เมืองสูงวัยในฝัน สร้างสุขให้ผู้สูงอายุ ณ กาฬสินธุ์

ในวันที่สภาพสังคมเปลี่ยนไป
หลายครอบครัวคนหนุ่ม-สาวต้องออกจากบ้านไปทำงานเพื่อหารายได้
ทำให้ผู้สูงอายุบางคนจำเป็นต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ซึ่งแน่นอนว่าการปล่อยให้คนสูงวัยอยู่คนเดียวนั้นเป็นสิ่งที่น่าห่วง ทั้งเรื่อง
สุขภาพ คุณภาพชีวิต และอุบัติเหตุ

“กาฬสินธุ์” เป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้ริเริ่มออกแบบ เมืองสูงวัยในฝัน สร้างสุขให้ผู้สูงอายุ เพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตทั้งทางกาย ทางใจ อารมณ์ สังคม ปัญญาที่ดีขึ้น

 เมืองสูงวัยในฝัน ณ กาฬสินธุ์

เมืองสูงวัยในฝัน เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ พยาบาลวิชาชีพ  อาจารย์มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และอาสาสมัครรุ่นใหญ่ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และกองทุนหลักประกันสุขภาพ ร่วมด้วยช่วยกันมองเห็นอนาคตของสังคมสูงวัยจึงออกแบบเมืองเล็กๆ ให้กลายเป็นเมืองที่คนสูงวัยจะอยู่อย่างมีความสุข

CHIA จุดเริ่มต้นของเมืองสูงวัยในฝัน

จุดเริ่มต้นของ เมืองสูงวัยในฝัน ในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์เกิดจากการนำเครื่องมือที่ชื่อว่า CHIA หรือ การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน ผ่าน 6 ขั้นตอน ดังนี้

  1. กลั่นกรองนโยบาย แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมโดยสาธารณะ
  2. กำหนดขอบเขตการศึกษาโดยสาธารณะ
  3. ประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ
  4. ทบทวนร่างรายงานผลการศึกษาโดยสาธารณะ
  5. ผลักดันเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ
  6. ติดตามและประเมินผลโดยสาธารณะ

เพื่อนำมาเป็นข้อมูลหลักในการวางแผนเชิงนโยบายสาธารณะ ด้านการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว หรือ Long term care

กระบวนการเก็บข้อมูล ฉบับ CHIA

โดยการเก็บข้อมูลนั้นจะมีอาสาสมัครคอยทำหน้าที่
ซึ่งจะนำไปถาม ชื่อ-นามสกุล อายุ
ผู้สูงอายุอยู่กับใคร ที่บ้านอยู่กันกี่คน ใครเป็นคนดูแล
ได้รับสวัสดิการอะไรจากรัฐบ้าง ทำกิจกรรมอะไรบ้างในแต่ละวัน
เพื่อช่วยออกแบบกิจกรรมให้ผู้สูงอายุในชุมชนอยู่อย่างมีความสุขมากที่สุด
โดยจะดำเนินการใน 36
ชุมชน
ในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ และนำไปทำตามขั้นตอน ต่อไปนี้

  1. ทบทวนข้อมูลเดิมที่มี
  2. ออกแบบการเก็บรวบรวมข้อมูล
  3. วิเคราะห์ข้อมูล
  4. นำเสนอข้อมูลและยกร่างข้อเสนอ
  5. นำข้อมูลและยกร่างข้อเสนอ
  6. นำข้อมูลไปจัดเวทีประชาพิจารณ์ในชุมชน

ซึ่งข้อมูลตรงนี้จะมีมุมมองหลายมิติมากขึ้น เพื่อไปอุดช่องว่างทำให้นโยบายต่างๆ มีความสมบูรณ์ ตอบโจทย์ คลายปัญหาให้กับชุมชนได้

จากการเก็บข้อมูลนำไปสู่การออกแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว 5 ด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านระบบกลไก ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุทั้งหมด รวมถึงกระทบกับครอบครัวด้วย เมื่อได้ข้อมูลจาก CHIA แล้ว ก็นำไปเสนอผู้บริหาร เพื่อให้มองถึงภาพรวมว่าหน่วยงานไหนบ้างที่ต้องร่วมมือกัน เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนเกิดเป็นข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ของ 6 หน่วยงาน ได้แก่ เทศบาล มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ พัฒนาสังคม และ กศน.

ออกแบบการดูแลผู้สูงวัย 3 กลุ่ม

สูงวัย ติดสังคม โดยกลุ่มนี้อยู่บ้านแล้วเกิดความเหงาอยากมีเพื่อนใหม่ และอยากทำกิจกรรมหลายๆ อย่าจึงเกิดการรวมกลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้จัดตั้งเป็น โรงเรียนผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงวัยได้มาอยู่รวมกลุ่มกัน แล้วมีกิจกรรมร่วมกันเพื่อไม่ให้พวกเขาป่วย ซึ่งการดูแลผู้สูงอายุต้องดูแลให้ครบทั้ง 6 อย่าง ได้แก่ นันทนาการ สุขภาพ ศิลปะ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศาสนา และอาชีพ

สูงวัย ติดบ้าน เป็นกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพ มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเส้นเลือดจึงมีการจัดอบรมการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เป็นการออกกำลังกาย ซึ่งมีผลดีต่อทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนให้เกิดการแยกขยะในครัวเรือนเพื่อสร้างรายได้ ทำให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมทำไม่เหงา

สูงวัย ติดเตียง กลุ่มนี้จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ เคลื่อนไหวได้ กับนอนอย่างเดียวเลย ซึ่งตรงนี้พยาบาลวิชาชีพจะมีบทบาทเข้ามาดูแล เมื่อได้ข้อมูลผู้สูงอายุมาที่เข้าข่ายต้องดูแล Long term care พยาบาลจะประเมินร่วมกันว่า ผู้สูงอายุแต่ละรายผู้ดูแลจะต้องมาดูแลสัปดาห์ละกี่วัน และต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษ แล้วก็มีการประสานสหวิชาชีพที่จะต้องจัดหากายอุปกรณ์ หรือเรื่องของการฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งจะถูกติดตามเพื่อประเมินซ้ำ และให้การดูแลแบบต่อเนื่อง ให้ผู้สูงวัยติดเตียงป่วยกายแต่สบายใจ

นอกจากการออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการอย่างแท้จริง เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ยังออกแบบ สายด่วน 1132 เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุในการเดินทางไปโรงพยาบาลอีกด้วย การมองเห็นความสำคัญของการเก็บข้อมูล รวมทั้งการทำข้อตกลงกับหน่วยงานในท้องถิ่นในการสร้างเมืองสูงวัยในฝันร่วมกัน

ปัจจุบันเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จึงกลายเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการออกแบบเมืองเพื่อรองรับความสุขของผู้สูงวัย เพื่อให้ชุมชนอื่นเข้ามาศึกษาดูงาน และนำไปสร้าง เมืองสูงวัยในฝัน ให้เกิดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทย

เช้านี้กทม. ฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน 7 จุด เขตดินแดนพุ่ง 87 มคก./ลบ.ม.

ประเด็นน่าสนใจ

  • ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เช้านี้ในพื้นที่กรุงเทพฯ พบเกินค่ามาตรฐาน 7 พื้นที่
  • พบว่าบริเวณริมถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐานถึง 87 มคก./ลบ.ม.
  • เตือนประชาชนกลุ่มเสี่ยง ควรใส่หน้ากากป้องกัน และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

วันนี้ (16 ม.ค.63) จากการรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. สรุปผลการตรวจวัด PM2.5 น : ตรวจวัดได้ 33-87 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) พบว่าเกินมาตรฐาน (มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) จำนวน 7 พื้นที่ คือ

  1. เขตวังทองหลาง ด้านหน้าปั๊มน้ำมัน เอสโซ่ ซ.ลาดพร้าว 95 : มีค่าเท่ากับ 56 มคก./ลบ.ม.เขตวังทองหลาง
  2. เขตบางคอแหลม บริเวณป้อมตำรวจสี่แยกถนนตก : มีค่าเท่ากับ 51 มคก./ลบ.ม.
  3. เขตบางเขน ภายในสำนักงานเขตบางเขน : มีค่าเท่ากับ 57 มคก./ลบ.ม.
  4. เขตพระนคร ภายในสำนักงานเขตพระนคร : มีค่าเท่ากับ 52 มคก./ลบ.ม.
  5. เขตคลองเตย ภายในสำนักงานเขตคลองเตย : มีค่าเท่ากับ 54 มคก./ลบ.ม.
  6. เขตหลักสี่ ภายในสำนักงานเขตหลักสี่ : มีค่าเท่ากับ 52 มคก./ลบ.ม.
  7. ริมถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง 87 มคก./ลบ.ม.

นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครได้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของฝุ่นละออง รวมทั้งวิธีป้องกันและดูแลตนเองเมื่อเกิดสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานผ่านทางเว็บไซต์ เฟสบุ๊ก แอปพลิเคชัน และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ รวมทั้งมีแผนการออกหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่เพื่อให้ความรู้และคำแนะนำแก่ประชาชนในการป้องกันตนเองจากฝุ่นละออง PM2.5

รวมทั้งการให้บริการตรวจประเมินผลกระทบทางสุขภาพให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ และมีมาตรการเชิงรุกในการดูแลและส่งเสริมสุขภาพของประชาชน เพื่อลดการเจ็บป่วยและผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพจากฝุ่นละออง PM2.5 โดยเฉพาะในประชาชนกลุ่มเสี่ยง มีการออกหน่วยปฐมพยาบาลและรณรงค์ให้ความรู้ในการป้องกันดูแลสุขภาพ แจกหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองพร้อมสาธิตวิธีการใส่ที่ถูกต้อง แจกแผ่นพับให้ความรู้ในการปฏิบัติตน พร้อมคัดกรองสุขภาพให้กับประชาชน

ชัชชาติ ปัดจับมือ กรณ์ ตั้งพรรคการเมืองใหม่

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรณ์ จาติกวณิช ประกาศลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ หลังอยู่ร่วมพรรคมายาวนาน 15 ปี
  • สาเหตุเพราะถูกลดบทบาท จึงไปตั้งพรรคการเมืองใหม่
  • หลังมีข่าวตั้งพรรคใหม่ ทำให้มีกระแสว่านายชัชชาติ จะเข้าร่วมด้วย
  • นายชัชชาติ จึงออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และไม่เคยคิดจับมือนายกรณ์ตั้งพรรค

หลังจากที่วานนี้ ได้เกิดเป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมาก เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ หลังเติบโตและอยู่ร่วมพรรคมายาวนานถึง 15 ปี

โดยสาเหตุของการลาออกครั้งนี้มีข่าวออกมาว่านายกรณ์ ตั้งใจจะออกมาตั้งพรรคการเมืองร่วมกับกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นหนึ่งในกำลังของการจัดตั้งพรรคการเมืองในครั้งนี้นั้น

ล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก @ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชี้แจงถึงกระแสข่าวดังกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง ตนไม่ได้รวมพลกับนายกรณ์ เตรียมตั้งพรรคการเมืองใหม่แต่อย่างใด กระนั้นก็พร้อมให้กำลังใจนายกรณ์ ในการเดินก้าวต่อไปทางการเมืองต่อไป

ขอเป็นกำลังใจให้คุณกรณ์ในการเดินก้าวต่อไปทางการเมืองนะครับ คุณกรณ์เป็นคนเก่ง มีความสามารถและยังมีอนาคตอีกไกลครับ
แต่ที่มีข่าวว่าผมจะไปรวมพลกับคุณกรณ์นั้นไม่จริงนะครับ