แจกจ่าย หน้ากากผ้าล็อตแรก ถึงมือประชาชนแล้ว

วันนี้ (16 เมษายน 2563) นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าหน้ากากผ้าล็อตแรกถึงมือประชาชนในเขตสัมพันธวงศ์ กทม. แล้ว ย้ำภายในต้นเดือนพฤษภาคม ได้รับครบทุกพื้นที่ใน กทม.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานกับผู้ประกอบการผู้ผลิตหน้ากากผ้าและไปรษณีย์ไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งรัดในการจัดส่งหน้ากากผ้าให้ถึงมือประชาชนได้รวดเร็ว และครบถ้วนตามบัญชีทะเบียนบ้านในเขตพื้นที่ กทม.

สำหรับความก้าวหน้าของหน้ากากผ้าที่รัฐบาลโดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งผลิต เพื่อแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ จำนวน 10 ล้านชิ้น ขณะนี้หน้ากากผ้าล็อตแรกถึงมือประชาชน ในพื้นที่เขตสัมพันธวงศ์ กทม. (รหัสไปรษณีย์ 10100) เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2563 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนเขตอื่นๆ จะเร่งทยอยจัดส่งให้ในลำดับถัดไป

คาดว่าจะทยอยจัดส่งได้ทั้งหมดภายในต้นเดือนพฤษภาคม สำหรับในพื้นที่ปริมณฑลและประชาชนกลุ่มเสี่ยงอื่น ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ และจังหวัดในภาคใต้ เป็นต้น รวมถึงพนักงานบริการที่มีความเสี่ยง เช่น พนักงานขนส่งมวลชน พนักงานสถานีรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน พนักงานไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นต้น จะดำเนินการจัดสรรให้ในลำดับต่อไป

ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม จัดทำซองไปรษณีย์ขึ้นมาพิเศษเพื่อใช้สำหรับการจัดส่งหน้ากากผ้าในระบบไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ตามโครงการผลิตหน้ากากผ้าเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยและป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) แก่ประชาชนของกระทรวงอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

โดยกระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในช่วงการแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อของไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) หน้ากากผ้าเหล่านี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรอง มาตรฐานผ้า และการตัดเย็บ พร้อมส่งตัวอย่างหน้ากากผ้าให้สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอตรวจสอบคุณภาพทั้งก่อนและหลังการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าหน้ากากผ้าที่จะแจกจ่ายให้ประชาชน ได้มาตรฐานตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด พร้อมเน้นย้ำและดูแลในทุกๆ ขั้นตอน เพื่อให้หน้ากากผ้าสามารถผลิตและจัดส่งถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อประชาชนจะได้มีหน้ากากผ้าใช้กันอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ หากประชาชนที่มีทะเบียนบ้านในพื้นที่ กทม. และยังไม่ได้รับหน้ากากผ้า สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่ เว็บไซต์หน้ากากไทยต้านโควิด (www.หน้ากากไทย ต้านโควิด.com)” โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว

ที่มา : กระทรวงอุตสาหกรรม

จังหวัดยอดสูงสุด-ผู้ป่วยรายใหม่ โควิด-19| 16/04/63 เวลา 11:30 น.

16 เมษายน 2563 เวลา 11:30 น.ข้อมูลจากศูนย์ COVID-19 (ศบค.) เผยข้อมูลตัวเลขมีผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ทั้งหมด 30 ราย เสียชีวิต 2 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมในไทยวันนี้มีทั้งหมด 2,643 ราย โดยสรุปข้อมูลต่อไปนี้ มี 10 จังหวัดที่พบผู้ป่วยสูงสุด และมี 9 จังหวัดที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ โควิด-19

10 จังหวัดที่พบผู้ป่วย โควิด-19 สูงสุด

  1. กรุงเทพฯ 1,349 ราย
  2. ภูเก็ต 191 ราย
  3. นนทบุรี 148 ราย
  4. สมุทรปราการ 108 ราย
  5. ยะลา 93 ราย
  6. ปัตตานี 86 ราย
  7. ชลบุรี 81 ราย
  8. สงขลา 56 ราย
  9. เชียงใหม่ 40 ราย
  10. ปทุมธานี 33 ราย
  • อยู่ระหว่างสอบสวน 70 ราย

9 จังหวัดที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ โควิด-19

  1. กำแพงเพชร
  2. ชัยนาท
  3. ตราด
  4. น่าน
  5. บึงกาฬ
  6. พิจิตร
  7. ระนอง
  8. สิงห์บุรี
  9. อ่างทอง

25 จังหวัดที่ไม่มีรายงานผู้ป่วย ในช่วง 14 วัน (2-15 เม.ย.63)

1. เชียงราย
2. เพชรบุรี
3. เพชรบูรณ์
4. แพร่
5. แม่ฮ่องสอน
6. กาญจนบุรี
7. จันทบุรี
8. นครนายก
9. บุรีรัมย์
10. มหาสารคาม
11. มุกดาหาร
12. ยโสธร
13. ร้อยเอ็ด
14. ราชบุรี
15. ลพบุรี
16. ลำพูน
17. ศรีสะเกษ
18. สมุทรสงคราม
19. สระบุรี
20. สุโขทัย
21. หนองบัวลำภู
22. อำนาจเจริญ
23. อุดรธานี
24. อุตรดิตถ์
25. อุทัยธานี

สรุปยอดวันนี้

  • ผู้ป่วยหายกลับบ้าน 1,593 ราย
  • ผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 1,033 ราย
  • ผู้ป่วยเสียชีวิต 46 ราย
  • ผู้ป่วยสะสม 2,672 ราย

หมายเหตุ! การแจ้งยอดผู้ป่วย

  • ข้อมูลทางสาธารณสุขจังหวัด มีความรวดเร็วกว่าทางส่วนกลาง เพราะสามารถแจ้งได้เลยทันที
  • ข้อมูลทางส่วนกลางต้องรอการแจ้งจากภูมิภาคอีกทีจึงล่าช้า

ติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 : https://news.mthai.com/covid-19

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ทยอยปล่อยนักโทษกว่า 8,000 คน เพื่อลดความแออัด

พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยอมรับว่า จะมีการปล่อยนักโทษกว่า 8,000 คนจริง แต่เป็นการทยอยปล่อยไม่ใช่ปล่อยในครั้งเดียวทั้งหมด เพื่อลดความแออัดในเรือนจำ โดยแยกเป็นการปล่อยการพักการลงโทษรวม 6 เดือน แยกเป็นในเดือน ต.ค.2562 จำนวน 1,261 คน / เดือน พ.ย.2562 จำนวน 1,167 คน / เดือน ธ.ค.2562 จำนวน 1,317 คน / เดือน ม.ค.2563 จำนวน 1,377 คน / เดือน ก.พ. 2563 จำนวน 903 คน และเดือน มี.ค.2563 จำนวน 1,865 คน รวมทั้งสิ้น 7,890 คน

สำหรับการปล่อยผู้ต้องขังมีการคัดกรอง เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ ต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ ต้องมีความประพฤติดีเยี่ยม จึงจะได้รับการพิจารณา ในส่วนที่ 2 ของการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ คือ ต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ

นอกจากนี้ ต้องเป็นผู้ที่ชราภาพมีอายุ 70 ปีขึ้นไป มีอาการเจ็บป่วยหรือพิการจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยกลุ่มคนเหล่านี้ต้องมีการทำแบบประเมินการช่วยเหลือตนเอง ว่าหมดความสามารถและไม่มีแนวโน้มในการกระทำผิดซ้ำ ถึงได้รับการอนุมัติ

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุด้วยว่า ก่อนปล่อยตัวต้องมีญาติมาเซ็นอุปการะดูแลและเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติจนกว่าจะสิ้นสุดตามกำหนดโทษ แต่หากยังกระทำผิดซ้ำ หรือ ผิดเงื่อนไขจะถูกเพิกถอนการพักการลงโทษ และนำตัวกลับเข้ามารับโทษในเรือนจำตามโทษที่เหลือต่อไป