‘เกาหลีเหนือ’ เปิดฉากระเบิดทำลาย สนง.ร่วมเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

ประเด็นน่าสนใจ

  • มีรายงานว่า เกาหลีเหนือ ได้ทำลายสำนักงานประสานงานระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้
  • รัฐบาลเปียงยางขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลี เป็นการตอบโต้กลุ่มผู้แปรพักตร์

วันนี้ (16 มิถุนายน 2563) เมื่อเวลา 14.49 ตามเวลาท้องถิ่น ที่เมืองแคซ็อง ประเทศเกาหลีเหนือ ได้มีการระเบิดทำลายสำนักงานประสานงานระหว่างเกาหลี ซึ่งเป็นสำนักงานที่ตั้งขึ้นเพื่อประสานงานร่วมระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

โดยชาวบ้านในหมู่บ้านแดซอง เมืองพาจู จังหวัดคย็องกี ของเกาหลีใต้ ที่เป็นหมู่บ้านในเขตปลอดทหาร ใกล้ชายแดนเกาหลีเหนือ ได้เห็นกลุ่มควันลอยขึ้น พร้อมกับเสียงระเบิด

ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลเปียงยางขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลี เป็นการตอบโต้กลุ่มผู้แปรพักตร์ ที่มีความพยายามทำแคมเปญโฆษณาชวนเชื่อในเกาหลีเหนือ โดยกลุ่มผู้แปรพักตร์หลายกลุ่มได้ส่งใบปลิวกลับมาอย่างสม่ำเสมอพร้อมกับอาหาร ตั๋วเงิน 1 ดอลลาร์ วิทยุขนาดเล็ก และ USB ที่มีละครและข่าวของเกาหลีใต้ โดยบอลลูนลอยข้ามเขต หรือขวดโดยผ่านทางแม่น้ำ

และคิมโยจอง น้องสาวของผู้นำคิมจองอึน ที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ ได้กล่าวปราศรัยเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า “ในอนาคตอันใกล้ จะได้เห็นภาพที่น่าสังเวชที่สุด สำนักงานร่วมทางใต้ – เหนือ จะทรุดฮวบลง โดยไม่มีรูปร่าง”

กระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ เรียกร้องให้เปียงยางปฏิบัติตามข้อตกลงปี พ. ศ. 2561 ซึ่งกองทัพของทั้งสองฝ่ายสาบานที่จะยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหมด

สำนักงานประสานงานระหว่างเกาหลี ก่อตั้งขึ้นในปี พ. ศ. 2561 โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่มุ่งลดความตึงเครียดระหว่างสองเกาหลี

สรุปความตึงเครียดระหว่าง เกาหลีเหนือ & เกาหลีใต้

  1. 31 พ.ค. – มีกลุ่มประชาสังคม ของเกาหลีใต้ ได้จัดทำใบปลิวต่อต้าน รบ.เกาหลีเหลือ ลอยข้ามแดนไปยังฝั่งเกาหลีเหนือ 4 มิ.ย. – คิมโยจอง น้องสาวของคิมจองอึน ได้แจ้งเตือนทางเกาหลีใต้ถึงการกระทำดังกล่าว
  2. 5 มิ.ย. – เกาหลีเหนือ (โดย คิมโยจอง) ได้มีการแจ้งกับทางการเกาหลีใต้ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้เอ่ยถึงการยกเลิก สนง. ประสานงานเกาหลีเหนือ/ใต้ โดยแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีใต้ ว่าเป็นการบั่นทอนกำลังใจ และทำให้เกาหลีเหนือตระหนักว่า “ศัตรูก็ยังเป็นศัตรู”
  3. 6 มิ.ย. – เกาหลีเหนือ ประกาศถอนตัวจากสนง. ประสานงานระหว่างเกาหลีเหนือ/ใต้ ในแกซอง 9 มิ.ย. – เกาหลีเหนือ ประกาศผ่าน KCNA ว่า จะดำเนินการระงับการทำงาน ปิดช่องทางการประสานงานระหว่างเกาหลีเหนือ/ใต้ ตั้งแต่ เที่ยง วันที่ 9 มิ.ย.
  4. 9 มิ.ย. – เกาหลีใต้รายงานว่า ทางการเกาหลีเหนือ ระงับการติดต่อตั้งแต่ช่วงเช้า รวมถึงไม่รับสายติดต่อทั้งหมดจากเกาหลีใต้ 10 มิ.ย. – เกาหลีใต้ ได้ประกาศดำเนินคดีกับกลุ่มผู้จัดทำใบปลิวดังกล่าวจำนวน 2 กลุ่ม ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ
  5. 13 มิ.ย. – เกาหลีเหนือ แจ้งต่อเกาหลีใต้ว่า ให้หยุดการกระทำที่เป็นการยั่วยุ และไม่เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ รวมทั้ง คิมโยจอง ได้ให้ประกาศว่า จะดำเนินการในขั้นต่อไป 14 มิ.ย. – เกาหลีใต้ ร้องขอให้มีการเจรจรกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้รับการตอบสนอง
  1. 16 มิ.ย. – เมื่อเช้า มีรายงานการเคลื่อนกำลังพลของเกาหลีเหนือ เข้าพท. ชายแดน รวมถึงพท. DMZ ระหว่างทั้งสองประเทศ ก่อนที่จะมีเหตุการระเบิดเกิดขึ้นเมื่อช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

ข่าวดี!! พรุ่งนี้ [17 มิ.ย.] ราคาน้ำมันทุกชนิดปรับลง 50สต. – E85 ลง 30สต.

ประเด็นน่าสนใจ

  • ปตท.และบางจาก ปรับลดราคาน้ำมันทุกชนิด 50 สตางค์
  • ยกเว้นน้ำมัน E85 ลดลง ลง 30 สตางค์
  • มีผลพรุ่งนี้ (17 มิ.ย.) ตั้งแต่เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (PTTOR) ในกลุ่มบมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 50 สตางค์ เว้น E85 ลง 30 สตางค์ มีผลพรุ่งนี้ (17 มิ.ย.) ตั้งแต่เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลวันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

  • เบนซิน เฉพาะปตท. อยู่ที่ลิตรละ 28.36 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ลิตรละ 20.95 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ลิตรละ 20.68 บาท
  • E20 อยู่ที่ลิตรละ 19.44 บาท
  • E85 อยู่ที่ลิตรละ 17.59 บาท
  • ดีเซล อยู่ที่ลิตรละ 21.39 บาท
  • B10 อยู่ที่ลิตรละ 18.39 บาท
  • B20 อยู่ที่ลิตรละ 18.14 บาท

ราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น

ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการ ‘เที่ยวปันสุข’ จัด 3 แพ็กเกจท่องเที่ยวจุใจ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการ “เที่ยวปันสุข”
  • หลักๆ มีการแบ่งแพ็กเกจ ออกเป็น 3 แพ็กเกจ
  • ส่วน Travel Bubble จับคู่ประเทศเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างประเทศ ที่สามารถจัดการโรคโควิด-19 ได้ดีเท่าๆ ต้องเสนอใน ศบค.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

วันนี้ (16 มิ.ย.63) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการ “เที่ยวปันสุข” ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการคลังเสนอเข้าที่ประชุม เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ โดยได้รายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งกำชับให้ดำเนินการมาตรการต้องทำให้โปร่งใส

สำหรับโครงการเที่ยวปันสุขแบ่งออกเป็น 3 แพ็กเกจ ได้แก่

1.แพ็กเกจ “เที่ยวปันสุข”

เพื่อช่วยเหลือสายการบินต้นทุนต่ำ รถเช่า โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายค่าเดินทางในอัตรา 40% แต่ไม่เกิน 1,000 บาท โดยได้มีการหารือกับสายการบินต้นทุนต่ำที่เข้าร่วมโครงการให้กำหนดราคาขายตั๋วเครื่องบินเในประเทศไป-กลับ ในราคา 2,500 บาท

2.แพ็กเกจ “เราไปเที่ยวกัน”

เป็นการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทย โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายโรงแรม ที่พักในอัตรา 40% ต่อคืน ไม่เกิน 3,000 พันบาทต่อคืน สูงสุดไม่เกิน 5 คืน หรือ 15,000 บาท และสนับสนุนเงินในลักษณะวงเงินอีวอลเล็ท หรือเงินอิเล็กทรอนิกส์ ให้ 600 บาทต่อคืน สูงสุดไม่เกิน 5 คืน หรือ 3,000 บาท เพื่อให้นำไปใช้จ่ายกิจกรรมในด้านการท่องเที่ยวอื่นๆเช่นใช้บริการสปา ซื้อของที่ระลึก ร้านอาหาร แต่ไม่ได้นำไปใช้จ่ายภายในระยะเวลาการเดินทางท่องเที่ยวก็จะถูกยึดคืน

3.แพ็คเกจ “กำลังใจ”

เพื่อตอบแทนบุคลากรแนวหน้าในการรับมือโควิด-19 โดยให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รวม 1.2 ล้านคน โดยจะให้ได้รับสิทธิพิเศษเดินทางท่องเที่ยวฟรีผ่านบริษัทนำเที่ยว 2 วัน 1 คืน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ 2,000 บาทต่อคน

Travel Bubble เปิดกว้างสำหรับทุกประเทศที่มีความพร้อม

สำหรับกรณีการจับคู่ประเทศเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างประเทศ ที่สามารถจัดการโรคโควิด-19 ได้ดีเท่าๆ กัน หรือ Travel Bubble เบื้องต้นเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศที่มีความพร้อม เพื่อที่จะมาจับคู่กัน เช่น ประเทศจีน สิงคโปร์ โดยจะหาวิธีเริ่มการเจรจา

อย่างไรก็ตามจะต้องนำความตกลงทั้งหมดเสนอ ศบค. พิจารณาให้เกิดความเข้าใจตรงกันทุกฝ่ายและปลอดภัยที่สุด ซึ่งกรณีดังกล่าวจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด คาดว่าจะเห็นผลในเร็วๆ นี้ เพราะขณะนี้ได้เตรียมการไว้ทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงการปรับปรุงรายละเอียดให้สามารถดำเนินการได้โดยไม่มีปัญหาและปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีที่ประเทศจีนเริ่มกลับมามีผู้ป่วยโควิด-19 มากขึ้น ว่า ควรพิจารณาที่การบริหารจัดการ การเฝ้าระวังคัดกรองผู้ป่วยมากกว่าตัวเลข ซึ่งแนวทางเบื้องต้นอาจจะเริ่มที่กลุ่มธุรกิจหรือกลุ่มวิศวกรที่เข้ามาดูแลเครื่องจักร รวมถึงกลุ่มที่เข้ามาฝึกอบรม เป็นต้น โดยยังไม่ได้กำหนดระยะเวลา แต่จะดำเนินการให้เร็วที่สุด