ประชุมสภาฯ อภิปรายร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ [27 พ.ค.63]

ประเด็นน่าสนใจ

  • วันนี้ (27 พ.ค.63) เป็นวันแรกเพื่อพิจารณาพระราชกำหนดกู้เงิน 3 ฉบับ วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท
  • นายกรัฐมนตรี ชี้รัฐบาลมีความจำเป็น เพื่อเสริมสร้างด้านสาธารณสุข การจ่ายเงินเยียวยา การฟื้นฟูเศรษฐกิจ
  • ชี้ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ภาพธุรกิจเกิดสภาวะขาดสภาพคล่อง

บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันแรกเพื่อพิจารณาพระราชกำหนดกู้เงิน 3 ฉบับ วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลออกมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ล่าสุด เข้าสู่การพิจารณาแล้ว โดยให้อภิปรายพระราชกำหนดทั้ง 3 ฉบับไปในคราวเดียว เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน แต่ลงมติแยกกัน

ทั้งนี้ ผู้ที่จะอภิปรายให้อภิปรายแค่ 1 ครั้ง ให้ครอบคลุมทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาล ส่วนกรอบการพิจารณาวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านเห็นชอบกำหนดระหว่างวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2563 รวม 5 วัน ตั้งแต่เวลา 09.30 น. – 20.00 น.

เนื่องจากช่วงการประกาศห้ามออกนอกเคหะสถาน หรือ เคอร์ฟิว โดยกำหนดอภิปรายฝ่ายละ 24 ชั่วโมง ซึ่งในส่วนของรัฐบาล รวมเวลาการชี้แจงของคณะรัฐมนตรีด้วย ขณะที่ฝ่ายค้านมีผู้อภิปรายประมาณ 65 คน ได้วางมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด จัดให้ ส.ส. นั่งเว้น 1 ที่นั่ง เพื่อรักษาระยะห่างทางสังคม และทุกคนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย

นายกฯ ชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงินฉบับที่ 1

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงินฉบับที่ 1 ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 โดยระบุว่า เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพ ระบบเศรษฐกิจไทย หดตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากที่สุด หลังจากนักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศได้

เนื่องจากมีความจำเป็นต้องปิดพื้นที่ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งรัฐบาลประมาณการว่า มีการเสียรายได้กว่า 9.28 แสนล้านบาท และมีคนว่างงานนับล้านคน ที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามทุกวิถีทาง ในการจัดการงบประมาณ แต่เงินยังไม่มีเพียงพอในการช่วยเหลือประชาชน ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในประเทศรัฐบาลจึงมีความจำเป็น โดยเฉพาะการสร้างสถานบริการด้านการสาธารณสุข การจ่ายเงินเยียวยา การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดหายงบประมาณไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท

รัฐบาลไม่สามารถใช้กฎหมายปัจจุบันได้จึงมีการตราพระราชกำหนดซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล เพื่อความมั่นคงปลอดภัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ ซึ่งกระทรวงการคลังได้มีการวางแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบและเพื่อให้การใช้จ่ายเป็นไปอย่างโปร่งใส จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการคัดกรองการใช้จ่ายเงินกู้ขึ้น

ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ภาพธุรกิจเกิดสภาวะขาดสภาพคล่อง

นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงหลักการและเหตุผล ในการตราพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 2019 ว่า ผู้ประกอบการทางธุรกิจที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ รวมถึงเป็นแหล่งจ้างงาน การให้สินเชื่อเพิ่มเติมและชะลอการชำระหนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถของผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จึงต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ภาพธุรกิจเกิดสภาวะขาดสภาพคล่อง ซึ่งอาจกระทบต่อระบบเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ และมีความจำเป็นต้องใช้กฎหมายฉบับนี้

ส่วนความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.BSF เนื่องจากประสบปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รุนแรงทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก และไม่มีการคาดการณ์ว่าจะยุติลงเมื่อใด ทำให้เกิดภาวะชะงักงันฉับพลัน โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ที่เป็นการลงทุนสำคัญทำให้ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องกระทันหันกว่าแสนล้านบาท ดังนั้นจึงต้องมีการตั้งกองทุน BSF โดยเป็นมาตรการเชิงป้องกันเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระยะสั้น

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ชี้ ตอนนี้เศรษฐกิจไทย มี 3 จ. คือ เจ็บ จน เจ๊ง

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคไทย และ ส.ส. กทม. อภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดต่อไวรัสโควิด-19 ตนเรียกชื่อว่า พ.ร.ก. เราไม่ทิ้งกัน 2020 แต่ชาวบ้านเรียกว่า “พ.ร.ก. เราเป็นหนี้ด้วยกัน 2020” ซึ่งมีมูลค่า 1 ล้านล้านบาท

ซึ่งพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า การออก พ.ร.ก. ครั้งนี้ รัฐบาลข้ามขั้นตอนสำคัญไปหลายประการ โดยเฉพาะการสำรวจงบประมาณที่มีอยู่เดิม จนสังคมตั้งข้อครหาว่ารัฐบาลตั้งใจกู้เงินมากเกินไปเพื่อวัตถุประสงค์แอบแฝงหรือไม่ เพราะไม่มีรายละเอียดโครงการเลยว่าจะเอาไปใช้อะไร แถมยังเปิดกรอบให้กู้ยาวไปถึง กันยายน 2564

ทั้งนี้เป็นห่วงในเรื่องของเศรษฐกิจไทยได้รับความเสียหาย จากการบริหารที่ผิดพลาดและไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลมาก่อนหน้าที่จะเกิดโควิด-19 ซึ่งมาตรการที่รัฐเลือกใช้ไม่ได้สัดส่วนกับเหตุที่เกิดขึ้น เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่รัฐบาลยังคงประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน อันจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่เสียหายอยู่แล้วพังพินาศมากขึ้น ตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้มีแค่ 3 ป. แต่มี 3 จ. คือ เจ็บ จน เจ๊ง ของเศรษฐกิจไทย

มติ ครม. เยียวยา ‘เด็ก ยากจน คนแก่ คนพิการ’ 1,000 บาท 3 เดือน

ประเด็นน่าสนใจ

  • ที่ประชุม ครม.เห็นชอบ มาตรการการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
  • จ่ายเงินเยียวยาจะให้รายละ 1,000 บาทต่อเดือน สำหรบ ‘เด็ก ยากจน คนแก่ คนพิการ’ 3 เดือน
  • จะเริ่มจ่ายในเดือน มิ.ย. จำนวน 2,000 บาท และ ก.ค. อีก 1,000 บาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบหลักการผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท มาตรการการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกลุ่มเปราะบางแบ่งเป็น 3 กลุ่ม รวมประมาณ 13 ล้านคน ประกอบด้วย

1.กลุ่มเด็กแรกเกิด ถึง 6 ปี จากครัวเรือนที่มีความยากจน ประมาณ 1.45 ล้านคน
2.กลุ่มผู้สูงอายุ ประมาณ 9.66 ล้านคน และ
3.กลุ่มผู้พิการ ประมาณ 2 ล้านคน

เบื้องต้นการจ่ายเงินเยียวยาจะให้รายละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นการเพิ่มจากเงินอุดหนุนจากที่ได้รับอยู่แล้ว คือ เงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เบี้ยความพิการ และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยจะจ่ายเงิน 1,000 บาท ระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ พ.ค. – ก.ค. โดยขณะนี้ใกล้จะหมดเดือน พ.ค. แล้ว จึงจะเริ่มจ่ายในเดือน มิ.ย. จำนวน 2,000 บาท และ ก.ค. อีก 1,000 บาท

สำหรับเกณฑ์ของกลุ่มเปราะบางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงการคลัง จะพิจารณาร่วมกันให้มีความชัดเจน เพื่อให้เงินเยียวยาไปถึงกลุ่มเปราะบางอย่างรวดเร็วที่สุด

ศาลล้มละลายกลาง รับคำร้องแผนฟื้นฟู ‘การบินไทย’

ประเด็นน่าสนใจ

  • ก่อนหน้านี้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา ยื่นศาลล้มละลายกลาง ขอฟื้นฟูที่ บริษัท การบินไทย จำกัด
  • ล่าสุด ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ
  • นัดไต่สวนในวันที่ 17 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

วันนี้ (27 พ.ค.63) ศาลล้มละลายกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ได้มีคำสั่งคดีดำ ฟฟ 10/2563 ในคำร้องขอฟื้นฟูที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เดินทางมายื่นคำร้องขอทำแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูบริษัท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา

ศาลพิจารณาแล้ว มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และนัดไต่สวนในวันที่ 17 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น. และสั่งให้ประกาศคำสั่งรับคำร้องขอและวันเวลานัดไต่สวนในหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายอย่างน้อยหนึ่งฉบับ ไม่น้อยกว่าสองครั้งห่างกันไม่เกิน 7 วัน กับให้ส่งสำเนาคำร้องขอแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ตามบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้และแก่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหรือนายทะเบียนนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง กรมบังคับคดี และให้ส่งให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และลาดหลักทรัพย์ ตามมาตรา 90 / 9 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483

นอกจากนี้ ให้ประกาศวันเวลานัดไต่สวน โดยวิธีลงโฆษณาทางสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอีกทางหนึ่ง หากเจ้าหนี้ประสงค์คัดค้าน ให้ยื่นคำคัดค้านก่อนวันนัดไต่สวนนัดแรกไม่น้อยกว่า 3 วัน มิฉะนั้นถือว่าไม่คัดค้าน