น้ำรอระบาย ณ ตลาดเคหะบางพลี

ประเด็นน่าสนใจ

  • ฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเช้ามืดเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทำให้บริเวณตลาดเคหะบางพลีเกิดน้ำท่วมขัง หนักสุดในรอบ 20 ปี
  • เบื้องต้นทางเทศบาลบางเสาธง นำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ เร่งสูบน้ำลงสู่คลองเจริญราษฎร์แล้ว

บรรยากาศช่วงเช้า ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณตลาดเคหะบางพลี เข้าเคลียร์พื้นที่บ้านเรือน และร้านค้า ทำความสะอาด หลังน้ำที่ท่วมขังบริเวณเคหะบางพลี จ.สมุทรปราการ เนื่องจากฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเช้ามืดเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งน้ำท่วมหนักสุดในรอบ 20 ปี ทั้งนี้ยังมีน้ำขังอยู่เป็นบางช่วงของถนนเส้นหลักในเคหะบางพลีใหม่

ทั้งนี้ นายอนันต์ ตั้งเนียนนาทชัย รองนายกเทศมนตรีเทศบาลบางเสาธง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเดือดร้อนของชาวบ้านในชุมชนการเคหะเมืองใหม่บางพลี พร้อมระดมนำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จำนวน 15 เครื่อง เข้าสูบน้ำจากพื้นที่ภายในเคหะเมืองใหม่บางพลีจำนวนสองจุด เพื่อเร่งสูบน้ำลงสู่คลองเจริญราษฎร์

สรุปแถลงศบค. โควิด 19 ในไทย วันนี้ 03/06/2563 | 11.30 น.

สรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า 2019

📍 สถานการณ์ในประเทศไทย

  • ผู้ป่วยยืนยันวันนี้ 1 ราย เป็นผู้ป่วยยืนยัน (รายที่ 3,084 ราย)
  • ผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย มาจากต่างประเทศซาอุดิอาระเบีย และอยู่ในสถานกักกันของรัฐ
  • ผ่านมาแล้ว 9 วัน ที่ไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ
  • ประเทศไทย อยู่อันดับที่ 79 ของโลก

🔵 ผู้ป่วยหายกลับบ้าน 2 ราย
⚫️ ผู้ป่วยเสียชีวิต 0 ราย

📍 ผู้ป่วยยืนยันวันนี้ แบ่งเป็น 1 กลุ่ม

🔸 กลุ่มที่ 1 ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ เข้าสถานกักกันของรัฐ (จำนวน 1 ราย)

▪️ เป็นผู้ป่วยชาย อายุ 26 ปี อาชีพนักศึกษา

  • วันที่ 25 พ.ค. 2563 เดินทางจากประเทศซาอุดิอาระเบีย เดินทางจากกรุงริยาด – กัวลาลัมเปอร์ เข้าไทยทางด่านปาดังเบซาร์ และเข้าพักสถานกักกันของรัฐที่ จ.ปัตตานี (โดยมา 39 คน ติดเชื้อไปแล้ว 9 ราย)
  • วันที่ 25 พ.ค. 2563 ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ไม่พบเชื้อ
  • วันที่ 31 พ.ค. 2563 ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 พบเชื้อ (ไม่มีอาการป่วย) และเข้ารักษาที่โรงพยาบาลใน จ.ปัตตานี

🔹 ผู้ป่วยสะสม 3,084 ราย
🔹 รวมผู้ป่วยหายกลับบ้าน 2,968 ราย
🔹 รวมผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 58 ราย
🔹 รวมผู้ป่วยเสียชีวิต 58 ราย
🔹 รวมติดเชื้อในประเทศ 2,444 ราย
🔹 อยู่ในสถานกักกันของรัฐ State Quarantine 147 ราย

📍 ช่วงอายุ/เพศ

  • อายุน้อยสุด 1 เดือน
  • อายุสูงสุด 97 ปี
  • อายุเฉลี่ย 39 ปี
  • ชาย 1,690 คน
  • หญิง 1,394 คน

📍 10 จังหวัด ผู้ป่วยสะสม

  1. กรุงเทพฯ 1,535 ราย
  2. ภูเก็ต 227 ราย
  3. นนทบุรี 158 ราย
  4. ยะลา 125 ราย
  5. สมุทรปราการ 112 ราย
  6. ชลบุรี 86 ราย
  7. ปัตตานี 79 ราย
  8. สงขลา 44 ราย
  9. เชียงใหม่ 41 ราย
  10. ปทุมธานี 39 ราย
    จังหวัดอื่นๆ 30 ราย

🌍 สถานการณ์ทั่วโลก

▪️ ผู้ป่วยสะสมทั่วโลก : 6,485,571 ราย +119,374 ราย
▪️ ผู้ป่วยอาการหนักทั่วโลก : 54,528 ราย +1,125 ราย
▪️ รักษาหายทั่วโลก : 3,010,695 ราย +103,764 ราย
▪️ เสียชีวิตทั่วโลก : 382,412 ราย +4,075 ราย

🌍 10 อันดับ ประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยสะสม

  1. สหรัฐอเมริกา : 1,881,205 ราย
  2. บราซิล 558,237 ราย
  3. รัสเซีย 423,741 ราย
  4. สเปน 287,012 ราย
  5. อังกฤษ 277,985 ราย
  6. อิตาลี 233,515 ราย
  7. อินเดีย 207,191 ราย
  8. ฝรั่งเศส 189,220 ราย
  9. เยอรมนี 184,091 ราย
  10. เปรู 174,884 ราย
    ** อันดับที่ 79 ประเทศไทย 3,084 ราย

ติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 : https://news.mthai.com/covid-19

สรุปแถลงศบค. โควิด 19 ในไทย วันนี้ 03/06/2563 | 11.30 น.

ศาลฎีกายืนคุก 4 ปี ‘เสี่ยเจนภพ’ ขับเบนซ์ชนฟอร์ด เมื่อปี 59

ประเด็นน่าสนใจ

  • วานนี้ 2 มิ.ย.63 ศาลฎีกา พิพากษายืนคุก 4 ปี ‘เจนภพ วีรพร’ ขับรถเบนซ์ชนฟอร์ด
  • เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 59 ส่งผลทำให้ 2 นักศึกษาปริญญาโท ถูกไฟคลอกเสียชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดพระนคศรีอยุธยา อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายไพบูลย์ ถาวร นายทิวากร ฮ้อแสงชัย กับพวกรวม 4 คน เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นายเจนภพ วีรพร เป็นจำเลยในความผิดฐาน กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

จากกรณีที่ นายเจนภพ ขับรถเบนซ์ รุ่นซีแอลเค สีดำ ทะเบียน ษง 3333 กทม. พุ่งชนท้ายรถเก๋งฟอร์ด เฟียสต้า เลขทะเบียน ฆย 6911 จนเกิดไฟไหม้รถ ส่งผลให้ นายกฤษณะ ถาวร อายุ 32 ปี และน.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย นักศึกษาปริญญาโท โดนไฟคลอกเสียชีวิตทั้งคู่ เหตุเกิดบนถนนพหลโยธิน กม.53 หมู่ 8 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2559

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 3 และ 4 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำคุกจำเลย

ต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย โดยแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เพิ่มโทษตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 3 และ 4 อุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานเสพแอมเฟตามีนขับรถเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ด้วยการลงโทษจำคุก 6 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้บางส่วน เหลือลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี และไม่รอลงอาญา

โดยจำเลย ได้ยื่นศาลฎีกา ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และรอการกำหนดโทษจำเลย โดยอ้างว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้ง 4 คน เห็นว่า เป็นเรื่องที่จำเลยต้องรับผิดชอบให้แก่โจทก์ร่วมทั้ง 4 ตามกฎหมายในทางแพ่งอยู่แล้ว
และจำเลยอ้างว่า จบการศึกษาจากต่างประเทศ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท มีคุณงามความดีช่วยเหลือผู้อื่น

หลังเกิดเหตุได้บวชอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตายทั้ง 2 เป็นเวาลา 2 เดือน 3สัปดาห์ ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยสถานเบา หรือรอการลงโทษให้จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์ของรูปคดีแล้ว และเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว

ส่วนที่โจทก์ร่วม ขอให้ศาลฎีกา ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่รอการลงโทษ เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลย ได้ใช้กฎหมายที่มีบทลงโทษหนักที่สุดแก่จำเลยและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลง แก้ไขทั้งบทและโทษที่ลงแก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ร่วม ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน คงจำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา