มมส ผลิตสเปรย์เอทานอล 75% เตรียมแจกจ่ายใช้ในมหาลัย ยับยั้ง COVID-19

ที่ห้องปฏิบัติการคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) อาจารย์ นิสิต และนักวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ กำลังเร่งช่วยกันผลิตสเปรย์เอทานอล 75% ฆ่าเชื้อ จำนวน 6,000 ขวด เพื่อแจกจ่ายใช้ในมหาวิทยาลัย ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส COVID-19

ม. มหาสารคาม ผลิตสเปรย์เอทานอล75% 6,000 ขวด

ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ ประมวล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า สถานการณ์ของการติดเชื้อ COVID-19 น่าเป็นห่วงมากขึ้นทุกวัน และประชาชนก็รับรู้ ตื่นตัวกับการรับมือ รู้จักป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสตัวนี้ โดยการหาซื้อหน้ากากอนามัย ซึ่งปัจจุบันหาซื้อยากและมีราคาแพง ตลอดจนเจลล้างมือ เจลแอลกอฮอล์สำหรับฆ่าเชื้อทำความสะอาด ก็ปรับราคาที่สูงขึ้นจากเดิมเป็นเท่าตัว

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จึงสนับสนุนงบประมาณของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้กับ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการผลิตสเปรย์เอทานอล 75% จำนวน 6,000 ขวด บรรจุในขวด 3 ขนาด ได้แก่ ขวดละ 120 ml , 200 ml และ 250 ml เพื่อตอบรับนโยบายเฝ้าระวังการระบาดของของเชื้อโรค COVID-19 ตามประกาศมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เรื่อง มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค COVID-19 เตรียมแจกจ่ายให้กับนิสิต บุคลากร ได้ใช้ทำความสะอาดร่างกาย ทำความสะอาดสถานที่ที่มีการจับหรือสัมผัสในที่สาธารณะ เช่น ลูกบิดประตู บันได ปุ่มกดลิฟท์ สิ่งของต่างๆ ที่ใช้ร่วมกันตามตึก อาคารอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ในมหาวิทยาลัย

ด้านนางสาวเยาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้ดูแลควบคุมการผลิต สเปรย์เอทานอล 75% กล่าวว่า แอลกอฮอล์สเปรย์ ที่คณะวิทยาศาสตร์ได้ผลิตขึ้นนี้ มีแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 70-90 % ผ่านการพิสูจน์วิจัยแล้วว่าสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ทั้งแบคทีเรีย และไวรัส ในการป้องกันการติดเชื้อได้

สูตรแอลกอฮอล์สเปรย์ เอทิลแอลกอฮอล์เข้มข้น 75 % ในน้ำกลั่น สามารถทำได้ง่าย มีส่วนผสม ประกอบด้วย 95 % เอทิลแอลกอฮอล์ 3,695 มิลลิลิตร ,น้ำกลั่น 742 มิลลิลิตร ,สารทำให้ผิวนุ่มนวล เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ได้แก่ ลาโนลีน 20 กรัม กลีเซอรีน 40.5 กรัม และปรับปรุงกลิ่นด้วย น้ำมันหอมระเหย 2.5 มิลลิลิตร

สำหรับขั้นตอนการทำ เริ่มจากทำการละลาย ลาโนลีน 20 กรัม และกลีเซอรีน 40.5 กรัม ในน้ำกลั่นปริมาตร 742 มิลลิลิตร จากนั้น เติม 95 % เอทิลแอลกอฮอร์ 3,695 มิลลิลิตร ลงไปในสารละลายที่เตรียมไว้ คนสารละลายต่อในภาชนะปิด เมื่อสารละลายเป็นเนื้อเดียวกันจึงเติมน้ำหอมเพื่อปรับแต่งกลิ่น ก่อนที่จะบรรจุลงในขวดสเปรย์ และติดฉลากระบุวิธีการใช้งาน

ทั้งนี้สเปรย์เอทานอล 75% ที่ร่วมแรงร่วมมือผลิตโดย อาจารย์ นิสิต เจ้าหน้าที่ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์เฉพาะทางของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยืนยันคุณภาพทุกขวด ควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างแม่นยำ ทุกขั้นตอน ใช้ได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวล

คนไทยจากเกาหลีใต้ ชุด 2 ถึงอาคารรับรองกองทัพเรือ ที่สัตหีบแล้ว

ประเด็นน่าสนใจ

  • คนไทยในเกาหลีใต้ชุด 2 เดินทางถึงศูนย์เฝ้าระวังโควิด-19 ที่สัตหีบแล้ว
  • เป็นชายชาย 16 และหญิง 28 คน
  • ขณะที่ยอดรวมทั้งหมดมี 187 คน คาดทยอยมาต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 01.15 น. ของช่วงคืนที่ผ่านมา กลุ่มคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศเกาหลีใต้ เพื่อหนีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ชุดที่ 2 ได้ถึงอาคารรับรองของกองทัพเรือ ใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรีแล้ว หลังทางการได้จัดเตรียมสถานที่ดังกล่าว ไว้กักตัวเพื่อเฝ้าดูอาการ และเฝ้าระวังการระบาดไวรัสโควิด-19

โดยคนไทยกลุ่มดังนี้มีจำนวน 44 คน ประกอบด้วยชาย 16 และหญิง 28 คน ซึ่งทันทีที่เดินทางถึงทุกคน ได้รับการวัดไข้ การฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ พร้อมทำความสะอาดกระเป๋าสัมภาระ รองเท้า อุปกรณ์สื่อสาร ก่อนขึ้นห้องพัก

จากนั้นได้มีการคัดแยกชาย-หญิง จากกัน ในการเข้าพักเพื่อเฝ้าดูอาการ ห้องละ 3 คน โดยคนไทยที่กลับมาทั้งหมดจะถูกกักตัว 14 วันเพื่อเฝ้าดูอาการตามแผนรับมือไวรัสโควิด-19 ต่อไป

ทั้งนี้จากการสรุปยอดรวมที่ศูนย์เฝ้าระวังตอนนี้ มีคนไทยกลับจากเกาหลีรวมทั้งหมด 187 คน และคาดว่าจะมีคนไทยกลับจากเกาหลีทยอยเดินทางมายังอาคารรับรองสัตหีบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางกองทัพเรือสัตหีบเผยว่า สามารถพร้อมรับได้ 400 คน และสามารถจะขยายขีดความสามารถให้รองรับได้ถึง 750 คน

สั่งให้ออกแล้ว ตร.พัทยา ตั้งแก๊งรีดทรัพย์คดียาเสพติด ในพื้นที่ชลบุรี

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดเหตุ ตร. จับ ตร. หน้าโรงพัก สภ.พัทยา เมืองวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา
  • สาเหตุจาก ตร.กลุ่มนี้มีพฤติการณ์ อุ้มเหยื่อเข้าเซฟเฮาส์รีดเงิน-ปลดทรัพย์แลกปล่อยตัวคดียาเสพติด
  • หลังจับกุมได้มีการตั้งข้อหา พร้อมให้ออกจากราชการพร้อมส่งตัวดำเนินคดี
  • ด้าน ผบ.ตร.กำชับทำคดีตรงไปตรงมา เอาผิดให้ถึงที่สุด

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณี สื่อได้นำเสนอเกี่ยวกับ “การบุกจับ ‘ร.ต.อ.’ หน้าโรงพัก ร่วม 4 ตำรวจบ้าน อุ้มเหยื่อเข้าเซฟเฮาส์รีดเงิน-ปลดทรัพย์แลกอิสรภาพ” ในพื้นที่ สภ.เมืองพัทยา จว.ชลบุรี ว่า

ได้รับรายงานจาก สภ.เมืองพัทยา ว่า สืบเนื่องจากกรณีที่มีผู้เสียหาย ชาย อายุ 22 ปี ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 26 ก.พ.63 เวลาประมาณ 21.30 น. ตนกับหญิงสาว อายุ 20 ปี ได้ขับรถยนต์มาจอดบริเวณหน้าสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ถนนชัยพฤกษ์ หมู่ 12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี

จากนั้นได้มีกลุ่มชายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาแสดงตัวและร่วมทำการตรวจค้นตัวและรถของผู้เสียหาย โดยแจ้งว่าเป็นชุดปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยมีการเรียกทรัพย์สินเพื่อแลกกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ การสืบสวนสอบสวนขยายผล ทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดขณะนี้พบ 6 ราย คือ 1. นายธันยกร โบศรี ,2. นายสุริยา อ่อนหมื่นไวย ,3. นายสุทธิพงศ์ หวังแก้ว ,4. ร.ต.อ.วุฒิกรณ์ ปลอดโปร่ง รอง สวป.สภ.เมืองพัทยา ,5. นายสีหรัตน์ รัตนวิจิตร ,6. นายฉลุย แสนฟู

โดยพนักงานสอบสวนได้ขออนุญาตศาลจังหวัดพัทยา ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ในข้อหา ซ่องโจร,ร่วมกันกรรโชกทรัพย์,ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ,ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 มี.ค.63 เวลาประมาณ 03.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจพบผู้ต้องหา 5 ราย (1,2, 4 -6) ที่ สภ.เมืองพัทยา และได้ทำการได้จับกุมตัว ผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าว นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ในส่วนของรายที่ 3 อยู่ระหว่างการออกติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โดย พล.ต.ต.ประการ ประจง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี จะมีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง พร้อมมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรายดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว และดำเนินคดีอาญาและทางวินัย อย่างเด็ดขาดตามขั้นตอนต่อไป

รองโฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่ง ปลดออก ไล่ออก เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไปกระทำผิดกฎหมาย มาโดยตลอด ไม่มีการปกป้องหรือให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว

ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับให้ดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา เร่งทำการสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ที่สนับสนุนหรือที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่กระทำความผิดกฎหมายเสียเอง

เรื่องอย่างนี้ต้องถูกดำเนินคดีทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด ไม่ปล่อยไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เสื่อมเสียชื่อเสียงขององค์กรและขอยืนยันว่าจะไม่มีการปกป้องตำรวจที่กระทำความผิดกฎหมายอย่างแน่นอน ต้องรับโทษมากกว่าบุคคลธรรมดา

ซึ่งที่ผ่านมาได้มีข้อสั่งการกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้กระทำผิดกฎหมายหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายเสียเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้ามไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อีกทั้งยังได้มอบนโยบายในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องของยาเสพติดอยู่แล้ว เช่น

โครงการตำรวจสีขาว และตามคำสั่ง ตร. ที่ 1212/2537 ให้ผู้บังคับบัญชาสอดส่องดูแลความประพฤติของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด ทั้งในเวลาราชการและนอกราชการ ซึ่งอาจมีพฤติการณ์เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระทำผิดกฎหมาย หากปล่อยปละละเลยก็จะพิจารณาโทษผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องตามลำดับชั้น