ครม. ไฟเขียวงบกลาง 225 ลบ. ผลิตหน้ากากผ้าแจกปชช. พร้อมตั้งกองทุนสู้โควิด-19

ประเด็นน่าสนใจ

  • การผลิตหน้ากากผ้า ก็เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน จากการขาดแคลนหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อไวรัสโควิด19
  • คาดงบดังกล่าวจะสามารถผลิตได้ราว50ล้านชิ้น
  • ส่วนกองทุนสู้ไวรัสโควิด19 นายกฯ และ ครม. สละเงินเดือน 1 เดือนประเดิมเป็นทุน

รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี 3 มี.ค. 2563 ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติงบประมาณกลางวงเงิน 225 ล้านบาท ในการใช้จ่ายเพื่อผลิตหน้ากากผ้าแจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อทดแทนหน้ากากอนามัยขาดแคลนอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ หลังจากการระบาดของเชื้อไวรัดโควิด19

โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า มาตรการนี้เพื่อบรรเทาสถานการณ์หน้ากากอนามัยขาดแคลนอย่างหนัก ส่วนการเลือกผลิตหน้ากากอนามัยชนิดผ้านั้น ก็เพราะหน้ากากผ้าสามารถช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 กับคนปกติได้ แต่กระนั้นก็ต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลตัวเอง กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เป็นประจำด้วย

ซึ่งการผลิตหน้ากากผ้าจะเป็นหน้าที่ของประชาชนผู้ผ่านการอบรมจากเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.เป็นผู้ผลิตตามมาตราฐานกระทรวงฯ เป้าหมายการผลิตหน้ากากผ้า 50 ล้านชิ้น มีต้นทุนชิ้นละ 4.50 แจกจ่ายกับประชาชนทั่วไปฟรี

ทั้งนี้นอกจากที่ประชุม ครม.อนุมัติงบประมาณในการผลิดหน้ากากผ้าเพื่อแจกจ่ายประชาชนแล้ว การประชุมครม. วันนี้ ยังมีมติให้ตั้งกองทุนสมทบเพื่อป้องกัน COVID-19 โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง 36 คน จะบริจาคเงินเดือนอย่างน้อย 1 เดือนเพื่อเป็นทุนประเดิมค่าใช้จ่ายเรื่องต้นทุนสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชน

นอกจากนี้ได้มอบหมายให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จัดทำมาตรการป้องกันผลกระทบและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเสนอ ครม.เศรษฐกิจโดยเร็ว เช่น มาตรการทางภาษี สินเชื่อ พักชำระหนี้ งบประมาณ และการพัฒนาด้านเกษตรและชุมชน

ผีน้อยในเกาหลีใต้ 7 ราย กลับถึงไทยแล้ว ด้าน สตม.ยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัดขอกลับ

ประเด็นน่าสนใจ

  • พบ 2 ใน 7 คนมีไข้ เบื้องต้นถูกส่งตัวไปตรวจหาเชื้อไวรัส COVID-19 แล้ว
  • ส่วนอีก 5 รายให้กลับบ้านได้ แต่จะมี จนท.สาธารณสุขไปตรวจเป็นระยะระหว่างกักตัวที่บ้าน 14 วัน

พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองโฆษก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเดินทางกลับไทยของแรงงานไทยในเกาหลีใต้ ว่า เมื่อวานนี้ (2 มี.ค.2563) มีแรงงานคนไทยที่ถูกผลักดันกลับมายังประเทศไทยโดยขึ้นเครื่องบินโดยสารจากท่าอากาศยานอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ถึงที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ จำนวน 7 คน

โดยทั้งหมดผ่านการตรวจวัดไข้ด้วยเครื่องเทอร์โมแสกนอย่างละเอียด พบว่า มีไข้ เข้าข่ายต้องสงสัย 2 คน จึงส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในเครือของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อตรวจว่า มีเชื้อไวรัส COVID-19 หรือไม่

ส่วนอีก 5 คน ได้บันทึกประวัติที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้จากนั้นให้กลับไปกักตัวดูอาการที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน พร้อมจัดคำแนะนำให้เฝ้าระวังสังเกตอาการตัวเอง โดยจะมีเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องที่เข้าไปตรวจเป็นระยะ

แต่หากบุคคลใดที่พบว่ามีอาการต้องสงสัยเข้าข่ายติดเชื้อไวรัส COVID-19 ก็สามารถโทรแจ้งสายด่วนควบคุมโรค 1422 และจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปรับตัวส่งโรงพยาบาลทันที ซึ่งการกักตัวเองถือเป็นจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อตัวเองด้วย

สำหรับข้อมูลจำนวนแรงงานไทยที่ขอกลับประเทศในขณะนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยังไม่ทราบตัวเลขแน่ชัด เพราะจะทราบก็ต่อเมื่อแรงงานเข้าเช็กอินกับสายการบินที่ประเทศเกาหลีใต้ และทางสายการบินแจ้งกลับมายัง ตม.ไทย ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงหลังเครื่องบินออกจากเกาหลีใต้

ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานตัวเลขเพิ่มเติม แต่เบื้องต้นจะมีสายการบินที่เดินทางจากประเทศเกาหลีใต้มายังประเทศไทยรวม 18 ไฟล์ท แบ่งเป็นลงที่ท่าอากาศยานสุวรรรภูมิ 14 ไฟล์ท และ ท่าอากาศยานดอนเมืองอีก 4 ไฟล์ท

ด้านมาตรการบนเครื่องบิน เจ้าหน้าที่จะรวมพาสปอร์ตของกลุ่มแรงงานที่ถูกผลักดันกลับ และแยกโซนที่นั่งออกจากผู้โดยสารคนอื่น รวมถึงให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ป้องกันการแพร่เชื้อ

เมื่อลงจากเครื่องเจ้าหน้าที่จะจัดให้กลุ่มแรงงานลงหลังสุด โดยมีเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคและเจ้าหน้าที่ ตม.รอตรวจวัดอุณหภูมิด้วยเครื่องเทอร์โมแสกนรายบุคคลที่หน้าประตูเครื่อง ก่อนเข้าตัวอาคารผู้โดยสาร

นายกฯ งดตอบเรื่องการเมือง ขู่ตุนหน้ากากอนามัยมีโทษหนัก

ประเด็นน่าสนใจ

  • ยืนยันยังไม่ปรับครม. หากมีจะแจ้งเอง
  • พร้อมห่วงการำกจัดขยะจากหน้ากากอนามัยที่ใช้ครั้งเดียว

ที่ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่ายืนยันไม่ตอบเรื่องการเมืองอะไรทั้งสิ้น

ดังนั้นใครเตรียมคำถามอะไรไว้ตนก็จะไม่ตอบ โดยจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาโควิด-19 รวมทั้งมาตรการต่างๆ ในการรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น กรณีที่มีการเสนอให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณานำปัญหากรณีนักศึกษาจัดการชุมนุมทางการเมืองนั้น ย้ำว่าเป็นเรื่องของสภา

อย่างไรก็ตามกระแสข่าวการปรับ ครม. ยังไม่มีและยังไม่ตอบอะไรตอนนี้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะปรับหรือไม่ปรับ ขออย่าไปตีความ เพราะเป็นเรื่องที่ตนต้องตัดสินใจเอง เมื่อถึงเวลาของตน พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ภาวะการขาดแคลนหน้ากากอนามัย ว่า ได้มีการหารือร่วมกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย 11 โรงงาน ซึ่งมีกำลังผลิต 30 ล้านชิ้นต่อเดือน เฉลี่ยวันละล้านกว่าชิ้น ซึ่งในจำนวนนี้ต้องจัดสรรปันส่วนให้กับกระทรวงสาธารณสุข ให้กับบุคคลากรทางการแพทย์ 350,000 ชิ้นต่อวัน

ส่วนที่เหลืออีก 700,000 ชิ้น จะต้องมีการกระจายจำหน่ายไปยังประชาชนทุกพื้นที่ ทั้งร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านประชารัฐ

ซึ่งสิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ การกักตุนสินค้า โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าและรายงานการผลิต และการกระจายสินค้า ซึ่งขณะนี้มีการกับกุมดำเนินคดีไปกว่า 51 คดี ในการจำหน่ายหน้ากากเกินราคา มีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี และปรับ 140,000 บาท

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี เตือนว่าการหลอกลวงขายหน้ากากอนามัยออนไลน์ รัฐบาลติดตามในรายละเอียดทุกอย่าง พร้อมกับรัฐบาลได้ทำโครงการหน้ากากทางเลือก หรือหน้ากากผ้า ซึ่งกระทรวงสาธารสุขรับรองแล้วว่าสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ โดยจะเร่งผลิต 10 วัน ให้ได้ 50 ล้านชิ้น ซึ่งท้องถิ่นจะเป็นผู้ดำเนินการ

ซึ่งการกำจัดขยะที่เกิดจากหน้ากากอนามัยใช้ครั้งเดียว ยังน่าห่วง เนื่องจากเป็นขยะติดเชื้อ แต่ยังคงเห็นทิ้งรวมกับขยะทั่วไป ซึ่งทุกคนต้องช่วยรัฐบาล