สธ. จับมือ Airbnb สนับสนุนที่พักแก่บุคลากรทางการแพทย์ สู้โควิด-19

ประเด็นน่าสนใจ

  • กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ Airbnb สนับสนุนที่พักแก่บุคลากรทางการแพทย์ และ อสม. ที่ปฏิบัติหน้าที่ต่อสู้กับโควิด-19
  • นำร่อง 13 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น พิษณุโลก นครราชสีมา กระบี่ ลำปาง อุตรดิตถ์ และพระนครศรีอยุธยา
  • ขณะนี้ มี 4 แห่ง จำนวนห้อง 303 ห้อง มีผู้เข้าพักแล้ว 172 ห้อง คงเหลืออีก 131 ห้อง

วันนี้ (22 พฤษภาคม 2563) ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แถลงความร่วมมือโครงการจัดหาที่พักแก่ผู้ปฏิบัติงานแนวหน้าโควิด 19 (Frontline Stays)

ดร.สาธิตกล่าวว่า ในสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด 19 ของประเทศไทย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาพยาบาล เฝ้าระวัง และคัดกรองโรค

ส่งผลให้ไทยพบผู้ป่วยรายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่คงเข้มมาตรการป้องกัน หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ในการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยครั้ง หรือปรับพฤติกรรมตามวิถีชีวิตใหม่ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ เกิดการระบาดระลอกใหม่ได้

ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ และอสม. มีที่พักที่ปลอดภัย

การที่บริษัทแอร์บีเอ็นบี (Airbnb) ได้จัดโครงการจัดหาที่พักแก่ผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า หรือฟรอนท์ไลน์ สเตย์ (Frontline Stays) ในประเทศไทย จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ และอสม. มีที่พักที่ปลอดภัย ใกล้ที่ทำงาน เพิ่มความสะดวกในการเดินทางไปปฏิบัติงานในช่วงการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และช่วยคลายความกังวลว่าอาจนำเชื้อไปให้คนในครอบครัว ขณะนี้มีที่พักร่วมโครงการแล้วกว่า 800 แห่ง เป็นที่พักที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย 200 แห่ง และที่เหลือเป็นที่พักในอัตราพิเศษ

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า โครงการฟรอนท์ไลน์ สเตย์ นำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตราชเทวี พญาไท คันนายาว และบางรัก ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์

รวมถึงบริเวณใกล้เคียงโรงเรียนแพทย์ และในส่วนภูมิภาค นำร่อง 13 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น พิษณุโลก นครราชสีมา กระบี่ ลำปาง อุตรดิตถ์ และพระนครศรีอยุธยา ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอเมือง และอาจจะขยายเพิ่มจังหวัดต่อไป

สามารถจองที่พักผ่านแอปพลิเคชัน Airbnb ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ บุคลากรทางการแพทย์ และอสม. สามารถจองที่พักผ่านแอปพลิเคชัน Airbnb ด้วยตนเอง ระยะเวลาในการเข้าพักเป็นไปตามข้อกำหนดของ Airbnb คือตั้งแต่ 5 วันขึ้นไปแต่ไม่เกิน 30 วัน ผู้เข้าพักจะต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม ระหว่างที่เข้าพัก และเมื่อออกจากที่พักแล้ว เจ้าของที่พักจะต้องเว้นการเปิดบริการที่พักเป็นเวลา 3 วันเพื่อทำความสะอาด สำหรับประชาชนที่ต้องการที่พักเพื่อลดความเสี่ยงของครอบครัว จะมีการหารือรายละเอียดในระยะต่อไป

นอกจากนี้ สำหรับคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศจะต้องถูกกักตัวสังเกตอาการ 14 วัน ในสถานที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) หรือในโรงแรมที่เป็นสถานกักตัวทางเลือก (Alternative State Quarantine) ที่ผู้เข้าพักต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

ซึ่งมีข้อกำหนดตามเงื่อนไขและระบบการดูแลสุขภาพเช่นเดียวกัน เช่นมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทีมแพทย์ พยาบาลเข้าไปดูแล การตรวจเพาะเชื้อตามกำหนดเวลารวม 2 ครั้ง และเพิ่มเติมเรื่องโรงแรมที่เข้าโครงการจะต้องมีโรงพยาบาลที่เป็นคู่สัญญา ดูแลสุขภาพและให้การรักษาตลอดระยะเวลาที่กักตัว

โดยโรงแรมจะต้องประเมินตนเอง และผ่านการตรวจประเมินของคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงกลาโหม ขณะนี้ มี 4 แห่ง จำนวนห้อง 303 ห้อง มีผู้เข้าพักแล้ว 172 ห้อง คงเหลืออีก 131 ห้อง

เปิดใช้ฟรี!! มอเตอร์เวย์สาย 7 พัทยา-มาบตาพุด ถึง ส.ค.63

ประเด็นน่าสนใจ

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดทดลองให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ – บ้านฉาง ส่วนต่อขยาย ช่วงพัทยา-มาบตาพุด
  • เปิดให้ใช้ฟรี 22 พ.ค. ถึงสิ้นเดือน ส.ค.63
  • ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์

วันนี้ (22 พ.ค.63) ณ ด่านเก็บเงินค่าผ่านทางอู่ตะเภา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดทดลองให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ – บ้านฉาง ส่วนต่อขยาย ช่วงพัทยา-มาบตาพุด โดยมีผู้บริหารกระทรวงคมนาคม และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ที่อนุมัติให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงดำเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงพัทยา-มาบตาพุด ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ-ชลบุรี-พัทยา

ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรม เติมเต็มโครงข่ายคมนาคมขนส่งในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ขยายโอกาสการค้าและการลงทุน กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต สร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชน

เปิดให้ใช้ฟรี 22 พ.ค. ถึงสิ้นเดือน ส.ค.63

ในวันนี้ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ส่วนต่อขยายช่วงพัทยา-มาบตาพุด พร้อมเปิดทดลองให้ประชาชนได้ใช้บริการแล้ว โดยผู้ใช้ทางสามารถเข้ามาใช้บริการได้ 2 ทาง คือ วิ่งต่อเนื่องจากทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงชลบุรี – พัทยา ที่บริเวณทางแยกต่างระดับมาบประชัน หรือเข้าจากทางหลวงหมายเลข 3 ถนนสุขุมวิท ที่ด่านอู่ตะเภา ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2563 โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จของกระทรวงคมนาคม ในการผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน

ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ส่วนต่อขยาย ช่วงพัทยา-มาบตาพุด เป็นทางหลวงมาตรฐานสูงที่มีการควบคุมการเข้า-ออกอย่างสมบูรณ์ (Fully Controlled Access) มีถนนขนาด 4 – 6 ช่องจราจร มีจุดเริ่มต้นเชื่อมต่อเส้นทางสายชลบุรี-พัทยา บริเวณทางแยกต่างระดับมาบประชัน มุ่งไปทางทิศใต้ผ่าน อ.บางละมุง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ไปสิ้นสุดที่บริเวณบรรจบทางหลวงหมายเลข 3 เทศบาลเมืองมาบตาพุด อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ระยะทางรวม 32 กม.

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์

นับเป็นเส้นทางสายหลักที่เชื่อมสู่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตลอดจนนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์ให้ดียิ่งขึ้น โดยกรมทางหลวงใช้รายได้ที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางจาก

ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 ที่เปิดให้บริการในปัจจุบันมาใช้ดำเนินการก่อสร้างทั้งหมด แบ่งงานก่อสร้างออกเป็น 14 สัญญา ได้แก่ งานโยธา (งานก่อสร้างทางและสะพาน) 13 สัญญา และงานระบบ 1 สัญญา วงเงินลงทุนรวม 17,784 ล้านบาท (มูลค่าเวนคืน 6,000 ล้านบาท และมูลค่าก่อสร้าง 11,784 ล้านบาท) โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2559 จนเปิดทดลองให้ประชาชนได้ใช้บริการแล้วในวันนี้

ใช้ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตลอดเส้นทาง

สำหรับรูปแบบโครงการมีลักษณะเป็นทางหลวงพิเศษ ขนาด 4 ช่องจราจร ที่ควบคุมการเข้าออกอย่างสมบูรณ์ ผู้ใช้ทางสามารถใช้ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตลอดเส้นทาง ช่วยลดระยะเวลาการเดินทางจากทางแยกต่างระดับมาบประชันถึงสนามบินอู่ตะเภาลงกว่า 30 นาที

โดยตลอดแนวเส้นทางโครงการมีด่านชำระค่าผ่านทาง 3 แห่ง ได้แก่ ด่านฯ ห้วยใหญ่ เชื่อมสู่บ้านอำเภอ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี, ด่านฯ เขาชีโอน เชื่อมสู่ทางหลวงหมายเลข 331 อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และด่านฯ อู่ตะเภา เชื่อมสู่ถนนสุขุมวิท อำเภอเมือง และอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยใช้ระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางประกอบด้วย ระบบเงินสด (MTC) และแบบอัตโนมัติ (ETC)

ซึ่งสามารถพัฒนาสู่รูปแบบการเก็บค่าผ่านทางแบบไร้ไม้กั้นในอนาคต โดยใช้เทคโนโลยี AI เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทาง นอกจากนี้ผู้ใช้ทางยังสามารถจอดพัก ผ่อนคลายจากการขับขี่ได้ ณ จุดพักรถ (Rest Stop) มาบประชัน และสถานที่บริการทางหลวง (Service Area) บางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างและมีแผนเปิดให้บริการภายในปี 2565

จุดพักรถ-พักคน เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ-บ้านฉาง ส่วนต่อขยาย ช่วงพัทยา-มาบตาพุด ยังช่วยให้ประชาชนสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ จ.ระยอง ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น มีความปลอดภัย และยังมีระบบควบคุมการจราจร จุดพักรถ-พักคน เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ

อีกทั้งยังมีศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารและหน่วยงานกู้ภัย เพื่ออำนวยความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทางตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้ประชาชนเดินทางเข้าถึงแหล่งงานและแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก เสริมสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชน

ศบค.เห็นชอบตาม สมช. ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 ด. เตรียมเข้า ครม. 26 พ.ค.นี้

ประเด็นน่าสนใจ

  • ที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ มีมติเห็นชอบตาม สมช. ในการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไปอีก 1 เดือน พร้อมเสนอเข้า ครม. 26 พ.ค.63
  • เพื่อเป็นเครื่องมือในการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19
  • พร้อมวางมาตรการคลายล็อกระยะ 3 และระยะ 4 ต่อไป

วันนี้ (22 พ.ค.63) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ชุดใหญ่

โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวก่อนเริ่มการประชุม ว่า ขณะนี้ทุกคนเริ่มเข้าใจถึงการใช้ชีวิตแบบปกติใหม่ หรือ new normal และรู้จักเสียสละ และที่ช่วยสนับสนุนข้าวของช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงานที่ได้รับผลกระทบ นอกเหนือจากระเบียบราชการที่ให้การช่วยเหลือ ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณาเพิ่มเติมอยู่ ทั้งนี้ ขอชื่นชมการปฎิบัติหน้าที่ของทุกคนจนได้รับความชื่นชมจากหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมวันเดียวกันนี้ เป็นการรับทราบรายงานสถานการณ์โควิด-19 หลังผ่อนคลายในระยะ 2 และ พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะหัวหน้าสำนักงานประสานงานกลาง ศบค. เสนอให้ขยายประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือนให้ครอบคลุมเดือน มิ.ย. เพื่อเป็นเครื่องมือในการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนการคลายล็อกระยะ 3 และระยะ 4