กทม.ไฟเขียว ขายของบนทางเท้า รวม 5 จุด ใน 4 เขตเมืองกรุง

ประเด็นน่าสนใจ

*ผู้มีสิทธิร่วมโครงการต้ององเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
*ห้ามเซ้งแผงหรือให้เช่าต่อเป็นอันขาด
[/summery]

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของกรุงเทพมหานคร ในการพิจารณาหลักเกณฑ์ข้อบังคับในการที่กรุงเทพมหานครจะเปิดพื้นที่ให้ค้าขายบนทางเท้า ว่า

วันนี้ได้สรุปหลักเกณฑ์ทั้งหมด ได้พื้นที่ที่จะอนุญาตให้ทำการค้าขายได้ รวม 5 จุด ใน 4 เขต จำนวน 191 แผง ได้แก่ ซอยบางขุนเทียน 69 ถนนพระราม 2 เขตบางขุนเทียน จำนวน 45 แผง , ถนนสาลีรัฐวิภาค เขตพญาไท จำนวน 36 แผง ,

ตรงข้ามห้างพาต้า เขตบางพลัด จำนวน 66 แผง , บริเวณห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ถนนบรมราชชนนี จำนวน 20 แผง และหน้าห้างโลตัสปิ่นเกล้า ถนนบรมราชชนนี เขตบางกอกน้อย จำนวน 24 แผง

โดยจะร่างหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่างๆ รวมกว่า 17 ข้อ เพื่อออกประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดพื้นที่ทำการค้า และการขายหรือจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะ ในวันที่ 20 มกราคมนี้ จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ จะประกาศให้ผู้ค้าไปลงทะเบียนที่สำนักงานเขต ภายในกำหนดเวลา 15 วัน

กรณีผู้ลงทะเบียนเกินจำนวนแผงจะจับสลากตามจำนวนแผง โดยมีสำรอง 2-3 ราย และตรวจสอบคุณสมบัติผู้ค้า ซึ่งจะต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ระหว่างนี้จะดำเนินการจัดพื้นที่ขีดเส้นล็อคแผงค้า ให้เริ่มขายได้ในวันที่ 5 มีนาคม 2563 ทั้งนี้ จะมีการประชุมสรุปรายละเอียดรูปแบบแผงค้าในวันที่ 22 มกราคม โดยทั้ง 5 จุดจะต้องเป็นรูปแบบและสีเดียวกัน

สำหรับหลักเกณฑ์ ที่สำคัญคือ ห้ามมีการเซ้งแผงหรือให้เช่าต่อ ทางเท้ามีทางสำหรับผู้พิการ และให้คนเดินกว้าง 2 เมตร ขนาดล็อกแผงค้ามีความลึก 1 เมตร กว้าง 2 เมตร เว้นห่างจากถนน 50 เซนติเมตร เพื่อมีระยะปลอดภัยด้านการจราจร

ห้ามวางสิ่งของบนผิวจราจร และห้ามวางของล้ำหรือเลยเส้นที่ขีดไว้ เว้นทางเข้า-ออกและทางฉุกเฉิน ระยะห่าง 5 เมตร ทุก 10 แผงค้า รูปแบบจะต้องเป็นแบบเดียวกันทุกจุด อาทิ ร่ม และหลังคาแผงค้าสีเดียวกัน การแบ่งพื้นที่แผงค้าตามประเภทสินค้าไม่ให้ปะปนกัน

เด้ง ผบ.เรือนจำพิษณุโลก เซ่นนักโทษเสียชีวิต

ประเด็นน่าสนใจ

  • ที่ย้ายเพราะการปล่อยปละละเลย บริหารไม่ดี
  • ทำให้ผู้ต้องขังเสียชีวิตจากโรคไทรอยด์

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณีที่มีนักโทษเสียชีวิตจากโรคไทรอยด์ ภายในเรือนจำจังหวัดพิษณุโลกว่า ขณะนี้มีการสั่งย้ายผู้บัญชาการเรือนจำมาอยู่ที่ส่วนกลางแล้ว

พร้อมทั้งโยกย้ายอีก 2 ตำแหน่ง เพื่อส่งคนที่เหมาะสมไปรักษาราชการแทน โดยในรายละเอียดการเป็นโรคไทรอยด์ ไม่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ แต่ผู้ที่เสียชีวิตเกิดจากความบกพร่องของผู้คุมที่ไม่ดูแลผู้ต้องขังว่า ได้รับความเจ็บป่วยและต้องแยกออกมารักษา

ซึ่งการย้ายผู้บัญชาการเรือนจำ เกิดจากสาเหตุของการปล่อยปละละเลย บริหารไม่ดี เพราะในเรือนจำมีคนอยู่เป็นจำนวนมากและมีโรคหลายอย่างที่เกิดขึ้น รวมถึงโรคติดต่อ ซึ่งส่วนตัวรับไม่ได้ที่ปล่อยให้มีคนตายในเรือนจำ เพราะเราต้องดูแลผู้ต้องขังเหมือนลูกหลาน

ทั้งนี้ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงยุติธรรม เรียกผู้บัญชาการเรือนจำ หรือผู้ที่จะเป็นผู้บัญชาการเรือนจำทั่วประเทศ มาเข้ารับการอบรม เพื่อให้เกิดทักษะความรอบรู้ ในการบริหารและการปกครองคนแล้ว

เรียกสอบ 3 ผู้ต้องสงสัย คดีปล้นร้านทองลพบุรี

ประเด็นน่าสนใจ

  • รายงานข่าวระบุว่า มีผู้ต้องสงสัย 3 ราย ที่ทางตำรวจเชื่อว่าเป็นคนร้าย ในคดีปล้นร้านทองลพบุรี
  • หนึ่งในผู้ต้องสงสัยเป็นลูกหลานผู้มีอิทธิพลในจังหวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสืบสวนสอบสวน เผยความคืบหน้าการทำงานของตำรวจเมื่อเข้าสู่วันที่ 5 ของคดีคนร้ายชิงทองแล้วกราดยิง ที่ จ.ลพบุรี ส่งผลให้มีคนเสียชีวิต ขณะนี้มีผู้ต้องสงสัย 3 ราย ที่ทางตำรวจเชื่อว่าเป็นคนร้าย และสามารถระบุได้อย่างชัดเจนแล้ว ด้วยพยานหลักฐานที่ใกล้เคียงที่สุด

รายแรกเป็นลูกหลานผู้มีอิทธิพลในจังหวัด เนื่องมีท่าทางการเดินคล้ายกับคนร้าย ส่วนรายที่สองเป็นบุคคลมีสี และรายสุดท้ายเป็นพลเรือน

ซึ่งทั้ง 3 เป็นคนในพื้นที่จังหวัดลพบุรีทั้งหมด ตำรวจอยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบอีกครั้ง จากนี้จะเตรียมขอหมายค้นเป้าหมายผู้ที่ครอบครองอาวุธปืนลักษณะใกล้เคียงกับที่คนร้ายใช้

จากการตรวจสอบมีคนใช้ปืนลักษณะนี้ในจังหวัดลพบุรี 300 กระบอก ตัดลงเหลือ 13 กระบอกแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบปืน 13 กระบอกนี้

โดยจะนำอาวุธปืนไปเทียบเคียงกับหัวกระสุนปืนที่ทางแพทย์ผ่าชันสูตรศพผู้เสียชีวิตอีกครั้งเพื่อหาว่าอาวุธปืนกระบอกใดตรงกับที่ใช้ก่อเหตุ เพื่อจะได้ทราบว่าคนร้ายคือใคร

นอกจากนี้ ยังไม่ตัดประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวของหนึ่งในผู้เสียหายทิ้ง เนื่องจากมีพยานได้เข้าให้เบาะแสกับทางตำรวจ

ระบุว่า พบเห็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหยื่อ นำรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีโน่ สีแดง-ดำ ที่มีลักษณะคล้ายกับคนร้ายใช้ขับขี่หลบหนีเก็บซ่อนไว้ในบ้านหลังหนึ่ง แต่ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังค้นหาไม่พบ

สำหรับการตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม พบว่า มีกล้องวงจรปิดละแวกที่เกิดเหตุสามารถบันทึกภาพชายต้องสงสัยที่เชื่อว่าเป็นคนร้ายรายนี้ ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า ฟีโน่ สีแดง-ดำ แล้วไม่มีการปิดบังใบหน้า สวมหมวกกันน็อกแบบครึ่งใบ แต่เป็นภาพที่บันทึกจากระยะไกล ทำให้เป็นอุปสรรคการทำงาน ก่อนคนร้ายจะหายไปจากกล้อง ไม่นานก็มาเกิดเหตุดังกล่าว

โดยหลังก่อเหตุเสร็จคนร้ายได้ใช้เส้นทางออกถนนบายพาส ต.โพตลาดแก้ว อ.เมือง จังหวัดลพบุรี

ล่าสุดไปปรากฏที่จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งมีระยะทางจากจังหวัดเกิดเหตุไม่เกิน 150 กิโลเมตร ซึ่งมีความเป็นไปได้เพราะรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้ หากเติมน้ำมันเต็มถังจะสามารถขับได้เพียงแค่ในระยะดังกล่าวเท่านั้น ไม่อย่างนั้นต้องมีการแวะเติมน้ำมันเพิ่ม ซึ่งเสี่ยงจะถูกพยานและวงจรปิดเห็นตัว