รัฐบาล-ส.ส.สิงคโปร์ ประกาศงดรับเงินเดือน หวังช่วยกู้วิกฤตโควิด-19

ประเด็นน่าสนใจ

  • ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองของสิงคโปร์ ไม่รับเงินเดือน 1 เดือน
  • หวังนำไปเป็นงบประมาณในการต่อสู้การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19
  • สิงคโปร์ผู้ติดเชื้อแล้ว 97 คน

สำนักข่าวเซาต์ไชนามอร์นิงโพสต์ รายงานว่า เฮง สวี เกียต (Heng Swee Keat) รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังสิงคโปร์ กล่าวในรัฐสภาว่า รัฐบาลสิงคโปร์จะไม่รับเงินเดือน 1 เดือน เพื่อเพิ่มเงินพิเศษ ให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของของเชื้อไวรัสโควิด-19

รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวระหว่างการอภิปรายงบประมาณว่า ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ทั้ง ฮาลิมาห์ ยาคอบ ประธานาธิบดีสิงคโปร์ , ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ยินดีจะไม่รับเงินเดือน 1 เดือน

รวมถึง ส.ส.ทั้งหมดของสิงคโปร์จะงดรับเบี้ยเลี้ยง 1 เดือน ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือข้าราชการอาวุโสจะรับเงินเดือนเพียงครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อช่วยสนับสนุนการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19

สิงคโปร์มีการยืนยันผู้ติดเชื้อแล้ว 97 คน แม้จะสามารถรักษาจนหายได้ 66 คนแล้ว แต่ เฮง สวี เกียต ยังได้ประกาศมาตรการการเงินมูลค่า 6,400 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 145,060 ล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากการระบาดของไวรัส โควิด-19

โดยเป็นงบประมาณสำหรับภาคสาธารณสุข 800 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 18,000 ล้านบาท และงบประมาณสำหรับรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและแรงงาน 4,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ ประมาณ 90,000 ล้านบาท และอีก 1,600 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 36,000 ล้านบาท จะมอบให้ประชาชนเป็นครัวเรือน

ประกาศโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ด้าน WHO ยกระดับเตือนภัยสูงสุด

ประเด็นน่าสนใจ

  • เพื่อให้ สธ. ใช้กฎหมายในการควบคุมไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ส่วนการยกระดับของ WHO หวังให้รัฐบาลแต่ละประเทศ

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้มีการเผยแพร่ประกาศให้ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19) เป็นโรคติดต่ออันตรายให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุข ใช้มาตรการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการควบคุมไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยมีใจความว่า ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563

โดยที่เป็นการสมควรให้มีการประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558

เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6(1) แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563”

ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (14) ของข้อ 1 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย พ.ศ. 2559

“(14) โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19) มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หอบเหนื่อย หรือมีอาการของโรคปอดอักเสบ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต”

ทั้งนี้นอกจากราชกิจจานุเบกษาประกาศให้เชื้อโควิด-19 เป็นโรคติดต่อร้ายแรงแล้ว ทางองค์กรอนามัยโลก หรือ WHO ได้มีการประกาศยกระดับ การประเมินความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปทั่วโลก สู่ระดับ “สูงมาก” ซึ่งถือเป็นเกณฑ์สูงสุดขององค์การอนามัยโลกในการเตือนภัยโรคระบาด

ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลทั่วโลก รับรู้และตระหนักถึงความเป็นจริงว่า ระบบสาธารณสุขทั้งในและระหว่างประเทศในหลายชาติ “ยังไม่พร้อม” รับมือกับไวรัสดังกล่าว

ทั้งเพื่อเร่งให้แก้ไขเนื่องจากเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลสวัสดิภาพ และปกป้องชีวิตของประชาชาติให้พ้นจากวิกฤตครั้งนี้

สธ.แนะผู้โดยสารร่วมไฟล์ตผู้ป่วย COVID-19 เข้าตรวจเชื้อ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ให้ติดต่อหมายเลข 096-750-7657
  • พร้อมแนะ หมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย แยกตัวจากผู้อื่น

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประชาสัมพันธ์เพื่อให้คำแนะนำสำหรับผู้โดยสารเที่ยวบิน XJ621 Sapporo-DMK วันที่ 20 ก.พ. 63 โดยระบุว่า

ขอให้ผู้เดินทางในเที่ยวบินดังกล่าว พยายามแยกตัวเองจากผู้อื่นเป็นระยะเวลา 14 วัน เพื่อสังเกตอาการป่วย โดยหมั่นล้างมือด้วยสบู่ สวมหน้ากากอนามัย และแยกของใช้ส่วนตัว สำหรับผู้โดยสารที่ยังไม่มีอาการป่วย ยังไม่ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

นอกจากนี้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้มีการประสานงานกับสายการบินและบูรณาการกับหลายหน่วย เพื่อเร่งติดตามผู้โดยสารในแถวที่นั่ง 37,38,39,40,41 ที่ยังไม่ได้ไปตรวจยืนยันที่โรงพยาบาล

โดยขอความร่วมมือให้ติดต่อหมายเลข 096-750-7657 พร้อมขอให้ผู้โดยสารเฉพาะที่นั่งดังกล่าว สวมหน้ากากอนามัย แยกตัวเองจากผู้อื่น ไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลและแจ้งประวัติการเดินทาง เพื่อให้การควบคุมโรคทำได้อย่างรวดเร็วขึ้น