สรุปแถลง สธ. โควิด-19 วันที่ 01/04/2563 | 13.00 น.

สรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า 2019

📍 สถานการณ์ในประเทศไทย

🔻 เพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 120 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
ผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 1652-1771)

▪️ พื้นที่ที่พบผู้ป่วย 120 ราย

  • กรุงเทพฯ 43 ราย
  • สมุทรปราการ 23 ราย
  • ภูเก็ต 11 ราย
  • กระบี่ 2 ราย
  • นนทบุรี 2 ราย
  • ปทุมธานี 2 ราย
  • บุรีรัมย์ 2 ราย
  • สงขลา 2 ราย
  • ชลบุรี 2 ราย
  • ฉะเชิงเทรา 1 ราย
  • นครปฐม 1 ราย
  • ศรีสะเกษ 1 ราย
  • สมุทรสาคร 1 ราย
  • สระบุรี 1 ราย
  • หนองบัวลำภู 1 ราย
  • อุบลราชธานี 1 ราย
  • อยู่ระหว่างสอบสวน 24 ราย
🔸 เพิ่ม ผู้ป่วยหายกลับบ้าน 74 ราย
🔸 เพิ่ม ผู้ป่วยเสียชีวิต 2 ราย
  • รายที่ 1 ชายไทย อายุ 79 ปี อยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีโรคประจำตัวเบาหวาน และ
    ไตวายเรื้อรัง
    วันที่ 7 มี.ค. 2563 เดินทางไปร่วมงานแต่งงานที่มาเลเซีย
    วันที่ 20 มี.ค. 2563 เริ่มมีอาการป่วย
    วันที่ 23 มี.ค. 2563 เข้าการรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐ
    วันที่ 27 มี.ค. 2563 เข้าการรักษาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง โดยครั้งนี้มีอาการไข้ 39.1 ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศรีษะ ภาวะปอดอักเสบ
    วันที่ 28 มี.ค. 2563 ได้ส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลจังหวัด
    วันที่ 31 มี.ค. 2563 ช่วงเวลา 08.00 น. ได้เสียชีวิต
  • รายที่ 2 อายุ 58 ปี อาชีพนักธุรกิจ กลับมาจากประเทศอังกฤษ
    วันที่ 12 มี.ค. 2563 เริ่มป่วยไข้ ไอ เสมหะ และกลับถึงไทย
    วันที่ 15 มี.ค. 2563 เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
    วันที่ 31 มี.ค. 2563 ช่วงเวลา 09.00 น. ได้เสียชีวิต
🔸 กลุ่มที่ 1 มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย หรือ สถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ (จำนวน 51 ราย)

▪️ สนามมวย 1 ราย
▪️ เกี่ยวข้องสถานบันเทิง จำนวน 11 ราย
▪️ สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้านี้ จำนวน 38 ราย
▪️ ร่วมพิธีทางศาสนาที่มาเลเซีย จำนวน 1 ราย

🔸 กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ (จำนวน 39 ราย)

▪️ เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ จำนวน 8 ราย

  • คนไทย 6 ราย
  • ชาวต่างชาติ 2 ราย

▪️ อาชีพเสี่ยง ทำงานอยู่ในพื้นที่แออัดและเกี่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 14 ราย
▪️ ร่วมพิธีทางศาสนาที่อินโดนีเซีย จำนวน 16 ราย
▪️ บคลากรทางการแพทย์ จำนวน 1 ราย

🔸 กลุ่มที่ 3 ได้รับผลแล็บยืนยันว่า “พบเชื้อแล้ว” (จำนวน 30 ราย)
แต่ยังอยู่ในระหว่างสอบประวัติและการสอบสวนโรค

🔹 รวมผู้ป่วยหายกลับบ้าน 416 ราย
🔹 รวมผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 1,343 ราย+อาการหนัก 23 ราย
🔹 รวมผู้ป่วยเสียชีวิต 12 ราย
🔹 ผู้ป่วยสะสม 1,771 ราย

▪️ สัญชาติ

  • ไทย 1,500 ราย
  • ต่างชาติ 271 ราย

▪️ พื่นที่พบผู้ป่วยสะสม

  • กรุงเทพฯ+นนทบุรี 972 ราย
  • ภาคกลาง 237 ราย
  • ภาคอีสาน 89 ราย
  • ภาคเหนือ 66 ราย
  • ภาคใต้ 213 ราย

▪️ อายุเฉลี่ย

  • อายุน้อยสุด 6 เดือน
  • อายุมากสุด 84 ปี
  • เฉลี่ยอายุ 34 ปี

▪️ เพศ

  • ชาย 57.8%
  • หญิง 42.2%

📍 จังหวัดที่พบผู้ป่วยรายใหม่ (ช่วงวันที่ 25-31 มี.ค. 2563)
“โดยก่อนหน้านี้ราว 2 สัปดาห์ ไม่พบผู้ป่วย” รวม 13 จังหวัด

▪️ สถานบันเทิง (ส่วนใหญ่เดินทางจาก กรุงเทพฯ)

  • ชุมพร
  • นครพนม
  • พิษณุโลก
  • พะเยา
  • หนองคาย
  • อำนาจเจริญ
  • มุกดาหาร
  • ลำพูน

▪️ สัมผัสผู้ป่วยยืนยันนอกพื้นที่

  • เพชรบุรี
  • อุทัยธานี

▪️ ประวัติเดินทางจากต่างประเทศ (ปากีสถาน การ์ต้า)

  • แม่ฮ่องสอน
  • อุตรดิตถ์

▪️ บุคลากรทางการแพทย์ (สัมผัสจาก กรุงเทพฯ)

  • มุกดาหาร

▪️ อาชีพเสี่ยง (ร้านเสริมสวย สัมผัสจากภูเก็ต)

  • สุพรรณบุรี

▪️ สนามมวย

  • มุกดาหาร
สรุปแถลง สธ. โควิด-19 วันที่ 01/04/2563 | 13.00 น.

9 สิ่งที่ควรทำ ในสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ความเครียด ความวิตกกังวล และสับสน เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่เราจะลดความวิตกกังวลที่ทำให้บั่นทอนจิตใจของเราอย่างไร เพราะนอกจากการดูแลร่างกายแล้ว การดูแลจิตใจก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้

วิตกกังวลจาก COVID-19 รับมืออย่างไร?

นพ.วิทยา วันเพ็ญ จิตแพทย์โรงพยาบาลพระรามเก้า แนะนำวิธีการรับมือกับความวิตกกังวลจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) อ้างอิงจากประกาศราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย มีเคล็ดลับการดูแลจิตใจในช่วงนี้มาฝากทุกคนค่ะ

  1. ควรรับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น ข้อมูลควรมาจากกระทรวงสาธารณสุข หรือถ้าเป็นข้อมูลข่าวสารเรื่องของมาตราการเยียวยาช่วยเหลือจากภาครัฐ ควรเปิดรับจากหน่วยงานนั้นโดยตรง
  2. ควรลดการเสพข้อมูลมากเกินไปเมื่อต้องอยู่บ้านตลอด เพราะการเสพข่าวมากเกินไปย่อมไปกระตุ้นให้คิดมาก เกิดความรู้สึกเครียด วิตกกังวล ตื่นตระหนกมากขึ้น ดังนั้นควรรับข่าวสารหลังจากเวลาทำงาน หรือทำธุระส่วนตัวเสร็จก่อน เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันระมัดระวัง ดูแลตนเองตามหลักอนามัย
  3. ดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม เช่น การรับประทานอาหาร การนอน การออกกำลังกายตามปกติ
  4. ดูแลอารมณ์ ยอมรับในอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง หาสาเหตุสิ่งที่ทำให้เครียด และทำความเข้าใจในความเครียดที่เกิดขึ้น และระบายกับคนที่ไว้ใจ เพื่อลดความตึงเครียด
  5. มีสติรับมือกับปัญหาที่จะเข้ามาเพิ่ม ซึ่งการแพร่ระบาดของไวรัสทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตปกติอย่างฉับพลัน จนหลายคนไม่ทันตั้งตัว และไม่คุ้นชิน การตั้งสติจึงเป็นส่วนสำคัญมากในการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น
  6. หางานอดิเรกที่ชอบ กิจกรรมที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจ เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยผ่อนคลายจากภาวะความตึงเครียด
  7. สื่อสารในสังคมออนไลน์ตามควร ในสิ่งที่เป็นความรู้และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง โดยก่อนที่จะสื่อสาร โพสต์ หรือแชร์ข้อมูล ควรตรวจสอบความถูกต้อง และข้อมูลควรมาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้
  8. ข้าใจและเห็นอกเห็นใจความรู้สึกทุกข์ของผู้ติดเชื้อ COVID-19 และผู้เกี่ยวข้อง เพราะการแสดงท่าทีรังเกียจ จะทำให้บรรยากาศในสังคมยิ่งเป็นทุกข์ หมดกำลังใจ และความขุ่นข้องหมองใจนั้น สุดท้ายก็จะสะท้อนกลับมาที่จิตใจของเราเอง
  9. ส่งความใส่ใจ และการช่วยเหลือดูแลสังคม หากเราเปิดรับข่าวสารเรื่องการช่วยเหลือกัน จะเห็นน้ำใจของทุกคนในสังคมที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการแจกอาหารให้กับคนตกงานกินฟรี การเย็บหน้ากากผ้าเพื่อนำไปบริจาคให้กับผู้ที่ขาดแคลน หรือกรณีที่ทุกคนช่วยกันร่วมบริจาค หรือเป็นสื่อกลางในการรับบริจาคไปยังโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งดีๆที่ทำให้จิตใจเรามีความสุขได้

4 สิ่งไม่ควรทำ

  1. ไม่ควรแก้เครียดด้วยอบายมุข บุหรี่ แอลกอฮอล์
  2. ไม่ควรหาคนผิด ด่าว่ากันในสังคม
  3. ไม่ควรแสดงการรังเกียจกันในสังคม
  4. ไม่ควรแชร์ โพสต์ ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

ข้อปฏิบัติ 9 ควร 4 ไม่ควร นี้หากทุกคนในสังคมนำไปปฏิบัติ ปรับตัวในการใช้ชีวิตช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 จะสามารถช่วยลดความตึงเครียด และความวิตกกังวลให้คลายลงได้ และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ทุกคนก็จะยังคงมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจที่แข็งแรง พร้อมออกมาใช้ชีวิตปกติได้ตามเดิม

อัปเดตสถานการณ์ ไวรัสโควิด-19 วันที่ 1 เม.ย. 63 เวลา 10.00 น.

อัปเดตสถานการณ์ ไวรัสโควิด-19 วันที่ 1 เม.ย. 2563 เวลา 10.00 น. ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีเหตุการณ์ หรือมาตราการอะไรเกิดขึ้นบ้าง

  • UN ระบุว่า สถานการณ์โลกในขณะนี้แย่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่่ 2
  • ยอดผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯ มากกว่าจีนแล้ว โดยมีจำนวนกว่า 3,900 ราย
  • อุปกรณ์ป้องกันต่างๆ ในคลังเวชภัณฑ์ฉุกเฉินของสหรัฐฯ ใกล้จะหมดแล้ว ทั้งหน้ากาก ถุงมือ ชุดป้องกันต่างๆ
  • เที่ยวบินขนเวชภัณฑ์จากรัสเซียจะถึงสหรัฐฯ ในพรุ่งนี้
  • รัสเซียรายงานว่า ปธน. ปูตินยังสุขภาพดีอยู่ หลังจากมีรายงานว่า แพทย์ที่เข้าพบ ปูติน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบติดเชื้อไวรัส
  • ตูนิเซีย ประกาศต่ออายุมาตรการ Lockdown ไปอีกสองสัปดาห์
  • สิงคโปร์ พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้น และไม่มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งทางการขอให้ ปชช. รักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ( Safe Distancing) และงดการรวมกลุ่ม

โดยทางการสิงคโปร์ระบุว่ายืนยัน ยังไม่ปิดเมือง

“ไม่มีวิธีวิเศษใด เช่น การ Lockdown 2 สัปดาห์ แล้วเราจะปลอดจากไวรัส”