจัดซื้อเวชภัณฑ์จำนวนมาก

ประเทศไทยเองมีผู้ป่วยที่ไปใช้บริการจากโรงพยาบาลแล้วใช้ยาไม่หมดจำนวนมาก ทำให้ยาต้องทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ รพ.อุ้มผาง ได้เล็งเห็นแล้วจึงจัดทำโครงการขึ้นมา ผู้ที่ต้องการบริจาคโปรดส่งทางไปรษณีย์ธรรมดาหรือทางบริษัทขนส่งก็ได้ส่ง นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผอ.โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก 63170 โทร.055-561-270 ถึง 2