สรุปแถลง ศบค. โควิด-19 วันที่ 13/04/2563 | 12.30 น.

สรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า 2019

📍 สถานการณ์ในประเทศไทย

  • 🔻 เพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันราย 28 ราย พบใน 68 จังหวัด แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
    ผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 2,552 – 2,579)
🔵 เพิ่ม ผู้ป่วยหายกลับบ้าน 70 ราย
⚫️ เพิ่ม ผู้ป่วยเสียชีวิต 2 ราย

⚫️ รายที่ 39 ผู้เสียชีวิต ชายไทย อายุ 56 ปี มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโควิด-19 มาก่อน

  • วันที่ 7 มี.ค. 2563 เริ่มมีอาการป่วย
  • วันที่ 14 มี.ค. 2563 ไปโรงพยาบาลในจังหวัดสมุทรปราการ อาการไข้ 38.0
    หอบเหนื่อย ส่งตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นบวก ผลตรวจไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A, B เป็นลบ
  • วันที่ 23 มี.ค. 2563 เริ่มมีอาการเหนื่อยมากขึ้น แพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจ
  • วันที่ 12 เม.ย. 2563 ได้เสียชีวิต

⚫️ รายที่ 40 ผู้เสียชีวิต ชายไทย อายุ 43 ปี อาชีพพนักงานบริษัท มีประวัติโรคประจำตัวโรคเบาหวาน และไตวายเรื้อรัง ไขมันในเลือดสูง

  • วันที่ 23 มี.ค. 2563 เริ่มมีอาการป่วย ไข้สูง 39.4 ไอ มีน้ำมูก ถ่ายเหลว
  • วันที่ 31 มี.ค. 2563 เข้าการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แพทย์ได้ทำการรักษาและให้กลับบ้าน
  • วันที่ 5 เม.ย. 2563 อาการไม่ดีขึ้น และเข้าการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งเดิม ส่งตรวจเชื้อโควิด-19 พบว่าติดเชื้อ
  • วันที่ 9 เม.ย. 2563 อาการแย่ลง หอบเหนื่อยมากขึ้น ออกซิเจนในเลือดลดลง และหัวใจหยุดเต้น
  • วันที่ 11 เม.ย. 2563 ได้เสียชีวิตด้วยภาวะระบบหายใจล้มเหลว
🔸 กลุ่มที่ 1 มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย หรือ สถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ (จำนวน 18 ราย)

▪️ สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้านี้ จำนวน 18 ราย

  • กรุงเทพฯ 9 ราย
🔸 กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ (จำนวน 10 ราย)

▪️ บคลากรทางการแพทย์ จำนวน 3 ราย
▪️ ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ (เข้าสถานที่กักกันโรค State Quarantine) จำนวน 3 ราย

  • สตูล มาจากอินโดนีเซีย 2 ราย
  • ยะลา มาจากอินโดนีเซีย 1 ราย

▪️ เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ จำนวน 1 ราย

  • คนไทย 1 ราย
  • ชาวต่างชาติ 0 ราย

▪️ ไปสถานที่ชุมนุมชน จำนวน 1 ราย
▪️ อาชีพเสี่ยง จำนวน 2 ราย

🔸 กลุ่มที่ 3 ได้รับผลแล็บยืนยันว่า “พบเชื้อแล้ว” (จำนวน 0 ราย)
🔹 รวมผู้ป่วยหายกลับบ้าน 1,288 ราย
🔹 รวมผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 1,251 ราย
🔹 รวมผู้ป่วยเสียชีวิต 40 ราย
🔹 ผู้ป่วยสะสม 2,579 ราย

▪️ 10 อันดับ จังหวัดที่พบผู้ป่วย 2,579 ราย 68 จังหวัด

  1. กรุงเทพฯ 1,306 ราย
  2. ภูเก็ต 182 ราย
  3. นนทบุรี 150 ราย
  4. สมุทรปราการ 105 ราย
  5. ยะลา 84 ราย
  6. ชลบุรี 78 ราย
  7. ปัตตานี 77 ราย
  8. สงขลา 56 ราย
  9. เชียงใหม่ 40 ราย
  10. ปทุมธานี 33 ราย
  • อยู่ระหว่างสอบสวน 72 ราย

▪️ 10 อันดับ (อัตราการป่วยสูงสุด) จังหวัดที่พบผู้ป่วย 2,579 ราย 68 จังหวัด

▪️ จังหวัด : ต่อประชากร 1 แสนคน

  1. ภูเก็ต : 44.03
  2. กรุงเทพฯ : 23.03
  3. ยะลา : 15.72
  4. นนทบุรี : 11.94
  5. ปัตตานี : 10.67
  6. สมุทรปราการ : 7.86
  7. สตูล (จากอินโดนีเซีย) : 5.27
  8. ชลบุรี : 5.04
  9. สงขลา : 3.90
  10. นราธิวาส : 3.48

▪️ 9 จังหวัดที่ยังไม่พบผู้ป่วย (ขอชื่นชมจากใจ) 👏❤️

  • กำแพงเพชร
  • ชัยนาท
  • ตราด
  • น่าน
  • บึงกาฬ
  • พิจิตร
  • ระนอง
  • สิงห์บุรี
  • อ่างทอง

▪️ พื่นที่พบผู้ป่วยสะสม

  • กรุงเทพฯและนนทบุรี 1,443 ราย
  • ภาคกลาง 340 ราย
  • ภาคใต้ 498 ราย
  • ภาคอีสาน 103 ราย
  • เหนือ 95 ราย

▪️ อายุเฉลี่ย

  • อายุน้อยสุด 1 เดือน
  • อายุมากสุด 91 ปี
  • เฉลี่ยอายุ 39 ปี

▪️ สูงสุดในกลุ่มอายุ

  • อายุ 30-39 ปี
  • จำนวน 619 ราย

▪️ เพศ

  • ชาย 1,367
  • หญิง 1,133

📍 กลุ่มผู้ป่วยในจังหวัดภูเก็ต

  • สถานบันเทิง 71 ราย
  • สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 33 ราย
  • อาชีพเสี่ยง 33 ราย
  • คนต่างชาติเดินทางมาจากต่างประเทศ 10 ราย
  • คนไทยมาจากต่างประเทศ 4 ราย
  • คนงานในสถานที่แออัด ใกล้ชิดชาวต่างชาติ 4 ราย
  • ไปสถานที่ชุมชน 3 ราย
  • บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 1 ราย
  • สัมผัสผู้เดินทางจากต่างประเทศ 1 ราย

▪️ ระยะเวลาที่ผู้ป่วยจังหวัดภูเก็ต เข้ารับการตรวจ

  • มาตรวจภายในวันเดียวกัน 22.69%
  • มาตรวจภายใน 3 วัน 22.69%
  • มาตรวจภายใน 7 วัน 26.89%
  • มาตรวจหลัง 7 วัน 27.73%

▪️ ข้อมูลการสั่งปิดสถานที่จังหวัดภูเก็ต

  • 18 มี.ค. 2563 ปิดสถานบันเทิง
  • 28 มี.ค. 2563 ปิดซอยบางลา นวดแผนไทย สนามกีฬา
  • 2 เม.ย. 2563 ปิดโรงแรม
  • 4 เม.ย. 2563 ปิดพื้นที่ป่าตอง ห้ามเข้า-ออก
    (หลังจากการสั่งปิดตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง)

▪️ โรงพยาบาลในจังหวัดภูเก็ตที่ตรวจเชื้อโควิด-19

  • รพ.ป่าตอง ตรวจ 1,712 คน พบเชื้อ 19 คน
  • รพ.วิชิระภูเก็ต อ.เมือง ตรวจ 763 คน พบเชื้อ 2 คน
  • รพ.สต.เชิงทะเล อ.ถลาง ตรวจ 103 คน พบเชื้อ 5 คน
  • รพ.ถลาง ตรวจ 337 คน พบเชื้อ 0 คน

📍 บทเรียนที่ได้จากการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรค

  1. การติดตามผู้สัมผัสโรค (Contact Tracing)
    ให้ควบถ้วนในกลุ่มผู้สัมผัสที่เสี่ยงสูง (High Risk Contact)
    “อาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ ในกรณีที่ผู้ป่วยปกปิดประวัติ”
  2. กลุ่มผู้สัมผัสที่เสี่ยงสูง (High Risk Contact) ต้องกักกัน 100%
    “ควรทำ Local Quarantine กรณีทำ Home Quarantine แล้วยังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง”
  3. การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active case finding) ทำในกรณีที่มีการระบาดเป็นวงกว้างในชุมชน เฉพาะกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่เสี่ยงเท่านั้น
    “เนื่องจากอาจมีปัญหาในเรื่องของการติดตามได้ไม่หมด เช่น มีการกระจายโรคออกไประดับหนึ่ง หรือ ไม่น่าจะให้ข้อมูลผู้สัมผัสได้ครบถ้วน”
  4. การคัดกรองในวงกว้างยังไม่คุ้มค่า ในกรณีที่อุบัติการณ์ของโรคยังไม่สูง

📍 การจัดสรรหน้ากากอนามัย
ข้อมูล ณ 13 เมษายน 2563

  • จำนวนรับเข้า 16,036,500 ชิ้น
  • ระหว่างจัดส่ง 1,869,500 ชิ้น
  • จัดส่งแล้วทั้งหมด 14,167,000 ชิ้น

ติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 : https://news.mthai.com/covid-19

สรุปแถลง ศบค. โควิด-19 วันที่ 13/04/2563 | 12.30 น.

กราฟกลุ่มผู้ติดเชื้อ แบ่งออก 2 กลุ่ม คือ กทม. และต่างจังหวัด

สรุปแถลง ศบค. โควิด-19 วันที่ 13/04/2563 | 12.30 น.
ข้อมูล : วช. 5G

กราฟผู้ติดเชื้อนับจากวันที่ติดเชื้อถึง 100 ราย

สรุปแถลง ศบค. โควิด-19 วันที่ 13/04/2563 | 12.30 น.
ข้อมูล : วช. 5G
สรุปแถลง ศบค. โควิด-19 วันที่ 13/04/2563 | 12.30 น.

จังหวัดยอดสูงสุด-ผู้ป่วยรายใหม่ โควิด-19| 13/04/63 เวลา 12:30 น.

13 เมษายน 2563 เวลา 12:30 น. ข้อมูลจากศูนย์ COVID-19 (ศบค.) เผยข้อมูลตัวเลขมีผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ทั้งหมด 28 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมในไทยวันนี้มีทั้งหมด 2,579 ราย

โดยสรุปข้อมูลต่อไปนี้ มี 10 จังหวัดที่พบผู้ป่วยโควิด-19 สูงสุด, 4 จังหวัด ที่พบผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ในวันนี้ และ 9 จังหวัดที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19

10 จังหวัดที่พบผู้ป่วย โควิด-19 สูงสุด

  1. กรุงเทพฯ 1,306 ราย
  2. ภูเก็ต 182 ราย
  3. นนทบุรี 150 ราย
  4. สมุทรปราการ 105 ราย
  5. ยะลา 84 ราย
  6. ชลบุรี 78 ราย
  7. ปัตตานี 77 ราย
  8. สงขลา 56 ราย
  9. เชียงใหม่ 40 ราย
  10. ปทุมธานี 33 ราย
  11. อยู่ระหว่างสอบสวน 72 ราย

4 จังหวัด ที่พบ ผู้ป่วยยืนยันรายใหม่

  1. กรุงเทพ เพิ่ม 32 ราย
  2. ภูเก็ต เพิ่ม 6 ราย
  3. ชลบุรี, ยะลา, สตูล เพิ่มจังหวัดละ 2 ราย
  4. ชุมพร, นครพนม, นนทบุรี เพิ่มจังหวัดละ 1 ราย

9 จังหวัดที่ยังไม่พบผู้ป่วย โควิด-19

  1. กำแพงเพชร
  2. ชัยนาท
  3. ตราด
  4. น่าน
  5. บึงกาฬ
  6. พิจิตร
  7. ระนอง
  8. สิงห์บุรี
  9. อ่างทอง

สรุปวันนี้

  • มีผู้ป่วยสะสมในไทยวันนี้มีทั้งหมด 2,579 ราย
  • กลับบ้านแล้ว 1,288 ราย
  • ยังรักษาในโรงพยาบาล 1,259 ราย
  • เสียชีวิตรวม 40 ราย

หมายเหตุ! การแจ้งยอดผู้ป่วย

  • ข้อมูลทางสาธารณสุขจังหวัด มีความรวดเร็วกว่าทางส่วนกลาง เพราะสามารถแจ้งได้เลยทันที
  • ข้อมูลทางส่วนกลางต้องรอการแจ้งจากภูมิภาคอีกทีจึงล่าช้า

ติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 : https://news.mthai.com/covid-19

จุฬาฯ คิดค้น สเปรย์เพิ่มประสิทธิภาพหน้ากากผ้าป้องกันโควิด-19

ทีมวิจัยจุฬาฯ คิดค้นสเปรย์ใช้สำหรับพ่นหน้ากากผ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัส กันน้ำ กรองเชื้อโรค นับเป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อเป็นทางเลือกในการใช้หน้ากากผ้าแก่บุคคลทั่วไป ในช่วงที่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ขาดแคลนในช่วงโควิด-19 ระบาด

ชีลด์พลัส โพรเทคติ้ง สเปรย์ ใช้พ่นหน้ากากผ้า เพิ่มประสิทธิภาพป้องกันโควิด-19

นวัตกรรมสเปรย์มีชื่อว่า ชีลด์พลัส โพรเทคติ้ง สเปรย์ (Shield+ Protecting Spray) เป็นผลงานวิจัยของ ทีมวิจัย ผศ. ดร. ภญ. จิตติมา ลัคนากุล คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปราศจากสารที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ใช้สำหรับพ่นหน้ากากผ้า โดยสเปรย์จะทำหน้าที่เป็นตัวกรองของหน้ากากผ้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัส น้ำและละอองสารคัดหลั่ง

สเปรย์ดังกล่าว ได้ผ่านการวิจัยและทดสอบประสิทธิภาพเปรียบเทียบระหว่างหน้ากากผ้าก่อนสเปรย์และหลังสเปรย์ พบว่า หน้ากากผ้าที่ผ่านการพ่นสเปรย์ด้วย Shield+ Protecting Spray เกิดการเชื่อมต่อของเส้นใยผ้ามากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการกรองอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอนเพิ่มขึ้น 83% และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองเชื้อโรคในน้ำลายและในอากาศได้มากขึ้น 93% และ 142% ตามลำดับ

นอกจากคุณสมบัติในการกรองอนุภาคและเชื้อโรคแล้ว หน้ากากผ้าที่ผ่านการใช้สเปรย์ยังพบว่ามีคุณสมบัติในการกันน้ำที่ดีกว่า สเปรย์นี้จึงสามารถใช้เพิ่มประสิทธิผลของหน้ากากผ้าทั่วไป ทำให้ประชาชนหันมาใช้หน้ากากผ้าแทนหน้ากากอนามัยได้อย่างมั่นใจ เปิดโอกาสให้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์มีเหลือเพียงพอให้บุคลากรทางการแพทย์และช่วยลดปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลน และยังเป็นการช่วยลดขยะได้

ทีมงานวิจัยของ ผศ. ดร. ภญ. จิตติมา ลัคนากุล ได้ทำงานร่วมกับ ภญ. พุทธิมน ศรีบนฟ้า ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท แนบโซลูท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพภายใต้การบ่มเพาะของศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) และเครือข่ายพันธมิตร ภาครัฐและเอกชน ช่วยสนับสนุนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐาน GMP จะทำการผลิตและแจกจ่าย Shield+ Protecting Spray จำนวน 10,000 ขวด ซึ่งสามารถใช้พ่นหน้ากากผ้าได้รวม 240,000 ชิ้น ให้กับบุคคลเบื้องหลังที่ทำงานหนักเพื่อตอบสนองนโยบายการหยุดเชื้อเพื่อชาติ ซึ่งประกอบด้วย ทีมสนับสนุนบริการทางการแพทย์ พนักงานขับรถส่งของให้กับโรงพยาบาล ตำรวจและทหารประจำด่านสกัด COVID-19 และพนักงานเก็บขยะที่ช่วยดูแลจัดการของเสียจากครัวเรือน

เพื่อเป็นการสนับสนุนทีมงานวิจัยของจุฬาฯ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมบริจาคได้ที่ https://taejai.com/th/d/savethailandspraymask/ โดยเงินบริจาคที่ได้รับจะถูกนำไปใช้ในการผลิต Shield+ Protecting Spray เพื่อนำไปแจกจ่าย และส่งเสริมให้มีการใช้หน้ากากผ้าแทนหน้ากากอนามัยในบุคคลทั่วไป ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในขณะนี้