“กลุ่มขอคืนไม่ได้ขอทาน” เรียกร้องกดดันรัฐบาลให้คืนเงินสมทบชราภาพ

ประเด็นน่าสนใจ

  • สมาชิกเครือข่ายกลุ่มขอคืนไม่ได้ขอทาน ซึ่งเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ตามมาตรา 33 มาตรา 39 และ มาตรา 40 ร่วมทำกิจกรรม “ขอคืนไม่ได้ขอทาน”
  • เพื่อรณรงค์เรียกร้องให้คืนเงินสมทบชราภาพ ร้อยละ 30-50
  • และเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนช่วงสถานการณ์และปัญหาโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา (covid-19)

วันนี้ ( 20 มิ.ย. 63 ) ที่ ลานใบบัว บนสกายวอร์ค สี่แยกปทุมวัน สมาชิกเครือข่ายกลุ่มขอคืนไม่ได้ขอทาน ซึ่งเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ตามมาตรา 33 มาตรา 39 และ มาตรา 40 ร่วมทำกิจกรรม โดยการถอดเสื้อเดินถือแผ่นป้ายข้อความ “ขอคืนไม่ได้ขอทาน” เพื่อรณรงค์เรียกร้องให้คืนเงินสมทบชราภาพ ร้อยละ 30-50 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนช่วงสถานการณ์และปัญหาโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา (covid-19)

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้เริ่มต้นทำกิจกรรมที่สถานีบีทีเอส อโศก จากนั้นจะโดยสารรถไฟฟ้าไปยังสถานีบีทีเอส ศาลาแดง สถานีบีทีเอส หมอชิต และจะกลับมาตั้งขบวนที่บริเวณหน้าศาลเท้าพระพรหม แยกราชประสงค์ เพื่อเดินเท้าต่อไปยังสยาม พร้อมนั่งสมาธิเพื่อแสดงอารยะขัดขืน เป็นรูปแบบการต่อต้านทางการเมืองอย่างสงบเพื่อกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางการเมืองที่เป็นอยู่

อย่างไรก็ตามเครือข่ายกลุ่มขอคืนไม่ได้ขอทานเริ่มทำกิจกรรมรณรงค์เรียกร้องสิทธิตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน เพื่อให้สังคมรับรู้รับทราบ รวมถึงผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม

อีกกว่า 16,000,000 คน ได้รู้จักและหันมาร่วมกันเรียกร้องสิทธิ์เพื่อขอเบิกเงินออมขอฝผู้ประกันตนที่สะสมไว้กับประกันสังคม ออกมาใช้ในสภาวะวิกฤตเช่นปัจจุบัน อนึ่งที่ผ่านมาทางกลุ่มขอคืนไม่ได้ขอทานได้มีการทำกิจกรรมรณรงค์เรียกร้องสิทธิมาแล้วถึง 3 ครั้ง 3 วัน 3 สถานที่ เริ่มจาก 1 พ.ค. ที่สำนักงานประกันสังคม 15 พ.ค. ที่กระทรวงแรงงาน และ 29 พ.ค. ที่สำนักนายกรัฐมนตรีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบกลับมา

ธปท. ออกมาตรการระยะที่ 2 ช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ปรับลดเพดานดอกเบี้ย

ประเด็นน่าสนใจ

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาตรการเพิ่มเติมระยะที่ 2 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย
  • โดยออกมาตรการหลัก 4 ข้อสำคัญ
  • อาทิ การปรับเพดานดอกเบี้ย / การเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล / การผ่อนชำระขั้นต่ำ การลดค่างวด

วานนี้ (19 มิ.ย.63) นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ธปท. ได้มีมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มาเป็นลำดับ ซึ่งมาตรการต่าง ๆ นั้นจะทยอยครบกำหนด ธปท. จึงได้หารือกับผู้ให้บริการทางการเงิน ประกอบด้วย สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ สมาคมและชมรมของผู้ให้บริการทางการเงินรวม 9 แห่ง ออกมาตรการเพิ่มเติมระยะที่ 2 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

1) ปรับลดเพดานดอกเบี้ยเป็นการทั่วไป ร้อยละ 2 – 4 ต่อปี สำหรับบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (มีผลตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2563)

2) เพิ่มวงเงินบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับประเภทวงเงินหมุนเวียนหรือที่ผ่อนชำระเป็นงวด สำหรับลูกหนี้ที่มีความจำเป็นต้องใช้วงเงินเพิ่มเติม และมีพฤติกรรมการชำระหนี้ที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท ขยายวงเงินจากเดิม 1.5 เท่า เป็น 2 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน เป็นการชั่วคราวถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 (มีผลตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2563)

3) มาตรการขั้นต่ำเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 2 (มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563) ขยายขอบเขตและระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และไม่เป็น NPLs ณ วันที่ 1 มีนาคม 2563 โดยผู้ให้บริการทางการเงินต้องจัดให้มีทางเลือกความช่วยเหลือขั้นต่ำให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบได้เลือกตามประเภทสินเชื่อ เช่น การผ่อนชำระขั้นต่ำ การเปลี่ยนสินเชื่อระยะสั้นเป็นระยะยาว การลดค่างวด การเลื่อนชำระค่างวดหรือเงินต้น เป็นต้น

และกำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงินต้องอำนวยความสะดวก รวมทั้งให้ข้อมูลที่ครบถ้วนเพียงพอต่อการตัดสินใจของลูกหนี้ เช่น เปรียบเทียบภาระหนี้เดิมและหนี้ใหม่ จำนวนหนี้และจำนวนงวดที่เพิ่มขึ้น และดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ต้องจ่ายเพิ่มจากการขอเลื่อนชำระหนี้ รายละเอียดดังนี้

การช่วยเหลือตามมาตรการขั้นต่ำข้างต้นจะไม่ถือว่าเป็นการผิดนัดชำระหนี้ จึงไม่สามารถเรียกเก็บเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และในกรณีที่ลูกหนี้ประสงค์จะชำระหนี้ก่อนกำหนด จะต้องไม่มีการคิดค่าเบี้ยปรับ (prepayment fee)

ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถแจ้งความประสงค์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของผู้ให้บริการทางการเงิน เช่น แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ Call Center หรือส่งข้อความ SMS ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จนถึง 31 ธันวาคม 2563

4) การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ผู้ให้บริการทางการเงินต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ โดยคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระให้ลูกหนี้ เช่น โดยการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ เปลี่ยนสินเชื่อจากระยะสั้นเป็นระยะยาว เลื่อนการชำระค่างวด ลดดอกเบี้ย และกรณีลูกหนี้ี่ได้รับผลกระทบจนเป็น NPLs ขอให้พิจารณาชะลอการยึดทรัพย์

ธปท. เชื่อมั่นว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติมระยะที่ 2 นี้ จะทำให้ลูกหนี้ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที ลดภาระหนี้และโอกาสการผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถบริหารจัดการความเสี่ยง และมีวิธีปฏิบัติต่อลูกหนี้ในแนวทางเดียวกัน ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิด

สรุปแถลงศบค. โควิด 19 ในไทย วันนี้ 20/06/2563 | 11.30 น.

สรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า 2019

📍 สถานการณ์ในประเทศไทย

  • ผู้ป่วยยืนยันวันนี้ 1 ราย (รายที่ 3,147)
  • ผู้ติดเชื้อรายใหม่ มาจากประเทศบาห์เรน เข้าพักสถานกักกันของรัฐ
  • ผ่านมาแล้ว 26 วัน ที่ไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ
  • ประเทศไทย อยู่อันดับที่ 91 ของโลก

🔵 ผู้ป่วยหายกลับบ้าน 10 ราย
⚫️ ผู้ป่วยเสียชีวิต 0 ราย

🔹 ผู้ป่วยสะสม 3,147 ราย
🔹 รวมผู้ป่วยหายกลับบ้าน 3,018 ราย +10
🔹 รวมผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 71 ราย
🔹 รวมผู้ป่วยเสียชีวิต 58 ราย
🔹 รวมติดเชื้อในประเทศ 2,444 ราย
🔹 อยู่ในสถานกักกันของรัฐ State Quarantine 210 ราย +1

📍 ผู้ป่วยยืนยันวันนี้ แบ่งเป็น 1 กลุ่ม

🔸 กลุ่มที่ 1 ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ เข้าสถานกักกันของรัฐ (จำนวน 1 ราย)

▪️ ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 28 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป (กลับจากประเทศบาห์เรน)

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เดินทางถึงไทย เข้าพักสถานกักกันของรัฐ จ.ชลบุรี
  • วันที่ 18 มิ.ย. 2563 ตรวจหาเชื้อ และพบเชื้อ (ไม่มีอาการ)

📍 ช่วงอายุ

  • อายุน้อยสุด 1 เดือน
  • อายุสูงสุด 97 ปี
  • อายุเฉลี่ย 39 ปี

📍 เที่ยวบินนำคนไทยกลับประเทศ

▪️ วันที่ 20 มิ.ย. 2563

  • เยอรมนี (แฟรงก์เฟิร์ด) LH772 เวลา 01.30 น. สุวรรณภูมิ จำนวน 146 คน นักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา พระสงฆ์ คนไทยตกค้าง
  • บรูไน BI513 เวลา 12.40 น. สุวรรณภูมิ จำนวน 44 คน คนไทยตกค้าง
  • เกาหลีใต้ (โซล) KE651 เวลา 21.45 น. สุวรรณภูมิ จำนวน 180 คน คนไทยตกค้าง
  • อเมริกา (ผ่านเกาหลีใต้) OZ741 เวลา 22.40 น. สุวรรณภูมิ จำนวน 133 คน คนไทยตกค้าง

🌍 สถานการณ์ทั่วโลก

▪️ ผู้ป่วยสะสมทั่วโลก : 8,757,750 ราย +179,698 ราย
▪️ ผู้ป่วยอาการหนักทั่วโลก : 54,793 ราย +232 ราย
▪️ รักษาหายทั่วโลก : 4,625,449 ราย +95,188 ราย
▪️ เสียชีวิตทั่วโลก : 462,519 ราย +6,235 ราย

🌍 10 อันดับ ประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยสะสม

  1. สหรัฐอเมริกา : 2,297,190 ราย +33,539
  2. บราซิล 1,038,568 ราย +55,209
  3. รัสเซีย 569,063 ราย +7,972
  4. อินเดีย 395,812 ราย +14,721
  5. อังกฤษ 301,815 ราย +1,346
    ** อันดับที่ 91 ประเทศไทย 3,147 ราย

ติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 : https://news.mthai.com/covid-19

สรุปแถลงศบค. โควิด 19 ในไทย วันนี้ 20/06/2563 | 11.30 น.