ประมวลภาพ ผู้คนแห่ซื้อของ หลัง กทม. – ปริมณฑล สั่งปิดห้างป้องระบาดไวรัสโควิด

จากกรณีที่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มีคำสั่งปิดห้างสรรพสินค้า และตลาดชั่วคราว ในพื้นที่ กทม. เพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึง 12 เมษายน

ก่อนที่เวลาต่อมา ห้างสรรพสินค้า และตลาดในพื้นที่ปริมณฑลได้มีคำสั่งออกมาดังกล่าวเช่นกัน จนสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับประชาชน จนมีคนจำนวนมากแห่ไปจับจ่ายซื้อของเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ จนบางห้างมีคนต่อคิวยาวเหยียดนั้น

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผู้สื่อข่าว MThai ได้ลงพื้นที่เก็บภาพบรรยากาศ ของความโกลาหลตามห้างสรรพสินค้าที่คนแห่มาจับจ่าย ส่วนจะเป็นอย่างไรไปติดตามจากภาพได้เลย อย่างไรก็ดี การปิดห้างครั้งนี้เป็นการปิดร้านค้า และช้อปต่างๆ ส่วนร้านอาหารที่ซื้อกลับ และซุปเปอร์สโตร์ บซุปเปอร์มาร์เก็ต ยังคงเปิดให้บริการอยู่

ประกาศปิดชั่วคราว 26 สถานที่ ในพื้นที่ กทม. เริ่ม 22 มี.ค.-12 เม.ย. 2563

ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 2) ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COMID-19) อันเป็นโรคติดต่ออันตรายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสําคัญ ของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2523 พบการเพิ่มขึ้นของจํานวนผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว กรุงเทพมหานครเป็น ศูนย์กลางสําคัญทางเศรษฐกิจ การคมนาคม และการท่องเที่ยว และมีความหนาแน่นของประชากรสูงถือเป็น ปัจจัยเสี่ยงที่จะมีการแพร่ระบาดของโรคอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ การควบคุมโรคอย่างทันเวลาและจํากัดการชุมนุมของประชาชน เพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดขยายไปในวงกว้างจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่ง เพื่อลดโอกาสการแพร่ระบาด ของโรคในสถานที่ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูง

อาศัยอํานาจตามความมาตรา 35 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ตามมติ ที่ประชุมครั้งที่ 5/2563 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2563 จึงให้ยกเลิกประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิด สถานที่เป็นการชั่วคราว ลงวันที่ 17 มีนาคม 2563 และให้ปิดสถานที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2563 ดังต่อไปนี้

26 สถานที่ ในพื้นที่ กทม. ปิดตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค.- 12 เม.ย. 2563

  1. ร้านอาหาร (ให้เปิดเฉพาะการจําหน่ายอาหารเพื่อนํากลับไปบริโภคที่อื่นและร้านอาหาร ในโรงแรมที่ให้บริการเฉพาะผู้ที่พักอาศัยในโรงแรม)
  2. ห้างสรรพสินค้า เว้นแต่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยาหรือสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จําเป็นต่อการ ดำรงชีวิต ร้านอาหาร (ให้เปิดเฉพาะการจําหน่ายอาหารเพื่อนํากลับไปบริโภคที่อื่น)
  3. พื้นที่นั่งหรือยืนรับประทานอาหารในร้านสะดวกซื้อ
  4. ตลาดและตลาดนัด (เปิดเฉพาะการจําหน่ายอาหารสด อาหารแห้ง อาหารปรุงสําเร็จ เพื่อนํากลับไปบริโภคที่อื่น อาหารสัตว์ ร้านขายยา และสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิต)
  5. ร้านเสริมสวย แต่งผมหรือตัดผม
  6. สถานที่บริการสักผิวหนัง หรือเจาะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย
  7. สถานที่เล่นสเกต หรือโรลเลอร์เบลด หรือการเล่นอื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน
  8. สวนสนุก สถานที่เล่นโบว์ลิ่ง หรือตู้เกม
  9. ร้านเกม และร้านอินเทอร์เน็ต
  10. สนามกอล์ฟ หรือสนามฝึกซ้อมกอล์ฟ
  11. สระว่ายน้ํา หรือกิจการอื่นๆ ในทํานองเดียวกัน
  12. สนามชนไก่ และสนามซ้อมชนไก่
  13. ศูนย์พระเครื่อง พระบูชา และสนามพระเครื่อง พระบูชา
  14. ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม และสถานที่จัดนิทรรรศการ
  15. สถานศึกษาทุกระดับ และสถาบันกวดวิชา
  16. สถานที่ให้บริการควบคุมน้ําหนัก คลินิกความงาม และสถานเสริมความงาม
  17. สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ร้านสปา ร้านนวดเพื่อสุขภาพ ร้านนวดเพื่อเสริมความงาม)
  18. สถานที่ให้บริการสปา อาบน้ํา ตัดขน รับเลี้ยงหรือรับฝากสัตว์
  19. สถานประกอบกิจการอาบ อบ นวด
  20. สถานประกอบกิจการอาบน้ํา อบไอน้ํา อบสมุนไพร
  21. โรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ โรงละคร โรงมหรสพ)
  22. สถานที่ออกกําลังกาย
  23. สถานบริการและสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ
  24. สนามมวย และโรงเรียนสอนมวย
  25. สนามกีฬา
  26. สนามม้า

อนึ่ง เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจําเป็นรีบด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหาย อย่างร้ายแรงแก่สาธารณชนหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้ง ตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจ้า ทั้งปรับ ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป.

สุขภาพจิตคนไทยตอนนี้ ” มี 3 ประเภท คุณอยู่ในประเภทไหน?

เนื่องจากสถานการณ์ เชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทยยังมีการรายงานผลผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น อาจจะทำให้คนในประเทศเกิดความวิตกกังวล มาดูกันว่าตอนนี้สุขภาพจิตของคุณอยู่ในประเภทไหน?

สุขภาพจิตคนไทยตอนนี้ น้อยไป มากไป พอดี คุณอยู่ประเภทไหน?

😉 กังวลน้อยไป

  • “ไม่ได้สวมหน้ากาก” จากที่สังเกต ตลาดนัด หรือ ป้ายรถเมล์ จะเห็นคนส่วนครึ่งหนึ่ง “ไม่ได้สวมหน้ากาก” เช่น หน้ากากอนามัยผ้า ที่หาได้ง่าย อย่างกรณีผู้ชมในสนามมวย (โดยไม่ได้มีการป้องกันตัว)
  • ผลลัพธ์ : อาจจะทำให้ตัวเองติด และนำไปสู่ปัญหาการแพร่เชื้อที่รุนแรงในสังคม

😵 กังวลมากไป

  • เช่น กลัวคนอื่นมาติดเราทั้งๆที่เราไม่มีอาการ
  • ผลลัพธ์ : เกิดความแน่นหนาในโรงพยาบาล
  • เช่น กลัวว่าคนป่วย คนเสี่ยงไวรัสโควิด-19 จะมาติดเรา
  • ผลลัพธ์ : เลยเกิดความรังเกียจ ทั้งๆที่เราสามารถป้องกันตัวเองได้
  • เช่น อาหารหมดเพราะเรากลัว ไปกักตุน ไปกวาดซื้อ
  • ผลลัพธ์ : ทั้งๆที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหาร
  • เช่น หน้ากากอนามัยหมด
  • ผลลัพธ์ : ซึ่งเราก็ทราบดีว่าหน้ากากผ้าสามารถป้องกันได้

“ส่งผลต่อสังคม และสุขภาพจิตเสีย นอนไม่หลับ ใช้เวลาในการรับรู้ข่าวสารยาวนานเกินไป สะสมเข้าหลายๆวันก็จะเกิดความเครียด และส่งผลเสียต่อสุขภาพกาย พอเราเครียดจะ (ทำให้ภูมิคุ้มกันเราลดลง)”

😊 ประเภทที่กังวลพอดี

  • ตระหนักแต่ไม่ตระหนก
  • ตระหนักในตัวเอง ป้องกัน ดูแล
  • ตระหนกกลัวคนอื่น กลัวสิ่งอื่น

แล้วคุณล่ะอยู่ในประเภทไหน?

| นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์
แถลง สธ. วันที่ 21 มี.ค. 2563 : 10.55 น.